50 ประเด็นน่ารู้ก่อนไปดู The Hobbit: An Unexpected Journey (ตอนแรก)

Posted: ธันวาคม 10, 2012 in หลายอย่างที่คุณควรรู้
ป้ายกำกับ:, , , , , , ,

จะเข้าสู่ปีใหม่ในอีกไม่กี่วันแล้ว ปลายปีนี้ก็มีผลงานเรื่องยิ่งใหญ่เข้าฉายเพียบ หนึ่งในนั้นก็นี่เลย The Hobbit: An Unexpected Journey ผลงานหนังที่ยกมาจากหนังสือจากคนเขียนเดียวกับ The Lord Of The Rings บทความนี้ผมได้นำเนื้อหาจากเว็บไซต์อังกฤษ มาแปลให้ผู้อ่านได้รู้ก่อนหนังฉายกันเช่นเคย เนื้อหาส่วนใหญ่มีทั้งที่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง ผลงานเขียน และขั้นตอนการดำเนินงานสร้าง หวังว่าจะพอให้รู้เรื่องราวของหนังคร่าวๆก่อนที่จะไปดูในโรงภาพยนตร์ บอกไว้ก่อนว่า ‘คร่าวๆ‘ นะครับ ไม่ใช่ ‘ละเอียด’ ไปเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

1. The Hobbit ฉบับหนังสือ
.
The Hobbit ฉบับหนังสือ

The Hobbit ฉบับหนังสือ

The Hobbit ฉบับหนังสือได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายนปี 1937 โดยนักเขียนชาวอังกฤษ เจ อาร์ อาร์ โทลคีน บอกเล่าเรื่องราวการผจญภัยสุดคาดคิดของฮอบบิทตัวจ้อยนามว่า บิลโบ แบ็กกินส์

นวนิยายเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งทำให้ชื่อของโทลคีน กลายเป็นต้นแบบของนวนิยายแนวแฟนตาซีสมัยใหม่ ที่มีนักเขียนมากหน้าหลายตานำไปประยุกต์เข้ากับงานเขียนของตน และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ The Hobbit ไม่เคยหายหน้าไปจากแผงหนังสือ

2. ธีมหลักของเรื่อง
.

ธีมหลักของเรื่อง

ธีมหลักของเรื่องกล่าวถึงวีรบุรุษและการพิชิตสงคราม ซึ่งประเด็นแบบนี้นำมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของโทลคีนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ประกอบกับความชอบในแฟร์รี่เทล และความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีของชาวแองโกล-แซ็กซอน ทำให้เขามีเรื่องราวมากมายที่จะถ่ายทอดสู่สายตาของผู้อ่าน

3. เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญ
.

เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญ

นวนิยาย The Hobbit ได้รับการยกย่องจากสื่อมวลชนมากมายจากการตีพิมพ์ครั้งแรก อย่างเช่น ซี เอส ลูอิส นักเขียนชื่อดังจากผลงานชุด The Chronicles of Narnia ซึ่งเป็นเพื่อนกับโทลคีน ได้กล่าวเชิงคาดเดาใน The Times ว่า

“ความจริงสำหรับหนังสือเล่มนี้ก็คือ มีสิ่งดีๆหลายสิ่งถูกนำเสนอมาด้วยกัน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์ขันที่มีอยู่มากมาย ความเข้าใจในตัวเด็กๆ และการนำตำนานทั้งหลายมาหลอมรวมกันเป็นบทกลอนเพราะๆ โทลคีนได้ค้นคว้าเรื่องของโทรลล์ มังกร และอีกหลายอย่าง ทำให้งานเขียนของเขามีความเป็นต้นตำรับอย่างแท้จริง”

4. บิลโบ แบ็กกินส์
.

บิลโบ แบ็กกินส์ เป็นฮอบบิทตัวจ้อยแห่งไชร์ ผู้ที่ไม่ค่อยชอบการผจญภัย แต่เราจะได้เห็นเขาออกผจญภัยไปที่ต่างๆมากมายใน The Hobbit หลังจากที่เขาตกปากรับคำกับพ่อมดเทาแกนดาล์ฟและคนแคระทั้งสิบสาม ที่ต้องการให้เขาร่วมเดินทางเพื่อทวงความเป็นเจ้าของในแผ่นดินเกิดของเหล่าคนแคระ อาณาจักรเอเรบอร์ในหุบเขาเดียวดาย (Lonely Mountain)

5. มังกรสม็อก
.

มังกรสม็อก

สม็อก เป็นมังกรไฟที่มีพลังมหาศาลและมีความเจ้าเล่ห์อย่างยิ่ง เพียงแค่จ้องเข้าไปในนัยน์ตาของสม็อก คนผู้นั้นก็จะตกอยู่ภายใต้เวทมนต์ของมัน นอกจากนั้นสม็อกยังสามารถพูดได้หลายภาษา หลายเผ่าพันธุ์ ซึ่งทำให้มันเข้าใจได้ทุกอย่างจากทุกแห่ง ใน The Hobbit สม็อกได้ยึดหุบเขาเดียวดายจากเหล่าคนแคระเจ้าของเดิม เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนและหลับนิทรา

6. พ่อมดเทาแกนดาล์ฟ
.

พ่อมดเทาแกนดาล์ฟ

แกนดาล์ฟ เป็นพ่อมดชายชราที่เฉลียวฉลาด เขาได้รับภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้ปกป้องมิดเดิลเอิร์ธแหล่งพักอาศัยจากเหล่าตัวร้าย ซึ่งเป็นหน้าที่ที่เขาทำมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 2,000 ปี

ใน The Hobbit แกนดาล์ฟไม่ได้มีบทบาทสำคัญอะไรมากนัก แต่เขาก็ได้เปิดเผยพลังอำนาจที่แท้จริงให้บิลโบได้รู้ เมื่อเขาเชื้อเชิญให้บิลโบทำภารกิจสำคัญในหุบเขาเดียวดาย

7. แหวนแห่งอำนาจ
.

แหวนแห่งอำนาจ

แหวนแห่งอำนาจ เป็นแหวนที่มีพลังอำนาจสูง ที่ถูกจอมมารซอรอน ใช้เป็นอาวุธเพื่อที่จะครอบครองมิดเดิลเอิร์ธ โดยเนื้อหาใน The Hobbit มีกล่าวถึงเพียงเล็กน้อย เนื่องจากความสำคัญของแหวนได้ปรากฎอยู่ใน The Lord Of The Rings

8. กอลลัม
.

กอลลัม

กอลลัม เป็นตัวละครสำคัญใน The Lord Of The Rings ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นฮอบบิทที่ชื่อว่า สมีโกล มาก่อน แต่ถูกอำนาจแห่งแหวนครอบงำ จึงมีรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป กอลลัมมีชีวิตที่ยาวนานกว่าปกติเนื่องมาจากอำนาจแห่งแหวน โดยกอลลัมได้อาศัยอยู่ในหุบเขาแห่งหมอก (Misty Mountains) เป็นเวลายาวนานกว่า 400 ปี ซึ่งที่นี่เองที่กอลลัมได้พบกับบิลโบ แบ็กกินส์ และทั้งสองได้เล่นทายปริศนากัน วางเดิมพันกันด้วยชีวิต แต่บิลโบบังเอิญเก็บแหวนได้ เขาจึงใช้แหวนในการหายตัว และหนีออกมาได้

9. เหล่าคนแคระ
.

เหล่าคนแคระ

เหล่าคนแคระมีสมาชิกจำนวน 13 คน นำโดย ธอริน โอเคนชีลด์ โดยมีบิลโบ แบ็กกินส์ และพ่อมดเทาแกนดาล์ฟมาสมทบทีม ในภารกิจยึดถิ่นเกิดเอเรบอร์ในหุบเขาเดียวดาย สถานที่ที่เหล่าคนแคระเคยอาศัยอยู่ แต่โดนมังกรสม็อกยึดไป

สมาชิกของคนแคระประกอบไปด้วย ธอริน, บาลิน, ดวาลิน, ฟีลิ, คีลิ, ดอริ, นอริ, ออริ, โออิน, โกลอิน, ไบเฟอร์, โบเฟอร์ และบอมเบอร์

10. โทรลล์ป่า
.

โทรลล์ป่า

โทรลล์ป่าพักอาศัยอยู่ในป่ารอบๆ อิมลาดริส หรือริเวนเดลล์ บิลโบได้พบกับโทรลล์ป่า 3 ตนในระหว่างการเดินทางกับเหล่าคนแคระทั้งสิบสาม

โทรลล์ป่าแพ้แสงอาทิตย์ เพราะหากโดนจะกลายเป็นหินทันที พวกโทรลล์สายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์ที่ฉลาดที่สุด จากความสามารถในการสื่อสาร แต่แม้จะฉลาดกว่าทุกสายพันธุ์ โทรลล์ป่าก็ยังงุ่มง่ามและซุ่มซ่ามอยู่ดี

11. The Hobbit เวอร์ชั่นการ์ตูน
.

The Hobbit เวอร์ชั่นการ์ตูน

ในปีค.ศ. 1977 The Hobbit ในรูปแบบของภาพยนตร์การ์ตูนความยาวประมาณ 77 นาทีได้ออกฉาย จากผลงานกำกับของ จูลส์ บาสส์ และอาร์เธอร์ แรนคิน จูเนียร์ โดยภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างเพียงแค่ 3 ล้านเหรียญ และออกอากาศในช่อง NBC ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการต้อนรับจากคนดูอย่างอบอุ่น

12. ผลสืบเนื่องตามมา
.

ผลสืบเนื่องตามมา

หลังจากที่ภาพยนตร์การ์ตูน The Hobbit ออกฉาย บริษัทในเครือดิสนีย์อย่าง บัวนาวิสต้าเรคคอร์ด ก็ได้นำเพลงประกอบภาพยนตร์มาจัดทำเป็นแผ่นออกจำหน่ายด้วย

ภาพยนตร์เวอร์ชั่นนี้ประสบความสำเร็จค่อนข้างดี โดยได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลฮิวโก้ สาขา Best Dramatic Presentation ในปี ค.ศ. 1978 พร้อมกันกับเรื่อง Star Wars แต่ไม่ได้รับรางวัล ต่อมาจึงชนะเลิศรางวัล Peabody Award ในปีเดียวกัน

13. โปรเจคอีกหลายส่วน
.

โปรเจคอีกหลายส่วน

ประมาณต้นปี 1995 ผู้สร้างหนังชาวนิวซีแลนด์ ปีเตอร์ แจ็คสัน และผู้เขียนบทคู่ใจ ฟราน วอลช์ ได้ตัดสินใจว่าพวกเขาต้องการจะนำหนัง The Hobbit มาฉายเป็นภาพยนตร์ตอนยาว ซึ่งจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อน The Lord Of The Rings ตามฉบับนวนิยาย

อย่างไรก็ตาม ลิขสิทธิ์ของ The Hobbit ทุกเวอร์ชั่นยังคงเป็นของ United Artists ซึ่งทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะไปสร้าง The Lord Of The Rings แทน เพราะยังไม่มีสิทธิ์ใน The Hobbit ในเวลานั้น

14. โปรเจค The Lord Of The Rings
.

โปรเจค The Lord Of The Rings

ด้วยการตัดสินใจอย่างรอบคอบและการที่ยังไม่เคยถูกสร้างเป็นหนังมาก่อน แจ็คสันและวอลช์ได้จัดการนำนวนิยาย Lord Of The Rings ของโทลคีนมาสร้างเป็นภาพยตร์ตอนยาว โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมเทคนิคพิเศษอันตระการตาเข้ากับเครื่องแต่งกายที่งดงาม เพื่อสร้างอาณาจักรแห่งเวทมนต์ที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน

15. คดีความเล็กๆน้อยๆ
.

คดีความเล็กๆน้อยๆ

เรื่องราวดูแย่ลงเล็กน้อยในเดือนมีนาคมปี 2005 เมื่อแจ็คสันฟ้องร้องต่อนิวไลน์ สตูดิโอผู้สร้าง ว่าเขาจะสูญเสียรายได้จากวีดิโอเกม และสินค้าต่อยอดจากหนัง The Fellowship Of The Ring และโปรเจคที่ตามมา

โฆษกของนิวไลน์ได้ออกมาให้ความเห็นว่า  “เราไม่เห็นด้วยกับคำฟ้องร้องของโจทก์ และจะพยายามปกป้องบริษัทของเราอย่างแข็งขัน”

16. จุดแตกหัก
.

จุดแตกหัก

หลังจากที่แจ็คสันได้ทำการฟ้องร้องต่อนิวไลน์แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ หัวเรือใหญ่ของนิวไลน์อย่าง โรเบิร์ต เชย์ได้ออกมาประกาศว่า แจ็คสันจะไม่ได้มากำกับโปรเจคหนังของบริษัทอีกต่อไป

แต่เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2007 เมื่อนิวไลน์ตกที่นั่งลำบาก เชย์ก็ได้กลับไปขอร้องให้แจ็คสันมาร่วมงานกับเขา  “ผมเคารพและชื่นชมในตัวของปีเตอร์มาก และอยากเห็นจินตนาการสุดสร้างสรรค์ของเขาในโปรเจค The Hobbit อีกครั้ง ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง”

17. แซม ไรมิ
.

แซม ไรมิ

ในเดือนเมษายนปี 2007 เมื่อนิวไลน์อยากนำ The Hobbit มาขึ้นจอภาพยนตร์ ผู้กำกับแซม ไรมิได้กล่าวว่าเขาอยากมีส่วนร่วมในโปรเจคนี้

จากบทสัมภาษณ์ใน EW แซม ไรมิได้เปิดเผยว่า  “ถ้าปีเตอร์ไม่อยากจะกำกับ และเชย์อยากให้ผมกำกับ – และทั้งสองตกลงที่จะให้ผมรับช่วงต่อผลงานนี้ – มันก็คงจะเยี่ยมมาก ผมรักหนังสือเล่มนี้มาก และเนื้อหาก็เข้ากับเด็กๆได้ดีกว่าเรื่องอื่นๆ”

18. ผู้อำนวยการสร้าง
.

ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

ในเดือนธันวาคมปี 2007 มีการประกาศออกมาว่า ปีเตอร์ แจ็คสันจะอำนวยการสร้างโปรเจค The Hobbit ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องเดียว แต่ถึง 3 เรื่อง แม้ว่าครั้งนี้แจ็คสันจะไม่ได้กำกับเอง แต่นิวไลน์ก็ได้ค้นหาผู้กำกับที่มีความสามารถมาแทนที่ โดยวางแผนเอาไว้ว่าจะออกฉายให้ทันในปี 2010, 2011 และหลังจากนั้น (ซึ่งภายหลังก็ออกฉายไม่ทัน และสุดท้ายแจ็คสันก็มากำกับเอง เพราะผู้กำกับคนอื่นถอนตัวไปหมด)

19. หนัง 3 เรื่อง
.

หนัง 2 เรื่อง

ทำไมต้องแบ่งเป็น 3 เรื่อง?  แจ็คสันได้อธิบายเอาไว้คร่าวๆว่า  “สิ่งที่เป็นข้อเสียเปรียบของ The Hobbit ก็คือ เรื่องราวจะไม่เข้มข้นเท่าในหนัง The Lord Of The Rings และก็มีหลายฉาก หลายตอนที่ตัวละครหลายตัว ยกตัวอย่างแกนดาล์ฟ ที่จะหายหน้าหายตาไปซักพัก ก่อนที่จะกลับมา ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน ไปทำอะไร นั่นเป็นสาเหตุที่ต้องมีการแบ่งเรื่องราว เพื่อจะได้เล่าให้เข้าใจมากขึ้น แต่สิ่งที่จะเพิ่มเข้ามาใน The Hobbit ก็คืออารมณ์ขันและความสนุก เพราะฉบับหนังสือเขียนไว้สำหรับเด็ก”

20. The Silmarillion
.

The Silmarillion

แม้ว่าแจ็คสันจะไม่มีแผนเฉพาะเจาะจงในการปรับบทประพันธ์ของโทลคีนอื่นๆมาขึ้นจอ แต่ก็ได้ข้อสรุปว่าในหนัง The Hobbit ผู้ชมจะได้เห็นฉากที่กล่าวไว้ใน The Silmarillion (ซึ่งเป็นนวนิยายแฟนตาซีระดับสูงของโทลคีน ที่เขาเสียชีวิตก่อนเขียนจบ โดยได้ลูกชายมารับช่วงต่อเขียนให้จบ เนื้อหาใน The Silmarillion จะเกิดขึ้นก่อน The Hobbit หลายพันปี และ The Hobbit ก็จะเกิดขึ้นก่อน The Lord Of The Rings เล็กน้อย) นอกจากนี้เราจะได้เห็นการปรากฎกายของเนโครแมนเซอร์หรือจอมมาร

21. กิลเลอโม เดล โตโร
.

กิลเลอโม เดล โตโร

ในเดือนเมษายนปี 2008 หนัง The Hobbit ก็ได้ผู้กำกับเป็น กิลเลอโม เดล โตโร ที่มีผลงานเป็นที่รู้จักอย่าง Hellboy และ Pan’s Labyrinth โดยเดล โตโรได้ตัดสินใจไปอาศัยในนิวซีแลนด์เป็นเวลา 4 ปี เพื่อที่จะทำความคุ้นเคยและค้นคว้าเรื่องเทคนิคพิเศษเพิ่มเติม

22. วิสัยทัศน์ของเดล โตโร
.

วิสัยทัศน์ของเดล โตโร

เดล โตโร มีไอเดียที่จะใส่เข้ามาในหนัง The Hobbit มากมาย เขาบรรยายโลกในหนังสือว่าเป็น ‘โลกที่สวยงามดุจทองในตอนเริ่มต้น มีบรรยากาศที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง นำพาคุณจากที่ที่บริสุทธิ์ไปยังที่ที่มืดหม่นกว่าตลอดทั้งเรื่อง’ และนั่นเป็นจิตวิญญาณของหนังสือ

23. โปรเจคที่อยากให้ไม่มี CGI
.

โปรเจคที่อยากให้ไม่มี CGI

ไม่เพียงแค่ไอเดียมากมายที่เดล โตโรจะนำมาใส่ในหนัง The Hobbit แต่เขายังต้องการทำเทคนิคพิเศษด้วยมือ มากกว่าที่จะใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ก็เป็นสิ่งที่ไม่แปลกใจนักสำหรับเขา เพราะเราเคยเห็นกันมาแล้วใน Pan’s Labyrinth

“เราต้องการที่จะสร้างผลงานทางศิลปะด้วยการออกแบบเทคโนโลยีสำหรับสร้างสัตว์ประหลาดมากมายในหนัง ด้วยผลงานที่ทำด้วยมือมากกว่าที่จะดูเสมือนจริงจากการใช้คอมพิวเตอร์สร้าง”

24. วิกฤตของ MGM
.

วิกฤตของ MGM

หนึ่งในหลายสาเหตุที่ทำให้ The Hobbit มีความล่าช้าในการดำเนินงานก็คือ วิกฤตของสตูดิโอ MGM ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดหาเงินทุนให้กับหนัง The Hobbit โดย MGM เกือบจะล้มละลาย และทำให้โปรเจคในมืออย่าง The Hobbit และ Skyfall ถูกแช่แข็งอยู่นาน

25. การออกจากโปรเจค
.

หลังจากรอคอยเป็นเวลานาน ให้ MGM หลุดพ้นจากปัญหาทางการเงิน เดล โตโรก็ได้มีการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่จะถอนตัวออกจากโปรเจค The Hobbit

“ปัญหาความล่าช้าในการเปิดกล้อง The Hobbit ที่ยังดำเนินอยู่ ผมต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดของชีวิต”  เดล โตโรกล่าวไว้ใน TheOneRing.net  “เป็นระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผมใช้ชีวิตเกี่ยวข้องกับหนัง หายใจเข้าออกเป็นหนัง และวางแผนออกแบบโลกที่สวยงามของมิดเดิลเอิร์ธ ผมอยากจะบอกว่า ผมเสียใจอย่างสุดซึ้ง ที่ต้องเดินออกจากโปรเจคที่สวยงาม และมีความหมายที่สุดชิ้นนี้”

.
เราจะพักเรื่องราวไว้เพียงแค่นี้ก่อน เพราะดูเหมือนว่ากว่าหนังจะออกมาสู่สายตาผู้ชม The Hobbit ต้องเจอกับวิบากกรรมต่างๆมากมาย อีก 25 ข้อที่เหลือเราจะมารู้กันว่า ท้ายที่สุดแล้วเรื่องราวจะลงเอยอย่างไร แต่ถ้าพร้อมแล้วก็คลิก ที่นี่ แล้วไปอ่านตอนจบกันต่อ…

ปรับปรุงข้อมูลและนำภาพประกอบมาจาก TotalFilm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s