Movie Review === Snowpiercer === สู่โลกใหม่ที่ดีกว่า

Posted: ธันวาคม 7, 2013 in หนังดราม่า, หนังแอ๊กชั่น, หนังไซไฟ, Movie Review @ Cinema
ป้ายกำกับ:,

ไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ…

Snowpiercer

Snowpiercer

Snowpiercer เป็นผลงานของผู้กำกับชาวเกาหลี บองจุนโฮ (จากเรื่อง The Host หนังอสูรกายสัญชาติเกาหลีที่ได้ข่าวว่าจะมีภาคต่อออกมาในปีหน้า) หนังได้นักแสดงฮอลลีวู้ดชื่อดังหลายคนมารับบทนำ ไม่ว่าจะเป็น คริส อีวานส์, เจมี่ เบลล์, จอห์น เฮิร์ท, ออคตาเวีย สเปนเซอร์ และทิลดา สวินตัน รวมทั้งนักแสดงเกาหลีที่ติดสอยห้อยตามผู้กำกับมาจากผลงาน The Host อย่าง ซองกังโฮ และโคอาซุง มาพร้อมกับเรื่องราวที่นิยายส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักกล่าวถึง นั่นคือโลกอนาคตที่ถูกกดขี่ข่มเหง เรียกเป็นศัพท์ที่ได้ยินทั่วไปว่า ‘ดิสโทเปีย’

‘ดิสโทเปีย’ จะเป็นสังคมที่มีสภาพการควบคุมที่โหดร้ายและรุนแรง หนังหลายเรื่องมักใช้คอนเซปต์นี้ในการเล่าเรื่อง ที่โด่งดังในอดีตก็อย่างเช่น The Terminator และ Terminator 2: Judgement Day ซึ่งกล่าวถึงโลกอนาคตที่ถูกเครื่องจักรกลครอบครองอำนาจ สำหรับนิยายวัยรุ่นที่โด่งดังในระยะนี้อย่าง The Hunger Games และ The Hunger Games: Catching Fire ก็เป็นสังคมดิสโทเปียที่มาในชื่อประเทศ ‘พาเน็ม’ เล่าเนื้อหาสังคมโลกอนาคตที่เหลืออยู่เพียงแผ่นดินเดียว และมีการปกครองที่คุมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางพร้อมกับการควบคุมที่รุนแรงจนมีการต่อต้าน อีกเรื่องที่จะเข้าฉายในปีหน้าอย่าง Divergent ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของดิสโทเปียเช่นกัน

สังคมดิสโทเปียใน Snowpiercer ให้คอนเซปต์ไว้คร่าวๆถึงการล่มสลายของเผ่าพันธุ์มนุษย์จากความล้มเหลวของการทดลองเพื่อยับยั้งสภาวะโลกร้อน แต่การทดลองดังกล่าวได้ปล่อยสารอันตรายที่มีชื่อว่า Cw-7 ซึ่งสารดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงโลกให้กลายเป็นยุคน้ำแข็ง และมนุษย์กลุ่มสุดท้ายได้เข้าอาศัยอยู่ในขบวนรถไฟ เป็นแหล่งพำนักแห่งสุดท้ายของมวลมนุษยชาติ

ขบวนรถไฟที่ว่านี้ เป็นกลุ่มสังคมที่แบ่งการปกครองเป็นส่วนๆ และเมื่อเป็นสังคมดิสโทเปีย การปกครองจึงห่างไกลจากคำว่ายุติธรรม กลุ่มคนที่มีทรัพย์สินเงินทองฟู่ฟ่าจะได้รับการบริการที่สะดวกสบาย อาศัยอยู่หัวขบวน มีสถานที่พักอาศัยที่หรูหรา ส่วนกลุ่มคนที่ยากจน ก็จะถูกกักกันให้อยู่ท้ายขบวน ประหนึ่งว่าเป็นพวกที่แอบหนีขึ้นรถไฟมา และไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการปกครองใดๆ

เนื้อหาใน Snowpiercer ไม่ได้เพิ่งถูกเขียนขึ้นเพื่อออกฉายบนจอใหญ่เป็นครั้งแรก แต่เป็นการนำหนังสือการ์ตูนของฝรั่งเศสที่มีชื่อว่า Le Transperceneige ของฌาคส์ ล็อบ, เบนจามิน เลอแกรนด์ และฌอง-มาร์ค โรเชตต์ มาเล่าใหม่โดยฝีมือการเขียนบทของ บองจุนโฮ และเคลลี่ มาสเตอร์สัน ร่วมกัน โดยหนังเรื่องนี้ถือเป็นหนังที่พูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของ บองจุนโฮ เข้าฉายที่แรกของโลกที่ประเทศเกาหลีใต้ ตามมาด้วยฝรั่งเศส, ฮ่องกง และประเทศไทย สำหรับในอเมริกา ไวน์สตีนคอมพานีได้ซื้อลิขสิทธิ์ไปฉาย แต่ยังไม่ได้กำหนดวันฉาย

การดำเนินเรื่องของหนังถือว่าทำออกมาได้ดี ประกอบไปด้วยฉากแอ๊กชั่นที่ให้อารมณ์ตื่นเต้นหลายตอน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาพร้อมกับความโหด สับๆฟันๆ ด้วยอาวุธอย่าง ขวานและมีด สถานที่ก็มีอยู่จำกัดและเป็นแนวยาว ดังนั้นจะวิ่งไปไหนรอด เพราะถ้าไม่วิ่งฝ่าไปด้านหน้า ก็ทำได้เพียงวิ่งหนีไปด้านหลังจนสุดขบวน ซึ่งถ้าหลุดออกไปนอกรถไฟเมื่อไร ก็จะต้องพบเจอกับความหนาวเหน็บสุดขั้วหัวใจ จนสามารถสิ้นใจได้ภายในไม่กี่นาที

เริ่มเรื่องมาซักพัก คนดูก็จะได้พบกับตัวละครนำของเรื่องอย่าง เคอร์ติส (คริส อีวานส์), เอ็ดการ์ (เจมี่ เบลล์), กิลเลี่ยม (จอห์น เฮิร์ท) และทันย่า (ออคตาเวีย สเปนเซอร์) กลุ่มชนท้ายขบวนรถไฟที่กำลังจะก่อการปฏิวัติ เพราะโดนกดขี่ข่มเหงจากกลุ่มชนหัวขบวน ที่นำโดย วิลฟอร์ด เจ้าของรถไฟที่วิ่งได้รอบโลก และมือขวาหน้าบูดอย่าง เมสัน (ทิลดา สวินตัน) โดยเหล่าทหารที่อยู่ใต้อานัติของวิลฟอร์ด มักจะมานับจำนวนคนที่ท้ายขบวนเป็นประจำ ซึ่งบางครั้งเมสันก็มาด้วย พร้อมกับความโหดร้ายเล็กๆน้อยๆที่คนดูจะได้เห็น

การเล่าเรื่องดำเนินไปอย่างไม่รวดเร็วนัก เพราะจะมีการให้รายละเอียดในแต่ละส่วนมากมาย ทั้งประวัติของตัวละครต่างๆ เหตุผลในการปฏิบัติ วิธีในการดำเนินการ ไปจนถึงความแตกต่างของตู้รถไฟแต่ละขบวน ซึ่งการเล่าเรื่องแบบนี้ก็เปิดโอกาสให้คนดูคิดตามต่างๆนานา โดยจะมีฉากต่อสู้โหดๆแทรกมาเป็นระยะ และฉากแปลกๆแทรกมาบ้างอย่าง ฉากนั่งกินซูชิ, ฉากเดินชมตู้ปลา แต่ก็เป็นการนำเสนอให้คนดูเห็นว่า ขบวนรถไฟนี้มีสิ่งอำนวนความสะดวกเพรียบพร้อมไปเกือบหมดทุกอย่าง มีทั้งอควาเรี่ยมขนาดยักษ์, สวนผลไม้, สปา, ซาวน่า และอื่นๆอีกมากมาย ที่ถูกยัดเข้ามาในขบวนรถไฟขบวนเดียว

ในบางตอนหนังก็ให้อารมณ์ที่เฉื่อยชา และเรื่องราวโดยรวมก็ต้องใช้ความคิด ดังนั้นฉากแอ๊กชั่นที่ใส่เข้ามาก็ไม่ได้ตื่นเต้นนัก เพราะได้แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของการปกครอง และท่วงท่าการเคลื่อนไหวในการต่อสู้มากกว่า การได้ดูหนังเรื่องนี้ก็คือการได้ใช้ความคิดตีความหมาย มากกว่าที่จะสนุกไปกับอารมณ์แอ๊กชั่นมันส์ๆ

ท้ายที่สุดแล้วประเด็นของสังคมดิสโทเปียก็มักจะลงเอยด้วยจุดจบที่คล้ายคลึงกัน คือมีทั้งการสูญเสียและการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งใน Snowpiercer ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น หนังลงเอยด้วยความสูญเสีย จากตัวละครที่หายหน้าหายตาไป จากความผิดหวังที่เหมือนโดนหักหลัง นำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ที่จะทำให้โลกใบนี้ดูดีขึ้นกว่าเดิม…

ระดับคะแนน


.

ตัวอย่างภาพยนตร์ Snowpiercer

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s