Movie Review === The Hunger Games: Catching Fire === ขนนกที่ลุกเป็นไฟ

Posted: พฤศจิกายน 23, 2013 in หนังผจญภัย, หนังแอ๊กชั่น, หนังไซไฟ, Movie Review @ Cinema
ป้ายกำกับ:, , , ,

เปิดเผยเนื้อหาในส่วนที่บอกไว้ อ่านข้ามส่วนนั้นไปได้…

ก่อนที่หนังภาคแรกจะฉายไม่ได้เป็นแฟนคลับหนังสือมาก่อน แต่พอดูภาคแรกจบ รีบซื้อหนังสือมาอ่านทันใด และกลายเป็นแฟนคลับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้จะไม่ได้คลั่งไคล้ถึงขนาดเรียกกันว่า ‘ติ่ง’ แต่ก็ค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ จนอาจเรียกได้ว่า ‘sub ติ่ง’ เหมือนกับวิชาเลขที่มี ‘subset’ โดยหลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จำนวน 2 รอบ (เหมือนกับภาคแรกที่ดู 2 รอบเช่นกัน) ‘sub ติ่ง’ คนนี้ก็พร้อมจะบรรยายความรู้สึกที่มีต่อหนังเรื่องนี้ให้อ่านกัน ซึ่งมีเรื่องราวมากมายเต็มหัวไปหมดจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี ผมจึงขอบรรยายสรรพคุณเป็นหัวข้อไปเรื่อยๆ เพื่อจัดเรียงความคิดให้เป็นระบบระเบียบและเข้าใจได้ง่าย ไปเริ่มกันหลังจากย่อหน้านี้เลยครับ

เหตุการณ์จากภาคที่แล้ว

หลังจากในภาคที่แล้ว นางสาวแคทนิส เอฟเวอร์ดีน กับนายพีต้า เมลลาร์ก กลายเป็นผู้ชนะจากเขตการปกครองที่ 12 ซึ่งผ่านมาเนิ่นนานมากที่เขตนี้จะมีผู้ชนะอีกครั้ง โดยครั้งก่อนหน้านี้คือ เกมล่าชีวิตครั้งที่ 50 ซึ่งเป็นควอเตอร์เควลครั้งที่ 2 ผู้ชนะคือ เฮย์มิตช์ อะเบอร์นาธี

และการแข่งขันเกมล่าชีวิตครั้งที่ 74 ก็ถือเป็นครั้งแรกที่มีผู้ชนะถึง 2 คน จากการที่นางเอกของเราหยิบผลเบอร์รี่พิษให้ตัวเองและให้พีต้า หมายจะฆ่าตัวตายกันทั้งคู่และทำให้การแข่งขันไม่มีใครรอด แต่ผลลัพธ์ก็ลงเอยด้วยการชนะของทั้งคู่ และเป็นการพ่ายแพ้ของเซเนก้า เครน ที่คาดเดาได้จากหนังและหนังสือว่า ‘ตาย’ จากการตัดสินที่ไม่เป็นที่ถูกใจของแคปิตอล และทำให้แคทนิสนางเอกของเรา เป็นตัวจุดไฟให้เขตการปกครองทั้งหลายเริ่มลุกฮือเพื่อต่อต้านอำนาจแคปิตอล และคาดว่าอาจจะเป็นที่มาของเกมการแข่งขันอันดุเดือดครั้งที่ 75 ซึ่งเป็นควอเตอร์เควลครั้งที่ 3

เหตุการณ์ในภาคล่าสุด

การแข่งขันเกมล่าชีวิตครั้งที่ 75 ซึ่งเป็นควอเตอร์เควล ในหนังสือบอกไว้ 2 ความเป็นไปได้ ข้อแรกคือ กติกาของควอเตอร์เควลได้ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ยุคมืด หรือก่อนการเกิดของเกมล่าชีวิตแล้ว ส่วนข้อที่สองคือ ประธานาธิบดีสโนว์ได้กำหนดกติกาขึ้นมาใหม่ จากความกระด้างกระเดื่องของแคทนิสที่เกิดขึ้นในเกมล่าชีวิตครั้งที่ 74

ในขณะที่หนังบอกเอาไว้ว่า มีการเขียนกติกาขึ้นใหม่ด้วยการสมคบคิดของประธานาธิบดีสโนว์ และหัวหน้าเกมเมกเกอร์หน้าใหม่ พลูตาร์ช เฮฟเว่นสบี เพื่อเป็นบทลงโทษของการท้าทายอำนาจของแคปิตอลจากความกระด้างกระเดื่องของนางสาวแคทนิส เอฟเวอร์ดีน

กติกาของควอเตอร์เควลที่ 3 (ถ้ายังไม่ทราบความหมายของ ‘ควอเตอร์เควล’ สามารถอ่านได้จากโพสต์ที่ผมลงไว้ในแฟนเพจที่นี่ คลิกอ่าน) คือการให้ผู้ชนะเกมล่าชีวิตในปีที่ผ่านมาทั้งหมดที่ยังมีชีวิตอยู่ กลับเข้ามาเข่นฆ่าเพื่อหาผู้ชนะกันอีกครั้ง ตามคอนเซปต์ที่ว่า “แม้แต่ผู้มีพละกำลังและความสามารถที่เก่งกาจที่สุด ก็มิอาจมีอำนาจเหนือแคปิตอลได้” ทำให้นางเอกของเราออกอาการเฮิร์ทหนัก ที่จะต้องกลับไปเสี่ยงอีกครั้ง ซึ่งหมายรวมถึงการเอาชีวิตรอดของตัวเธอเอง, ครอบครัวเธอ และคนอื่นๆที่เธอต้องรับผิดชอบอย่าง ครอบครัวเกล เป็นต้น

การที่กติกาออกมาเป็นดังนี้ ทำให้มีการคัดเลือกบรรณาการจากผู้รอดชีวิตที่ยังรอดชีวิตจากแต่ละเขตการปกครอง ซึ่งมีทั้งวัยรุ่นปลายๆ, วัยกลางคน ไปจนถึงแก่หงำเหงือก และแน่นอนว่า บรรณาการจากเขตการปกครองที่ 12 ที่คัดเลือกแล้ว เป็นบรรณาการที่อายุน้อยที่สุดคือ 17 ปี ทั้งแคทนิสและพีต้า ส่วนบรรณาการที่แก่สุดๆคือ แม็กซ์ หญิงชราจากเขตการปกครองที่ 4 ที่มีอายุกว่า 80 ปี รองลงมาเป็น วูฟ ชายชราจากเขตการปกครองที่ 8 อายุประมาณ 70 ปี (อ่านรายละเอียดบรรณการแต่ละเขตแบบพอสังเขปได้ที่นี่ คลิกอ่าน)

.

** สปอยล์รุนแรง ถัดจากตรงนี้ **

ในครั้งนี้ ถึงจะมีการเปลี่ยนกติกาใหม่ที่ให้ผู้พิชิตเดิมเข้ามาเป็นบรรณาการ แต่สิ่งอื่นๆก็ยังเหมือนเดิม ทั้งการสัมภาษณ์, การฝึกซ้อมในศูนย์ฝึก แต่สิ่งที่เปลี่ยนใหม่คือ สนามประลอง ที่กำหนดรูปแบบขึ้นด้วยนาฬิกา และจะมีออพชั่นฆ่าเข่นฆ่าบรรณาการทุกชั่วโมง ตามการแบ่งพื้นที่ด้วยเขตต่างๆตามเข็มนาฬิกา โดยออพชั่นฆ่านี้ค้นพบโดย ไวร์เลส และสรุปรูปแบบการฆ่าด้วยพันธมิตรในทีม รูปแบบที่สรุปมีดังนี้

  • เข็มเลข 12 ไปยังเข็มเลข 1 จะมีฟ้าผ่าพลังแรงสูงลงมาที่ต้นไม้ใหญ่
  • เข็มเลข 1 ไปยังเข็มเลข 2 จะมีฝนตกเป็นเลือดหล่นมาจากท้องฟ้า
  • เข็มเลข 2 ไปยังเข็มเลข 3 จะมีหมอกมีพิษลุกลามไปทั่วผืนป่า
  • เข็มเลข 3 ไปยังเข็มเลข 4 จะมี ‘มัตต์เทชั่น’ ลิงสีส้มเป็นฝูงเข้าโจมตี
  • เข็มเลข 4 ไปยังเข็มเลข 5 จะมีนก ‘แจ็บเบอร์เจย์’ เลียนเสียงคนรักให้จิตหลอน
  • เข็มเลข 5 ไปยังเข็มเลข 6 ไม่รู้รายละเอียด
  • เข็มเลข 6 ไปยังเข็มเลข 7 พีต้าและแคทนิสสรุปจากการเห็นชิ้นส่วนศพว่า จะมี ‘มัตต์เทชั่น’ อสูรกายคอยฉีกเนื้อ
  • เข็มเลข 7 ไปยังเข็มเลข 8 ไม่รู้รายละเอียด
  • เข็มเลข 8 ไปยังเข็มเลข 9ไม่รู้รายละเอียด
  • เข็มเลข 9 ไปยังเข็มเลข 10 ไม่รู้รายละเอียด
  • เข็มเลข 10 ไปยังเข็มเลข 11 จะมีคลื่นมหึมาสาดซัดจากผืนป่าลงมากระทบชายหาด
  • เข็มเลข 11 ไปยังเข็มเลข 12 แคทนิสเดาจากการได้ยินเสียง ‘คลิก’ ว่า จะมี ‘มัตต์เทชั่น’ แมลงที่มีปากคีบแหลมคม

การเข้าร่วมแข่งขันในสนามประลองครั้งนี้ มีการแบ่งเป็นทีมใหญ่ 2 ทีม คือทีมมืออาชีพ ได้แก่ เขต 1 และ 2 รวมทั้งหมด 4 คน และทีมใหญ่สุดมากกว่าครั้งใดที่เคยมีการแข่งขันมา คือทีมกบฏที่พยายามช่วยเหลือให้แคทนิสและพีต้ารอดจากการแข่งขัน ได้แก่ เขต 3, 4, 6, 7, 8 และ 11 เมื่อนับรวมเขต 12 ด้วย ก็จะทำให้มีสมาชิกมากถึง 14 คน แต่เพียงแค่เริ่มการแข่งขันในบริเวณ ‘คอร์นูโคเปีย’ ก็มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 8 คน ซึ่งประกอบไปด้วย บรรณาการชายเขต 5 และ 6 (ขี้ยามอร์ฟลิง), บรรณาการหญิงเขต 10 และ 11 (ซีเดอร์), บรรณาการชาย/หญิงเขต 8 (วูฟ/ซีซิเลีย) และ 9

ผลการแข่งขันในครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ไม่มีใครเป็นผู้พิชิตในเกม จากการที่เรื่องราวจบลงด้วยการก่อกบฏ โดยบรรณาการที่ตายคนสุดท้ายของเกมคือ บรูตัส จากเขต 2 ด้วยฝีมือพีต้า และบรรณาการที่รอดชีวิตหลังเกมสิ้นสุดมีทั้งสิ้น 6 คน แบ่งเป็น 2 พวก พวกแรกถูกจับตัวไปโดยยานฮูเวอร์คราฟของแคปิตอล ได้แก่ เอโนบาเรีย, โจแฮนนา เมสัน และพีต้า เมลลาร์ก และพวกที่สองได้รับการช่วยเหลือโดยยานฮูเวอร์คราฟของทีมกบฏ ได้แก่ บีที, ฟินนิค โอแดร์ และแคทนิส เอฟเวอร์ดีน

** สิ้นสุดการสปอยล์ **

.

จุดเด่นของหนัง

จากการที่เรื่องราวในหนังสือเล่มสองถูกเขียนไว้อย่างเฉียบคม ดำเนินเรื่องในมุมมองของแคทนิส เอฟเวอร์ดีน โดยกล่าวเหตุการณ์แต่ละส่วน ที่จะมีจุดหักเหหรือจุดดึงดูดคนอ่านให้ติดตามตั้งแต่บทแรกไปจนจบเล่ม ความยอดเยี่ยมของหนังก็คือ การจับเอาประเด็นสำคัญที่กล่าวไว้ในหนังสือมาเล่าโดยไม่ทำให้เรื่องราวเสียศูนย์หรือเปลี่ยนความหมายไป แม้จะมีหลายฉากหลายตอนในหนังที่เนื้อหาต่างจากหนังสืออยู่บ้าง และบางเรื่องราวในหนังสือก็ไม่ได้มีในหนัง แต่ผลลัพธ์สุดท้ายเมื่อหนังจบลง ประเด็นสำคัญ, อารมณ์ที่คนดูได้รับจากการอ่านหนังสือ แทบไม่แตกต่างจากการดูหนังเรื่องนี้เลย ซึ่งผมคิดว่ามือเขียนบทจะต้องอ่านหนังสือจบทั้ง 3 เล่มแล้ว จึงรู้ว่าจะสามารถละเนื้อหาตรงส่วนไหนได้บ้าง ที่จะไม่ทำให้ความหมายของเนื้อเรื่องเปลี่ยน และเรื่องราวที่ละทิ้งไปก็ไม่ได้ทำให้ความหมายเปลี่ยนไปจริงๆ หนังยังคงคอนเซปต์เดิมที่หนังสือสร้างไว้ แม้ว่าอารมณ์ที่ได้จะแตกต่างกันอยู่บ้างก็ตาม

จุดอ่อนของหนัง

อาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดอ่อนที่สะสมมาจากภาคที่แล้วด้วย ความจริงก็ไม่ใช่จุดอ่อนซะทีเดียว เพราะการเล่าเรื่องในหนังสือจะเล่าในมุมมองของแคทนิส ซึ่งบรรยายผ่านตัวอักษร ในขณะที่เมื่อทำมาเป็นหนังที่ต้องใช้ภาพในการเล่าเรื่อง การจะให้ภาพแทนตัวอักษรทั้งหมดที่มีในหนังสือก็คงทำไม่ได้ ดังนั้นมุมมองที่เล่าในหนังจึงไม่ใช่มุมมองของแคทนิสฝ่ายเดียว แต่เป็นมุมมองของทุกตัวละคร เป็นสาเหตุของการที่หนังสือและหนังมีหลายฉากที่เล่าไม่เหมือนกัน อย่างเช่น ฉากการสนทนาของประธานาธิบดีสโนว์ กับพลูตาร์ช เฮฟเว่นสบี ซึ่งไม่ได้มีในหนังสือแต่ในหนังกลับมี

ตรงจุดนี้ทำให้อารมณ์ในบางฉากบางตอน ไม่ได้รุนแรงเหมือนกับความรู้สึกที่ได้รับจากการอ่านหนังสือ เช่น ความโหดเหี้ยมของประธานาธิบดีสโนว์ ในหนังสโนว์ไม่ค่อยมีบทบาท ถึงจะดูโหดร้ายแต่เนื้อเรื่องในหนังไม่ได้ส่งให้ดูร้ายกาจอย่างเช่นในหนังสือ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการละบางตอนที่ความสำคัญอ่อนลงไป เช่น ในหนังสือมีตัวละครดาริอุสที่กลายไปเป็นอะว็อกซ์จากการจับกุมของแคปิตอล ซึ่งในหนังไม่ได้กล่าวไว้

.

** สปอยล์เล็กน้อย ถัดจากตรงนี้**

หรืออย่างการที่แคทนิสหนีเข้าป่าไปเจอกับ บอนนี่และทวิลล์ ผู้ที่หนีมาจากการลุกฮือของเขต 8 และบอกถึงความผิดปกติจากภาพในโทรทัศน์ของเขต 13 ที่แคปิตอลอ้างว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ ซึ่งในหนังก็ตัดฉากนี้ออกไป แล้วนำไปกล่าวในตอนจบด้วยบทสนทนาสั้นๆที่กล่าวถึงเขต 13 เพียงอย่างเดียว

** สิ้นสุดการสปอยล์ **

.

ความสนุกของหนัง

จากที่ภาคที่แล้ว ความสนุกของหนังดูเหมือนจะมีอยู่น้อย เนื่องจากการที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเล่ารายละเอียดของเนื้อเรื่องและตัวละคร ในภาคล่าสุดนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากภาคแรกเท่าไร คือหนังยังคงเล่ารายละเอียดของเนื้อเรื่องและตัวละครอยู่เช่นเดิม แต่สิ่งที่ทำให้เนื้อหาดูสนุกขึ้นกว่าภาคแรก คือการที่เนื้อเรื่องมีจุดดึงดูดความสนใจเป็นระยะๆ และมีขึ้นต่อเนื่องไปจนจบเรื่อง ซึ่งก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกันในหนังสือเล่มสอง ที่จะมีจุดหักเหหรือจุดสนใจที่ดึงดูดสายตาจนแทบจะวางหนังสือไม่ลง

เนื้อเรื่องยังคงเต็มไปด้วยบทสนทนาซะเป็นส่วนใหญ่ ฉากแอ๊กชั่นที่เร้าใจจริงๆก็จะมีเมื่อผ่านกลางเรื่องไปแล้ว คือตอนที่เข้าสู่สนามประลอง โดยก่อนหน้านั้นก็จะเป็นเรื่องราวของทัวร์ผู้พิชิต การจับฉลากคัดเลือก การสัมภาษณ์ และการฝึกซ้อมในศูนย์ฝึก ซึ่งกินเวลายาวนานกว่าครึ่งเรื่อง

เมื่อผ่านครึ่งเรื่องไปแล้ว ก็เข้าสู่ความตื่นเต้นในสนามประลองที่ออกแบบขึ้นใหม่ ในครั้งนี้มีลูกเล่นมากกว่าภาคที่แล้ว โดยภาคที่แล้วก็อย่างที่รู้ๆกัน ตัวละครเดินเล่นในป่ากันซะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เนื้อเรื่องออกจะเชื่องช้าไปบ้าง ต้องขอบคุณที่หนังสือเล่มสองวางโครงเรื่องไว้อย่างดี จนทำให้เมื่อกลายเป็นหนังแล้ว ออพชั่นต่างๆถูกเสริมเข้ามาเพื่อเพิ่มความเร้าใจ โดยเฉพาะออพชั่นที่เกิดจากสนามประลองรูปแบบใหม่ (อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรและไม่กลัวสปอยล์ กลับไปอ่านส่วน ‘สปอยล์รุนแรง’ ได้จากด้านบน)

ฝีมือของนักแสดง

จากภาคที่แล้ว นักแสดงนำอย่าง เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ได้สร้างบุคลิกตัวละครไว้อย่างเป็นที่จดจำ ก่อนที่จะไปสะดุดบันไดรับรางวัลออสการ์นำหญิงจาก Silver Linings Playbook ซึ่งก็เป็นหนังที่เข้าฉายปีเดียวกับ The Hunger Games เมื่อกลับมาเล่นภาคต่อใน The Hunger Games: Catching Fire ทำให้คนดูยิ่งเชื่อใจในฝีมือของเธอมากขึ้นไปอีก ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่สะดุดบันไดไปรับรางวัลออสการ์แน่นอน (อิอิ)

การกลับมารับบทเดิม ด้วยพัฒนาการตัวละครและฝีมือนักแสดงที่เข้มข้นขึ้น ทำให้เนื้อเรื่องยิ่งดึงดูดอารมณ์คนดูมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่นางเอกของเราเท่านั้นที่ทำหน้าที่ได้ดี นักแสดงคนอื่นๆก็ทำหน้าที่ได้ดีเช่นกัน คนที่ผมชอบที่สุดรองจากนางเอกคือ เอลิซาเบ็ธ แบงส์ ในบท เอฟฟี่ ทริงเกต จากสีหน้าแววตาการสื่ออารมณ์ที่ดึงดูดสายตาคนดู ในขณะที่ จอช ฮัทเชอร์สัน คนที่ผมคิดว่าในหนังภาคแรกยังทำไม่ดีเท่าไร แต่จากการแสดงในภาคนี้ ผมรู้สึกว่าจอชคือพีต้าจริงๆ เป็นอารมณ์ที่แบบว่า นี่แหละ พีต้า เมลลาร์ก ที่อ่านไว้จากหนังสือ ต้องถือว่าจอช ฮัทเชอร์สัน พัฒนาการดีขึ้นมากกว่าเดิม

ส่วนนักแสดงคนอื่นๆที่ดูแล้วโดดเด่นตามเคยก็คือ สแตนลีย์ ทุคชี่ ในบท ซีซาร์ ฟลิคเกอร์แมน ยอมรับว่าทุกบทบาทไม่เคยพลาดที่จะแสดงออกแบบสุดๆ เป็นดาราอีกคนที่เล่นบทบาทได้หลากหลาย ในขณะที่ แซม แคฟลิน ในบทฟินนิค โอแดร์ ก็ทำได้ดีเช่นกัน ถึงแม้ว่าตอนอ่านหนังสือจะคิดว่า หน้าตาจะหล่อเหลากว่านี้ คนนี้หน้าย่นไปหน่อย และทรงผมก็ทำให้ดูไม่ค่อยแมน ต่างจากตอนผมเปียกที่ดูดีกว่าผมแห้งเยอะเลย อีกคนที่บทเด่นและแสดงสีหน้า/ฝีปากได้ดีสุดๆก็คือ จีน่า มาโลน ในบท โจแฮนนา เมสัน แม้ว่าในหนังสือจะกล่าวไว้ว่าเธอไม่ค่อยถูกกลับแคทนิส แต่ในหนังสรุปเร็วมาก ว่าทั้งคู่ถูกคอกันแล้ว

สำหรับนักแสดงที่บทไม่ส่งเท่าไร ผมคิดว่าเป็นบทประธานาธิบดีสโนว์ ที่ได้ โดนัลด์ ซุทเธอร์แลน มารับบท ลุงแกก็ถือว่าเล่นได้ดีแล้ว เพียงแต่ความเหี้ยมโหดของตัวละครนี้ในหนัง ยังไม่ร้ายกาจเหมือนอย่างในหนังสือ ที่จะมีเหตุการณ์ต่างๆมาเล่าความโหดเหี้ยมของสโนว์ ส่วนบทคุณยาย แม็กซ์ จากการรับบทของ ลินน์ โคเฮ็น ก็ไม่ได้พูดอะไรเลยซักคำ เพียงแต่ผงกหัวงกๆ ยิ้มอย่างเดียว ต่างจากในหนังสือที่พูดได้ ในหนังเหมือนเป็นใบ้เลย เป็นอะวอกซ์เรอะ?

ส่วนนักแสดงคนอื่นๆที่รับบทบรรณาการที่เข้าร่วมการแข่งขันเกมล่าชีวิตครั้งที่ 75 ก็ออกกันมาแค่ไม่กี่ฉาก มากสุดนอกจากที่กล่าวไปแล้ว ก็มีเพียง เจฟฟรีย์ ไรท์ ในบท บีที และอแมนด้า พลัมเมอร์ ในบท ไวร์เลส ที่มีให้เห็นหลายฉาก ส่วนตัวละครอย่าง ยายฟันแหลม เอโนบาเรีย (เมตา โกลดิ้ง), หุ่นถึก บรูตัส (บรูโน่ กันน์) มีวิ่งมาแชว้บๆเพียงไม่กี่ฉาก ซึ่งใกล้เคียงกับการปรากฏตัวในหนังของ กลอสส์ (อลัน ริชสัน) และแคชเมียร์ (สเตฟานี่ ลีห์ ชลันด์) ที่มาปุปปับก็หายหน้าไปแล้ว แต่พวกนี้ก็ยังดีกว่าบรรณาการอื่นๆที่เหลือ ที่มีปรากฏตัวน้อยมาก เป็นแค่วิ่งลิบๆในฉาก หรือภาพปรากฏตอนตายเท่านั้น

สำหรับคนอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึง ก็ถือว่าแสดงได้ดีเช่นเคย เพราะส่วนใหญ่ก็กลับมาเล่นในบทเดิมๆของตัวเอง

ข้อคิดคติสอนใจ

ในหนังสือถือว่าชูประเด็นเรื่องการดำรงชีวิตที่แตกต่างราวสวรรค์กับนรกได้ดีมาก เป็นการเสียดสีสังคมที่แสบๆคันๆและเล่าในมุมมองของแคทนิสได้อย่างตรงประเด็น ในขณะที่อารมณ์ที่ได้จากหนังแม้จะอ่อนแรงลงบ้าง จากการที่หนังเล่าผ่านภาพประกอบ ไม่ได้มีตัวอักษรหรือเสียงบรรยายมาเล่าเหตุการณ์ได้ละเอียดอย่างในหนังสือ แต่สุดท้ายก็ยังคงคอนเซปต์ของการต่อต้านความอยุติธรรมได้เช่นกัน

บทสนทนาหนึ่งจากในหนังสือที่ผมชอบ และแสดงถึงการไม่ยอมแพ้ต่อการกดขี่ข่มเหง จากการที่แคทนิสคิดว่าตัวเองเป็นคนผิดที่ทำให้มีการลุกฮือและเกิดการสูญเสีย

“เธอไม่ได้ทำร้ายผู้คนนะ เธอให้โอกาสต่างหาก พวกเขาเพียงแค่ต้องกล้าพอที่จะคว้ามันไว้เท่านั้น”

ในจุดนี้ถือว่าทั้งหนังสือและหนังได้ฉุกให้คนดูได้คิดตาม การจะทำอะไรซักอย่างให้สำเร็จได้ เพียงแค่เรากล้าพอที่จะคว้าโอกาสในการลงมือทำมันซะ เพียงแค่กล้า ก็ชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว

ทั้งหมดนี้คือความเยี่ยมยอดของหนังที่เรียบเรียงเรื่องราวจากหนังสือมาสื่อสารให้คนดูได้ซึมซับความโหดร้ายของสังคมจำลอง ความอยุติธรรมที่ซักวันต้องมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในการดำเนินชีวิตทุกวันนี้ หนังสือและหนังก็บอกเราไว้ว่า ขอให้เรามีสติในการทำอะไรก็ตาม เมื่อทำอะไรแล้วมีความสุขก็จงรีบคว้ามันไว้ แล้วดื่มด่ำกับช่วงเวลาเหล่านั้นให้มากที่สุด ดังเช่นคำพูดที่พีต้าบอกแคทนิส ตอนที่เขาทั้งสองนั่งเหม่อลอยบทดาดฟ้าตึกสูงไว้ว่า

“I wish I could freeze this moment, right here, right now and live in it forever.”
“ฉันอยากจะหยุดช่วงเวลานี้ไว้ ตรงนี้ ตอนนี้ และอยู่กับมันไปตลอดกาล”

ระดับคะแนน


.

ตัวอย่างภาพยนตร์ The Hunger Games: Catching Fire

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s