Movie Review !!!++!!!++!!! Oz the Great and Powerful !!!++!!!++!!! ความยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นเอง มันเกิดขึ้นจากความเชื่อในตัวเอง!

Posted: มีนาคม 9, 2013 in หนังผจญภัย, หนังแฟนตาซี, Movie Review @ Cinema
ป้ายกำกับ:, , , , , ,

เปิดเผยเนื้อหาสำคัญทั้งหมดในส่วนที่ใช้ตัวอักษรสีแดง (ถ้าไม่อยากรู้เนื้อหาให้อ่านข้ามไปได้)…

Oz the Great and Powerful

Oz the Great and Powerful

Oz the Great and Powerful ผลงานเรื่องยิ่งใหญ่อลังการของดิสนีย์ กับความหวังที่จะปั้นหนังให้กลายเป็น Alice in Wonderland แห่งปี 2013 เพราะเมื่อครั้งที่อลิซไปท่องดินแดนมหัศจรรย์ในปี 2010 นั้น หนังเปิดตัวในอเมริกาด้วยรายได้ที่สูงที่สุดในเดือนมีนาคม ก่อนที่จะมาเสียแชมป์เมื่อปีที่แล้วให้กับ The Hunger Games ซึ่งถ้าจะบอกว่าออซในแดนเวทมนต์เรื่องนี้สามารถทำได้อย่างอลิซมั้ย ผมบอกได้เลยว่า ‘มีโอกาส’ เพราะหนังดูสนุกมีมนต์ขลังและภาพสวยงามมาก แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเล่าเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็ทำให้หนังดูเชื่องช้าและบั่นทอนความสนุกลงไปด้วยเหมือนกัน

เรื่องราวใน Oz the Great and Powerful กล่าวถึงนักมายากลหนุ่มผู้กรุ้มกริ่มในคณะละครเร่นามว่า ออสการ์ ดิกส์ (เจมส์ ฟรังโก้) ที่ออกแสดงโชว์เล็กๆในแคนซัสซึ่งไม่ค่อยมีคนสนใจดูเท่าไรนัก นอกจากเขาจะต้องแสดงโชว์ซึ่งเป็นงานหลักแล้ว เขายังชอบหว่านเสน่ห์สาวๆไปทั่ว จนครั้งหนึ่งมีหนุ่มร่างใหญ่มาระรานถึงคณะละครเร่ที่เขาแสดงโชว์ จนทำให้เขาต้องร่ายเวท “ซิม ซาลา บิม” และมุดหัวลงไปโผล่ที่อื่น และเตรียมบอลลูนร้อนอันยักษ์เพื่อจะหนีไปให้ไกล ซึ่งเขาก็หนีอันธพาลหนุ่มคนนั้นได้สำเร็จ แต่บอลลูนของเขาก็ลอยไปเจอกับปัญหาครั้งใหญ่ พายุหมุนลูกมหึมาที่เกรี้ยวกราด พัดพาเอาทุกสิ่งเข้าไปยังจุดศูนย์กลาง ไม่เว้นแม้แต่บอลลูกของดิกส์ แต่แล้วหายนะครั้งนี้ก็สงบลง หลังจากที่เขาตะโกนก้อง ขอโอกาสอีกครั้งเพื่อจะกลายเป็นคนดี ซึ่งนอกจากพายุจะหายไปแล้ว บอลลูนยังพาเขาไปยังดินแดนสุดวิจิตรตระการตา ดอกไม้สีสันสดใสมากมายผลิบานในขณะที่เขาผ่าน ต้นไม้รูปร่างแปลกตาที่ไม่เคยพบเคยเห็นที่ไหน โขดหินรูปร่างแปลกประหลาดตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา และน้ำตกใสบริสุทธิ์ไหลรินลงตรงชะง่อนผา มันช่างเป็นสถานที่ที่สวยสดงดงามจนเขานึกว่าตัวเองพลัดหลงไปยังแดนสวรรค์…

การเล่าเรื่องในตอนต้น ทำออกมาคล้ายกับที่เห็นในตัวอย่างหนังเลยทีเดียว คือตั้งแต่เริ่มเรื่องมาจะใช้ภาพโทนขาว-ดำ วางภาพในมุมแคบ และเป็นโทนสีนี้ไปตลอด จนเมื่อดิกส์พลัดหลงเข้าไปยังดินแดนแห่งออซ จากภาพขาว-ดำก็กลายเป็นภาพสีทันที และภาพก็ขยายออกเรื่อยๆจนเต็มจอภาพยนตร์ ซึ่งผมก็คิดอยู่แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้ แต่พอได้เห็นกับตาจริงๆ รู้สึกทึ่งมาก เหมือนกับมีเวทมนต์เปลี่ยนภาพขาว-ดำที่เห็นตรงหน้าให้กลายเป็นภาพสี ซึ่งหนังก็ทำภาพออกมาได้สวยมากๆ สีสันสดใสตระการตา งดงามสุดๆ

หลังจากที่ดิกส์มาถึง ณ ริมฝั่งแม่น้ำของดินแดนออซ เขาก็พบกับ ธีโอดอร่า (มิล่า คูนิส) แม่มดสาวสวย ที่ได้เห็นการมาของดิกส์และทึกทักเอาว่า เขาต้องเป็นพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ดั่งคำนายที่กล่าวไว้ว่า จะมีพ่อมดชื่อเดียวกับชื่อของดินแดนเวทแห่งนี้เดินทางมา เพื่อปลดปล่อยชาวเมืองให้พ้นจากความชั่วของแม่มดร้าย เธอพูดคุยกับเขาอย่างถูกคอจนถึงขั้นตกหลุมรัก และเธอก็พาเขาไปเมืองมรกตเพื่อพบกับพี่สาวของเธอ อีวานอร่า (ราเชล ไวซ์) แม่มดสาวที่ประจำการณ์แทนเพื่อปกป้องชาวเมือง อีวานอร่าพาดิกส์ไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆในวัง และสิ้นสุดที่คลังสมบัติของเมือง พอเขาเห็นว่าเมืองนี้มีสมบัติกองมหาศาลสูงเท่าภูเขา เขาจึงตกปากรับคำกับอีวานอร่าเพื่อช่วยปราบแม่มดร้ายแดนใต้ด้วยการทำลายไม้กายสิทธิ์ตามที่เธอบอกไว้

ออสการ์ ดิกส์ ออกเดินทางพร้อมกับบริกรลิงนามว่า แฟรงค์ (แซ็ค บราฟฟ์) มุ่งหน้าสู่ดินแดนใต้ที่พักอาศัยของแม่มดร้าย ระหว่างทางดิกส์ได้เจอกับเด็กหญิงกระเบื้องเคลือบ (โจอี้ คิง) ที่ขาหัก ดิกส์จึงใช้เวทมนต์เพื่อช่วยเธอ ซึ่งความจริงก็คือเขาใช้กาวแท่งทาเพื่อต่อขา หลังจากนั้นทั้งสามก็ได้พบกับแม่มดร้ายที่วางไม้กายสิทธิ์ไว้ แม่มดคนนั้นได้เล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง เธอชื่อ กลินด้า (มิเชล วิลเลียมส์) เป็นแม่มดฝ่ายดีแดนใต้ ส่วนอีวานอร่าที่กล่าวหาว่าเธอเป็นแม่มดร้ายนั้น แท้จริงแล้วเธอเป็นแม่มดร้ายตัวจริง ที่ทำให้ดินแดนแห่งออซต้องประสบกับความหายนะ โดยหลังจากนั้นไม่นาน ธีโอดอร่าน้องสาวก็รู้ความจริงว่าพี่สาวของเธอเป็นแม่มดร้าย แต่ก็ไม่ทันซะแล้ว เพราะอีวานอร่าให้เธอกินแอปเปิ้ลเปลี่ยนขั้ว ทำให้ธีโอดอร่าเปลี่ยนจากแม่มดฝ่ายดีกลายเป็นแม่มดใจร้ายผู้มีกายสีเขียว คางงุ้มเหมือนตะขอ พร้อมกับหมวกแหลมทรงสูงบนศีรษะ ถึงตอนนี้กลินด้าได้พาเขาไปยังดินแดนทางใต้เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ชาวเมือง โดยที่เธอก็รู้ความจริงมาตลอดว่าดิกส์ไม่ใช่พ่อมดที่แท้จริง

หนังดิสนีย์เรื่องนี้ใช้เวลาในการเล่าแต่ละฉากแต่ละตอนค่อนข้างนาน และเมื่อมีฉากตื่นเต้นโผล่มาซักฉาก มันก็ยังไม่สนุกสุดขีดอย่างที่หวังไว้ เพราะอย่างไรก็ตามยี่ห้อดิสนีย์ก็ถูกแปะเอาไว้เหนือหัว ทำให้ฉากรุนแรงเลือดสาดที่น่าจะมี ต้องถูกละเลยไป หนังเรื่องนี้จึงเทียบกับหนังต่อสู้เรื่องอื่นๆในด้านความสนุกไม่ได้ อย่างเช่น Jack the Giant Slayer ที่เพิ่งผ่านไปก็มีฉากตื่นเต้นที่สนุกกว่า แต่สิ่งที่ Oz the Great and Powerful ได้เปรียบกว่า คืองานด้านภาพที่ทำออกมาได้วิจิตรสุดๆ รวมทั้งความหมายแฝงที่ฝังลึกอยู่ในซอกหลืบ เปรียบเทียบระหว่างโลกจริงและโลกในจินตนาการได้อย่างน่าทึ่ง

ด้วยการที่กลินด้ารู้ความจริงในข้อนี้ เธอก็ขอร้องให้ดิกส์ช่วยทำให้ชาวเมืองคิดว่าเขาเป็นพ่อมดจริงๆอย่างที่ชาวเมืองเข้าใจ แต่ดิกส์ก็ไม่รู้ว่าเขาจะสู้รบปรบมือกับแม่มดร้ายได้อย่างไร โดยหลังจากที่ธีโอดอร่าแม่มดเขียวคางงุ้มได้ระเบิดกำแพงอารักขาเข้ามาอาละวาดในดินแดนใต้ ดิกส์ก็รีบเก็บของหนีทันที ซึ่งกลินด้าพยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อรั้งเขาไว้แต่ก็ไม่สำเร็จ และในคืนนั้นเองก่อนที่ดิกส์จะไป เขาได้ช่วยห่มผ้าให้กับเด็กหญิงกระเบื้องเคลือบ การสนทนาในครั้งนี้ทำให้ดิกส์ฉุกคิด และเกิดไอเดียเด็ดในการต่อสู้กับแม่มดร้าย ไอเดียนี้ก็คือ เขาจะออกแสดงโชว์ครั้งยิ่งใหญ่ต่อหน้าชาวเมือง เพื่อทำให้มายากลของเขากลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และดูเหมือนกับมีเวทมนต์จริงๆ

ความสนุกของหนังอยู่ตรงนี้นั่นเอง เพราะเราเคยเห็นการต่อสู้แบบมีเวทมนต์จริงๆกันมาแล้วใน Harry Potter ตั้งหลายภาค การเปลี่ยนบรรยากาศมาเห็นเวทมนต์หลอกๆใน Oz the Great and Powerful ดูจะเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมากกว่าเวทมนต์จริงซะอีก เพราะความคิดของคนส่วนใหญ่ก็จะมองว่า  “คนที่มีพลังมากกว่าจะต้องเป็นคนที่อยู่เหนือกว่า”  แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้บอกก็คือ  “คนที่ไม่มีพลังอะไรเลย ก็สามารถเอาชนะได้แม้กระทั่งคนที่มีพลังอำนาจสูงสุด”

ดิกส์กับชาวเมืองช่วยกันเตรียมงานโชว์ครั้งยิ่งใหญ่นี้ด้วยกัน โดยมีแค่ไม่กี่คนที่รู้ความจริงว่าเขาไม่ใช่พ่อมด แต่เป็นเพียงนักมายากลตกอับ งานโชว์ครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากชาวเมืองอย่างแข็งขัน ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง เมื่อทุกอย่างที่เตรียมไว้เสร็จเรียบร้อย กองทัพแดนใต้ของแม่มดกลินด้าและออสการ์ ดิกส์ ก็เคลื่อนทัพมุ่งหน้าสู่เมืองมรกต ดินแดนอาศัยของแม่มดร้ายทั้งสองทันที การต่อสู้เริ่มด้วยกองทัพฟางข้าวในทุ่งดอกไม้ กลินด้าเสกหมอกเพื่อกำบัง ฝ่ายอีวานอร่าเรียกสมุนบาบูนบินได้เพื่อไปปราบ แต่ก็ถูกหลอกเพราะร่างคนที่เห็นในสายหมอก เป็นเพียงฟางข้าวที่ทำขึ้นมาหลอกตาเท่านั้น และกลิ่นดอกป๊อปปี้ก็ทำให้เหล่าบาบูนผล็อยหลับลงทันที เมื่อเห็นดังนั้น อีวานอร่าก็เหาะมาจับตัวกลินด้าไปตรึงกับโซ่อยู่ที่หน้าประตูวังทันที ในระหว่างเดียวกันที่ดิกส์วางแผนหลอกให้คนอื่นหลงกล ด้วยการหนีไปคลังสมบัติและกวาดทรัพย์สินลงในบอลลูนร้อนเพื่อหาทางหนี ธีโอดอร่าที่มองอยู่ก็จับไม้กวาดบินมาหน้าประตูทันที พร้อมกับป่าวประกาศแก่ชาวเมืองที่ยืนห้อมล้อมเธออยู่ว่า พ่อมดที่ชาวเมืองฝากความหวังเอาไว้นั้น กำลังจะหนีพวกเขาไปแล้ว ในขณะที่เธอกำลังป่าวร้องอยู่นั้น บอลลูนยักษ์ก็ลอยขึ้นพอดี เธอจึงส่งลูกไฟในมือพุ่งไปยังบอลลูน และแผดเผาจนมอดไหม้ตกลงกลางลานเมือง พร้อมกับเสียงหัวเราะแห่งชัยชนะ

ในการเล่าเรื่องในส่วนนี้ ความคาดหวังก็คือ หนังจะต้องมอบความสนุกแบบสุดขีดให้กับคนดู ไม่ว่าจะด้วยฉากตื่นเต้นมากมาย หรือเรื่องราวที่บีบเค้นและเร้าอารมณ์ แต่สิ่งที่ฉากนี้มอบให้ ถือว่าผิดคาดมากๆ ถึงแม้ว่าจะเล่าแบบค่อยเป็นค่อยไป จนความตื่นเต้นหดหายไปหมด แต่การเล่าเรื่องในส่วนนี้เข้ากับประเด็นเวทมนต์หลอกๆ จนทำให้เนื้อเรื่องดูมีมนต์ขลังขึ้นมาทันที ประกอบกับความตลกเล็กๆน้อยๆที่หนังใส่เข้ามา ตรงที่ชาวเมืองรวมทั้งแม่มดร้าย ไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือการจัดฉากขึ้น ทำให้คนดูคิดได้ว่า  “ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ เพียงแค่เรามีความคิดดีๆ และวางแผนมันอย่างรอบคอบ”

แต่เหตุการณ์ไม่จบลงเพียงแค่นั้น เพราะนั่นเป็นเพียงกลลวงที่ดิกส์วางไว้ เขากับพรรคพวกเดินไปยังห้องออกอากาศ และดำเนินการตามแผนทันที ฉากใหญ่กลางลานเมืองนั้น ปรากฏภาพใบหน้าอันใหญ่ยักษ์ของดิกส์ เขากำลังป่าวร้องว่าถึงแม้ว่าออสการ์ ดิกส์ชายขี้ขลาดคนนั้นจะตายไปแล้ว แต่พ่อมดแห่งออซผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังพูดอยู่ต่อหน้าชาวเมืองนี้ ไม่มีวันตายจากไปอย่างแน่นอน กลินด้าเห็นดังนั้นยิ้มออกทันที เพราะโชว์ครั้งยิ่งใหญ่ของดิกส์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ฝ่ายแม่มดร้ายทั้งสองพยายามทำลายใบหน้ายักษ์อันนั้น เริ่มจากให้ทหารส่งหอกพุ่งเข้าไป แต่ก็ไม่เป็นผล จนธีโอดอาร่าส่งลูกไฟพุ่งเข้าไป และทุกอย่างก็ดับลง เธอร้องออกมากับชัยชนะของเธอ ฝ่ายห้องออกอากาศก็กำลังแก้ไขกับเครื่องฉายภาพที่ติดขัดเล็กน้อย ก่อนที่จะออกอากาศต่อกลางลานเมืองอีกครั้ง ส่งผลให้ชาวเมืองร้องลั่นดีใจ ปล่อยให้แม่มดร้ายทั้งสองหน้าถอดสี เพราะเธอคิดว่าเขาเป็นพ่อมดจริงๆอย่างที่คำทำนายว่าไว้ ดิกส์บอกให้แม่มดทั้งสองหนีออกจากเมืองไปซะ และบอกว่าดวงดาวได้ส่องแสงอยู่บนท้องฟ้า เป็นนัยว่าแสงสว่างได้กลับมาสู่ดินแดนอันมืดมิดนี้อีกครั้ง ดวงดาวที่ส่องแสงกระพริบอยู่บนท้องฟ้าก็คือดอกไม้ไฟที่พรรคพวกของดิกส์จุดขึ้นไปบนฟ้านั่นเอง พร้อมกับมีดอกไม้ไฟบางลูกที่ลอดปากของใบหน้ายักษ์ใหญ่อันนั้น มุ่งไปสู่แม่มดร้ายทั้งสองที่ยืนอยู่หน้าประตูวัง จนทำให้อีวานอร่ารีบวิ่งหนีเข้าวังไปทันที ฝ่ายธีโอดอร่าก็กำลังจะจัดการกับกลินด้าที่ถูกตรึงโซ่ไว้ แต่เด็กหญิงกระเบื้องเคลือบก็มาช่วยได้ทัน ทำให้ธีโอดอร่าจับไม้กวาดบินหนีไป ท่ามกลางเสียงของดิกส์ที่พูดให้เธอกลับใจ แต่เธอก็ไม่แยแสกับคำพูดนั้นแต่อย่างใด

อีวานอร่าเดินเข้ามาในวัง และพบกับกลินด้าที่นั่งรอบนบัลลังก์ ทั้งคู่ต่อสู้กัน จนอีวานอร่าพลาดท่าเพราะกลินด้าดึงสร้อยมรกตออกมาจากคออีวานอร่าและบีบจนแตกละเอียด เผยให้เห็นร่างแก่หง่อมที่แท้จริงของแม่มดร้าย อีวานอร่าคลานหนีและพลาดตกหน้าต่าง แต่ก็ถูกบาบูนบินได้ยกขึ้นมา และเนรเทศเธอออกนอกเมืองมรกต ปลดปล่อยความชั่วร้ายออกจากนครแห่งมนตรานี้ได้สำเร็จ ด้วยความฉลาดเฉลียวของพ่อมดแห่งออซ หรือออสการ์ ดิกส์ หนุ่มนักมายากลผู้ยิ่งใหญ่

เมื่อเรื่องราวในหนังจบลง ผมสรุปคร่าวๆได้ว่า Oz the Great and Powerful ต่างจากหนังแฟนตาซีผจญภัยทั่วไป มันไม่ได้มีฉากตื่นเต้นที่หวาดเสียว ไม่ได้สร้างความสนุกสุดขีดอย่างที่คาดหวังเอาไว้ แต่มันกลับทำให้ผมและคนดูหลายคนตรึงสายตาไม่หลุดจากจอ ด้วยความสวยงามทางด้านภาพ ที่ทำออกมาได้ดุจสรวงสวรรค์ พร้อมทั้งการให้ความหมายดีๆ ด้วยการเปรียบเทียบจากโลกจริงและโลกในจินตนาการ อย่างเช่น ตอนต้นเรื่องในช่วงขาว-ดำ เราจะเห็นว่ามีเด็กหญิงนั่งวีลแชร์คนหนึ่งที่เดินไม่ได้ และขอร้องให้ดิกส์ช่วยเสกเวทมนต์ให้เธอเดินได้ เพราะเธอได้เห็นการแสดงมายากลของเขาจนคิดว่าเขามีอำนาจที่จะทำให้เธอกลับมาเดินได้อีกครั้ง แต่ดิกส์ก็ปฏิเสธ เพราะเขาทำไม่ได้ พอเนื้อเรื่องดำเนินมาในช่วงภาพสี ดิกส์ได้พบกับเด็กหญิงกระเบื้องเคลือบที่ขาขาดทั้งสองข้าง ดิกส์เห็นว่าเขาสามารถช่วยเธอได้ ด้วยการทากาวต่อขาของเธอ ซึ่งมันทำให้เธอกลับมาเดินได้อีกครั้ง ตัวละครทั้งเด็กหญิงนั่งวีลแชร์ และเด็กหญิงกระเบื้องเคลือบ ใช้นักแสดงคนเดียวกันคือ โจอี้ คิง ความหมายแฝงที่หนังจะสื่อก็คือ  “คนเราต้องมีกำลังใจ ใช้จินตนาการในการสร้างกำลังใจ แม้ว่าชีวิตจริงจะเดินไม่ได้อย่างเด็กหญิงนั่งวีลแชร์ในเรื่อง แต่เราก็ยังสามารถมีชีวิตต่อไปได้หากยังไม่หมดแรงใจ สร้างความคิดดีๆให้เกิดขึ้นกับตัวเราเอง แม้ว่าสิ่งดีๆจะไม่เกิดขึ้นจริงๆ แต่เพียงแค่เราได้คิด เราก็มีความสุขกับมันแล้ว”

สุดท้ายนี้ผมอยากให้ลองไปดูหนังกันก่อน ถึงหนังมันจะสนุกไม่เท่ากับหนังแนวนี้เรื่องอื่นๆก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หนังดิสนีย์เรื่องนี้มีเวทมนต์ในตัวมันเอง เราลองจินตนาการว่ามันสนุกมากๆสิ อาจจะดูหนังเรื่องนี้สนุกขึ้นมาก็ได้นะ.. ใครจะไปรู้…

ระดับคะแนน


.

ตัวอย่างภาพยนตร์ Oz the Great and Powerful

ความเห็น
  1. wutthiyo พูดว่า:

    ใช้ได้เลยเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้อลังการงานสร้างมาก คะแนนคงให้ประมาณ 7 ตามท่าน MCK

    • mckmarvel พูดว่า:

      ผมชอบตรงที่หนังมีการเปรียบเทียบความหมายแบบเป็นนัย แม้เรื่องราวจะไม่สนุกสนานเอิกเกริก แต่ให้ความหมายลึกซึ้งและคมคาย

  2. kapee พูดว่า:

    ชอบการเขียนรีวิวของคุณมากค่ะ มีการแบ่งเป็นสีๆ แยกเนื้อเรื่องคำวิจารณ์ ทั้งภาษา ดูเป็นมืออาชีพมากๆเลย เป็นคนนึงที่ชอบอ่านรีวิวหนังก่อนไปดู อ่านแล้วมันเป็นแรงผลักดันทำให้อยากดู ดีใจมากที่ได้เจอเว็บนี้ สุดยอดมากค่ะ เป็นกำลังใจ และติดตามให้เขียนรีวิวดีๆอย่างนี้ต่อไปนะคะ

    • mckmarvel พูดว่า:

      ขอบคุณสำหรับคำชมครับ รู้สึกว่าตัวลอยออกจากบรรยากาศโลกไปแล้วตอนนี้!… แต่ที่ผมอยากจะบอกซักนิดก็คือ มีขึ้นก็ต้องมีลงครับ ผมไม่ได้เขียนดีทุกบทความหรอก ขึ้นอยู่กับเนื้อหาในหนังมันซาบซึ้งพอที่จะบรรยายได้มากแค่ไหน อารมณ์ในขณะเขียน ถ้าเหนื่อยหน่อยก็จะออกมาห่วยหน่อย แต่ถ้าขยันและกำลังแฮปปี้ก็จะเขียนดีหน่อย สำหรับผมแล้วผมคิดว่ายังไม่มืออาชีพพอ มีส่วนที่ต้องแก้ไขอีกเพียบเลย ทั้งการเขียนวกวน อ่านแล้วงงๆ หรืออะไรตั้งหลายอย่าง แต่เมื่อได้เขียนมากขึ้นๆ ก็จะมีพัฒนาการ ไม่รู้ว่าไปในทางที่ดีขึ้นหรือเปล่านะ

      อย่างไรก็ตาม ขอบคุณสำหรับคำติชมครับ เป็นกำลังใจให้ผมได้มากทีเดียว

  3. bunnie พูดว่า:

    คุณ kapee พูดถูกครับ review ดีมากครับ แต่ผมแสบตากับสีแดงมากครับ มันละลานตา แฮๆ..

    • mckmarvel พูดว่า:

      ขอบคุณมากครับสำหรับคำชม นานๆทีจะมีคนชม ส่วนใหญ่จะมีแต่ติ หุหุ แต่ผมก็รู้ตัวว่ามันจะมีดีบ้างแย่บ้างสลับกันไป

      ปล.ส่วนสปอยล์หนังใช้ตัวอักษรสีแดง จะได้อ่านผ่านๆไป หุหุ เดี๋ยวครั้งหน้าเอาสีซอฟท์หน่อยๆ

  4. Sophee พูดว่า:

    ชอบมาก^^

  5. pookkie พูดว่า:

    อยากดูค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s