Movie Review === The Wolverine === อมตะ ไม่มีวันตาย!

Posted: กรกฎาคม 27, 2013 in ความเห็นหลังชม @ Cinema, หนังซูเปอร์ฮีโร่, หนังแฟนตาซี, หนังแอ๊กชั่น
ป้ายกำกับ:, , ,

เปิดเผยเนื้อหาสำคัญทั้งหมด…

The Wolverine

The Wolverine

ผลงานภาคต่อที่จับเอาเรื่องราวของตัวละคร “วูล์ฟเวอรีน” มาเล่าอีกครั้งโดยใช้ชื่อตอนใหม่ว่า The Wolverine เป็นผลงานการกำกับของเจมส์ แมนโกลด์ เจ้าของผลงานแอ๊กชั่นอย่าง 3:10 to Yuma และ Knight and Day รวมถึงกำกับความเยี่ยมในหนังดราม่าชีวประวัติที่ส่งให้นักแสดงหนึ่งคนในเรื่องคว้าออสการ์มาครองได้ นั่นก็คือนักแสดงสาวรีส วิทเธอร์สปูนจาก Walk the Line ผลงานครั้งใหม่ของแมนโกลด์ใน The Wolverine ได้นำส่วนผสมของฉากแอ๊กชั่นกับเรื่องราวดราม่าที่เข้มข้นมารวมเข้าด้วยกัน แต่ทว่าองค์ประกอบทั้งสองส่วนนี้ยังไม่มีส่วนใดที่โดดเด่นจนเห็นได้ชัด ซึ่งก็ทำให้ The Wolverine ยังคงมีรูปแบบการดำเนินเรื่องที่ขาดความตื่นเต้นอย่างใน X-Men Origins: Wolverine แต่ในรายละเอียดปลีกย่อยมีความแตกต่างกัน

เรื่องราวใน The Wolverine เริ่มขึ้นตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสมัยที่อเมริกาทิ้งระเบิดลงในเมืองนางาซากิ ซามูไรหนุ่มคนหนึ่งนามว่า ‘ยาชิดะ’ ได้รับการช่วยเหลือจาก โลแกน หรือที่เรารู้จักกันในนามของ ‘วูล์ฟเวอรีน’ เพื่อให้เขาได้มีชีวิตรอดต่อไป ผ่านไปหลายปี วูล์ฟเวอรีนได้กลายเป็นคนถ้ำ ด้วยการหมกตัวอยู่แต่ในที่ของตัวเอง ไม่พบเจอกับผู้ใด จนกระทั่งครั้งหนึ่งที่เขาเข้าไปในบาร์ เขาได้พบกับสาวญี่ปุ่นที่นำข้อความจากสหายเก่ามาบอก เธอคือ ‘ยูกิโอะ’ สาวรับใช้ในตระกูลยาชิดะ

การดำเนินเรื่องราวในตอนต้น ยังคงเป็นการดำเนินเรื่องราวที่คล้ายคลึงกับในภาค Origins คือมีการตัดสลับกับเหตุการณ์ในอดีต พร้อมกับเรื่องราวในปัจจุบัน ในส่วนนี้เรื่องราวก็ไม่ได้มีความน่าสนใจมากนัก ทำให้ความตื่นเต้นจึงไม่ได้มากตามไปด้วย ถัดจากการที่วูล์ฟเวอรีนได้พบกับยูกิโอะ เขาได้เดินทางไปญี่ปุ่นตามคำเชิญของยาชิดะ สหายเก่าที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้ ด้วยเหตุผลในการบอกลา เพราะยาชิดะมีอายุที่แก่มากแล้ว

วูล์ฟเวอรีนได้พบกับยาชิดะในวัยชรา ชีวิตในช่วงสุดท้ายนี้ ยาชิดะได้บอกความต้องการเพื่อตอบแทนบุญคุณของวูล์ฟเวอรีน ด้วยการมอบความเป็นคนให้วูล์ฟเวอรีน เพื่อหลุดพ้นจากชีวิตอมตะที่มีแต่ความทุกข์ทรมานจากการฝันร้ายในทุกๆคืน แลกเปลี่ยนกับความเป็นอมตะที่ยาชิดะต้องการมาตลอดชีวิต แต่ความต้องการในครั้งนี้ก็ลงเอยด้วยการปฏิเสธ เพราะการมาของวูล์ฟเวอรีน เป็นเพียงการบอกลา ไม่ได้มาเพื่อตอบแทนบุญคุณ

หลังจากคำปฏิเสธของวูล์ฟเวอรีน ยาชิดะก็เสียชีวิตลง งานศพยิ่งใหญ่ได้ถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งการเชื้อเชิญคนมากหน้าหลายตามาร่วมงาน รวมทั้งเหล่ายากูซ่าและนินจาที่ปรากฏตัวขึ้นระหว่างงาน ยากูซ่าได้จับตัวมาริโกะ หลานสาวของยาชิดะไป โดยมีพลพรรคนินจาคอยขัดขวาง ในเหตุการณ์ชุลมุนครั้งนี้ วูล์ฟเวอรีนก็ได้ช่วยเหลือมาริโกะด้วย และหลบหนีไปกบดานที่นางาซากิกับเธอ

ฉากการต่อสู้ที่น่าจะตื่นเต้น อย่างฉากในงานศพ กลับไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไรนัก เนื่องจากการต่อสู้ที่รวดเร็วจนภาพเบลอ นอกจากนี้ฉากต่อสู้บนขบวนรถไฟชินกันเซ็นก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเต้นเช่นเดียวกัน จะมีบ้างก็คือเสียงหัวเราะเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งน่าเสียดาย เพราะฉากเหล่านี้ได้ทำการโปรโมทกันมากมายก่อนการฉาย แต่พอได้ฉายจริงๆแล้ว กลับไม่มีอะไรในกอไผ่

หลังจากการหนีไปกบดานของวูล์ฟเวอรีนกับมาริโกะที่นางาซากิ ในช่วงนี้เรื่องราวก็เริ่มจะผ่อนคลาย เนื่องจากได้เริ่มกล่าวความสัมพันธ์ของสองตัวละครนี้ที่ภายหลังได้เสียกันด้วยความเต็มใจจากทั้งสองฝ่าย เมื่อหนีมากบดานได้ซักพัก เรื่องราวก็เริ่มสนุกขึ้น จากการเปิดเผยความร้ายกาจของตัวละคร ‘ไวเปอร์’ ที่เกริ่นมาตั้งแต่ต้นเรื่อง เธอผู้นี้คือนางพยาบาลประจำตัวที่ดูแลอาการป่วยของยาชิดะ จนยาชิดะได้เสียชีวิตลง และยังเป็นผู้ที่แอบมาจูบวูล์ฟเวอรีน เพื่อฝังแมลงพิษที่ทำหน้าที่ในการกักขังความเป็นอมตะของวูล์ฟเวอรีน ทำให้การหนีมากบดานของวูล์ฟเวอรีน ต้องพบกับอาการเจ็บป่วย เพราะร่างกายเปลี่ยนไปคล้ายกับคนปกติ

การดำเนินเรื่องในช่วงนี้เริ่มจะมีความสนุกมากขึ้น แต่ก็ยังไม่อาจใช้คำว่าตื่นเต้นได้เต็มปาก เป็นเพียงความสนุกที่เรื่องราวได้ค่อยๆเปิดเผยเรื่องราวที่ถูกซ่อนไว้แต่แรก ซึ่งได้แก่ สาเหตุหลักของการลอบสังหารมาริโกะ หลานสาวของยาชิดะ โดยการเปิดเผยในตอนกลางเรื่องก็ยังไม่ใช้การเปิดเผยเรื่องทั้งหมด เพราะยังมีบางส่วนที่จะเปลี่ยนแปลงในตอนจบ

เมื่อเปิดเผยความร้ายกาจของไวเปอร์ให้เห็นอย่างชัดเจน หนังก็เริ่มจะบอกว่าใครที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ทั้งหมด ‘ฮาราดะ’ นินจาหนุ่มได้พบกับไวเปอร์ เขาถูกสั่งให้ไปพาตัวมาริโกะมากักขัง ทำให้วูล์ฟเวอรีนต้องเดินทางไปชิงตัวมาริโกะคืนโดยได้ความช่วยเหลือจากยูกิโอะ แต่แล้ววูล์ฟเวอรีนก็โดนฮาระดะเล่นงานเมื่อพยายามเข้าไปช่วยมาริโกะ ทำให้ไวเปอร์พาตัววูล์ฟเวอรีนมาจองจำด้วยเครื่องพันธนาการ และหมายจะให้ซิลเวอร์ซามูไรทำลายกรงเล็บที่โผล่ออกมาจากมือของวูล์ฟเวอรีนให้หมดสิ้น แต่จากการหลบหนีของมาริโกะจากฮาราดะ วูล์ฟเวอรีนก็หลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการ และเข้าต่อสู้กับซิลเวอร์ซามูไรอย่างไม่ลดละ ทางด้านไวเปอร์ก็ปะทะกับยูกิโอะที่ตามมาสมทบ

การต่อสู้ของวูล์ฟเวอรีนกับซิลเวอร์ซามูไรค่อนข้างทุลักทุเล เนื่องจากซิลเวอร์ซามูไรเป็นหุ่นเหล็กขนาดใหญ่ถือดาบซามูไรที่มีประกายไฟเมื่อประกบด้วยสองมือ ในขณะที่การต่อสู้ของยูกิโอะกับไวเปอร์ก็ดุเดือดเลือดพล่าน ไวเปอร์พ่นพิษร้ายออกจากลำคอ ในขณะที่ยูกิโอะเป็นสาวซามูไรที่ใช้ดาบได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งคู่จึงสูสีกันมาก ท้ายที่สุดไวเปอร์พลาดท่าโดนเล่นงานจนตกลงไปเบื้องล่าง ส่วนซิลเวอร์ซามูไรก็พลาดท่าเช่นกัน โดนหั่นศีรษะหลุดลอยไปไกล

ไวเปอร์ ในฐานะที่เป็นอสรพิษ เธอจึงลอกคราบตัวเองและกลับมาลงสนามต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็โดนปราบด้วยยูกิโอะในภายหลัง ในส่วนของซิลเวอร์ซามูไรก็เปิดเผยออกมาว่า แท้จริงแล้วไม่ใช่หุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวด้วยตนเอง แต่มีคนคอยควบคุมอยู่ภายใน ซึ่งก็คือยาชิดะ ชายชราที่ถูกจัดงานศพตอนต้นเรื่องนั่นเอง ยาชิดะในคราบของซิลเวอร์ซามูไรพยายามที่จะช่วงชิงความเป็นอมตะของวูล์ฟเวอรีนด้วยการสอดเครื่องเข้าไปในกรงเล็บ เพื่อดึงเอาโมเลกุลอมตะที่ฝังอยู่ในตัววูล์ฟเวอรีนเข้ามาสู่ร่างกายของตัวเอง ท้ายที่สุดหลานสาวของยาชิดะหรือมาริโกะ ได้เป็นคนจัดการเขาด้วยตนเอง ยุติความโลภในตัวของยาชิดะ และเป็นการเสียชีวิตที่แท้จริงซะที

ตั้งแต่เริ่มเรื่องเป็นต้นมา หนังมอบฉากแอ๊กชั่นที่ยังไม่ถึงที่สุดให้กับคนดูในหลายๆฉาก เมื่อเรื่องราวดำเนินมาสู่การเปิดเผยในตอนท้าย ฉากแอ๊กชั่นระหว่างวูล์ฟเวอรีนกับซิลเวอร์ซามูไรก็สนุกพอหอมปากหอมคอ อย่างเดียวกับฉากแอ๊กชั่นของยูกิโอะและไวเปอร์ที่สนุกพอหอมปากหอมคอเช่นกัน ไม่ได้มอบความตื่นเต้นให้กับคนดูซักเท่าไร เป็นความตื่นเต้นที่ลดลงจากภาค Origins แต่มีการบิดพลิ้วเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่า ทั้งสองเรื่องจึงมีความน่าสนใจไปคนละแบบ

ตอนท้ายของเรื่องลงเอยด้วยการที่มาริโกะได้กลายเป็นหัวหน้าของตระกูลยาชิดะ วูล์ฟเวอรีนได้เดินทางไปกับยูกิโอะเพื่อมุ่งหน้าไปผจญภัยต่อ เรื่องราวจบลงในส่วนนี้ และเล่าเรื่องอีกทีในฉากหลังเครดิต วูล์ฟเวอรีนได้พบกับแม็กนีโตในระหว่างการแสกนตัว พร้อมกับบทสนทนาเล็กน้อย ผ่านไปซักพักศาสตราจารย์ชาร์ลส์ เซเวียร์ก็แล่นรถเข็นออกมา พร้อมกับกล่าวอะไรอีกเล็กน้อย ส่วนนี้ทำให้แฟนคลับ X-Men ได้แปลกใจเล็กน้อย เพราะเรื่องราวใน The Wolverine เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ใน X-Men: The Last Stand จากการที่ตัวละครจีน ได้ปรากฏตัวในความฝันของวูล์ฟเวอรีนตลอดทั้งเรื่อง (เพราะจีนได้ตายไปแล้วในภาค The Last Stand) การที่ได้เห็นศาสตราจารย์ชาร์ลส์ เซเวียร์อีกครั้ง คือการสานต่อเรื่องราวที่น่าสนใจที่จะได้พบในหนังภาคต่อไป ซึ่งก็คือ X-Men: Days of Future Past นั่นเอง

ความสนุกของ The Wolverine คือการที่เรื่องราวมีการบิดพลิ้วไปมา รวมทั้งมีตัวร้ายที่น่าสนใจอย่างไวเปอร์และซิลเวอร์ซามูไร ที่มาไม่ค่อยเยอะ แต่เมื่อมาแล้วก็สนุกทันที ความสนุกครั้งนี้เมื่อเทียบกับฉากแอ๊กชั่นอลังการใน X-Men Origins: Wolverine อาจจะดูว่า The Wolverine ด้อยกว่า แต่ทั้งสองเรื่องก็มุ่งประเด็นเรื่องราวในแบบที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นทั้งสองเรื่องก็สนุกไปคนละแบบ

สุดท้ายนี้ ถ้าอยากรู้เรื่องราวแบบเห็นภาพก็จงไปดู The Wolverine กันเอาเอง เพราะอ่านแค่ตัวอักษรคงจะนึกภาพไม่ออก รายละเอียดปลีกย่อยยังมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนด้วย ว่าการเล่าเรื่องที่ตื่นเต้นพอหอมปากหอมคอนี้ เป็นความสนุกที่สมกับการรอคอยหรือเปล่า…

ระดับคะแนน


.

ตัวอย่างภาพยนตร์ The Wolverine

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s