ความเห็นหลังชม +–+[[ ยักษ์ ]]+–+ อีกหนึ่งความสามารถของคนไทย

Posted: ตุลาคม 5, 2012 in ความเห็นหลังชม @ Cinema, หนังอนิเมชั่น
ป้ายกำกับ:,

ไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ…

ยักษ์

ยักษ์ (Yak The Giant King)

นับว่าหนัง ยักษ์ เป็นอนิเมชั่นฝีมือคนไทยเรื่องยิ่งใหญ่ที่เรียกกระแสผู้ชมได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสื่อต่างๆช่วยกันโปรโมตอย่างแข็งขัน ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างหนังที่ทำออกมาได้น่าดูมาก จนใครหลายคนไม่ทราบว่านี่เป็นผลงานของคนไทย นึกเอาว่าเป็นอีกหนึ่งหนังอนิเมชั่นจากฮอลลีวู้ด เพราะลายเส้นและสีสันทำออกมาได้สวยงาม ไม่เสียแรงที่ตั้งใจทำกันมาตั้งหลายปี อีกแรงส่งของหนังคือ เพลงประกอบภาพยนตร์ จากเสียงนุ่มๆของนักร้องวง Room 39 ที่เข้ากันได้ดีกับเรื่องย่อที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน สำหรับผมแล้วหนังเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนไทย ที่เป็นดังกระบอกเสียงให้คนต่างชาติรู้ว่า คนไทยก็มีฝีมือไม่แพ้ใครเหมือนกัน

คอนเซ็ปต์ของหนังที่นำเรื่องราว “รามเกียรติ์” มาปรับปรุงใหม่ วาดตัวการ์ตูนหลายตัวออกมาได้ดีมาก นี่บอกให้รู้ว่าคนไทยมีความคิดสร้างสรรค์มากแค่ไหน ผมชอบในหลายๆตัวการ์ตูน ตั้งแต่ ทศกัณฐ์ ที่เราเคยรู้กันในบทเรียนสมัยเด็กๆว่า ทศกัณฐ์มี 10 มือ และ 10 หัว ตัวละครตัวนี้หนังทำออกมาได้น่ารัก โดยเปลี่ยนแปลงลายเส้นจากความอ้อนช้อยอย่างที่เคยเห็นในหนังสือเรียน มาเป็นรูปแบบหุ่นยนต์แสดงถึงความขึงขัง แข็งแรง แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความน่ารักในฉบับการ์ตูน หรือถ้าจะให้มีความพิเศษต้องตัวนี้เลย หนุมาน ดูดีๆอาจจะไม่มีอะไร แต่หางที่ยืดหดได้ด้านหลังเป็นดั่งอาวุธชั้นดี ถ้าหนังทำเป็นหนังแอ๊กชั่นเต็มรูปแบบ รับรองว่าอาวุธนี้จะต้องเป็นตัวสำคัญของเรื่องแน่ๆ สำหรับตัวละครอื่นๆนอกจากนี้ อาจมีการปรับเปลี่ยนไปบ้างตามความเหมาะสมของเนื้อหา เช่น ตัวละคร พระราม ก็เป็นยานลอยอยู่ในวงโคจร รอเวลาที่จะสังหารทศกัณฐ์ โดยรวมแล้วรูปแบบของตัวละครแต่ละตัว และภาพความเป็นอนิเมชั่นของหนังเรื่องนี้ ทำออกมาได้ดีมากๆ

มาว่ากันในส่วนของเรื่องราว มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าสนใจจากเรื่องราวในหนังสือเรียนสมัยเด็ก เรื่องราวในหนังเรื่องนี้กล่าวถึงตัวละครหนุมานได้รับมอบหมายให้ทำลายยักษ์ทศกัณฐ์ แต่ก็เกิดเหตุผิดพลาด ทำให้หนุมานและทศกัณฐ์ต้องถูกล่ามติดกัน โดยที่ทั้งสองไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร จนมาถึงเวลาหนึ่งที่ต่างฝ่ายต่างรู้ตัวและรู้หน้าที่ของตัวเอง แต่ความสัมพันธ์ฉันเพื่อน ก็ได้เปลี่ยนความรู้สึกของทั้งสองที่มีต่อกันไปแล้ว ไม่ว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างไร ไปติดตามกันเอาเองครับ

ต้องบอกว่าโครงเรื่องได้ถูกวางไว้อย่างน่าสนใจ แต่ที่น่าเสียดายก็คือ การเอาโครงเรื่องที่วางไว้มาเล่า หนังกลับทำได้ไม่ดีเอาซะเลย ซึ่งจะเห็นกันได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง มีการเกริ่นเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างหนุมานและทศกัณฐ์เล็กน้อย ส่วนนี้ยังใช้ได้อยู่ แต่หลังจากนี้ก็เริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ หนุมานและทศกัณฐ์ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ก็เรียกกันและกันว่า ‘เผือก’ และ ‘น้าเขียว’ ตามลำดับ หนังพยายามจะทำให้ตัวละครสองตัวนี้มีการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนที่แน่นแฟ้น แต่ความพยายามนี้ดูจะไม่ค่อยเป็นผล เพราะความรู้สึกที่คนดูได้รับและรู้สึกก็คือ ตัวละครสองตัวนี้รู้จักกันแค่ผิวเผินเท่านั้น นอกจากนี้การเล่าเรื่องก็ดูเนือยๆ และดูเหมือนไม่ค่อยจะมีอะไรให้เล่า สิ่งที่ยังพอทำให้หนังดูสนุกขึ้นมานิดก็คือ ความตลกในบางฉากและบางตัวละคร แต่ต้องบอกว่ามีเพียงบางฉากบางตอนเท่านั้น ไม่ใช้ทั้งหมด เพราะมีหลายฉากที่มุกฝืด ซึ่งทำให้หนังเกิดความกระท่อนกระแท่น สนุกบ้าง น่าเบื่อบ้าง สลับกันไป

แต่ก็ต้องชมว่าหนังก็ยังมีฉากที่ดูสนุกอยู่หลายฉากเหมือนกัน เช่น ฉากน้าเขียวไต่ไปหาดวงอาทิตย์ (เป็นการคิดคอนเซ็ปต์ดวงอาทิตย์ได้น่ารัก) ฉากการต่อสู้ระหว่างหนุมานและทศกัณฐ์ และอื่นๆ นอกเหนือจากนั้น หลายตอนพยายามจะสื่อให้คนดูรู้สึกอย่างที่ตัวละครทำ แต่ผลก็คือคนดูไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นซะหน่อย เหมือนเป็นการจงใจเกินไปซะมากกว่า

และนอกจากการเล่าเรื่องราวที่ทำให้หนังดูไม่ค่อยสนุกแล้ว หนังยังจงใจใส่บทเพลงเพื่อให้ตัวละครร้องเข้ามาในหลายตอน ถ้าเคยดูในการ์ตูนอนิเมชั่นฝั่งฮอลลีวู้ด จะเห็นได้ว่ามีการนำเพลงมาเป็นตัวดำเนินเรื่อง ซึ่งได้ผลดีทีเดียว แต่เพลงที่ใส่เข้ามาเพื่อดำเนินเรื่องของหนังเรื่องนี้ กลับดูเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ความสนุกของหนังลดลง อย่างแรกคือ ฟังไม่ออกว่าร้องอะไรกัน จนผมต้องไปอ่านซับภาษาอังกฤษด้านล่างเอาแทน อย่างที่สองก็คือ มันไม่ได้ทำให้เรื่องราวดูดำเนินไปได้ดี ผมว่าถ้าตัดเพลงออกไปซะจะยังดูดีซะกว่า ยกตัวอย่างเช่น ฉากที่เผือกพยายามเอาโซ่ไปเสียบไว้ที่รูปปั้นของน้าเขียวตามเดิม แต่มีฟ้าผ่าลงมาเพื่อเตือนสติว่าตัวเองเป็นใคร ถ้าตัดเพลงออกไปแล้วเปลี่ยนเป็นเล่าเรื่องด้วยภาพในอดีต อาจจะเป็นแฟล็ชแบ็คย้อนกลับไปในความคิดก็ได้ จะดูรู้เรื่องมากกว่า

พอดูหนังจบแล้วผมยังไม่ลุกไปไหน เพราะตอนท้ายมีเปิดเพลงประกอบภาพยนตร์ให้ฟังด้วย เพลงนี้เพราะมากๆ ความหมายก็ดี แต่เอามาเปิดเพียงแค่ตอนท้ายเท่านั้น ฟังเพลงนี้แล้วเสียดายการเล่าเรื่องในหนัง เพราะเนื้อเพลงให้ความหมายดี คิดตามแล้วน้ำตาซึม แต่หนังใช้ประโยชน์จากเพลงนี้ได้ไม่เต็มที่เอาซะเลย

ก่อนจากกันไป ผมอยากบอกว่า ผมรู้สึกภูมิใจกับความสามารถของคนไทย ที่ทำอนิเมชั่นเรื่องนี้ออกมา คอนเซ็ปต์ตัวละครและภาพเบื้องหลัง นับว่ายอดเยี่ยมมากๆ ไม่แพ้ฮอลลีวู้ดเลยทีเดียว แต่สิ่งที่ยังสู้ไม่ได้ก็คือการเล่าและการดำเนินเรื่องที่ยังออกมาไม่ดีเท่าไร ซึ่งการเล่าเรื่องผมว่าเป็นจุดสำคัญของหนังเลยนะ ถ้าหนังเล่าเรื่องแล้วรู้เรื่อง จะมีภาพห่วยซักแค่ไหน คนดูต้องมาอุดหนุนกันเยอะอยู่แล้ว ทีแรกผมอยากจะเขียนบทความนี้แบบย่อๆ รอให้ครบ 7 วันถึงจะเขียนบทความนี้แบบเต็มๆ เพราะอยากให้หนังมีเวลาเก็บเกี่ยวรายได้ก่อน แต่สุดท้ายก็มาแบบเต็มเลยอ่ะ.. (ไม่ทันแล้ว!)

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่า ถึงแม้หนังจะมีจุดเด่นและจุดด้อยอย่างไร คนไทยด้วยกันก็อย่าทอดทิ้งกัน ไปอุดหนุนหนังเรื่องนี้กันเยอะๆครับ เห็นแก่ความยากลำบากในการทำงาน กว่าจะออกมาได้ซักเรื่องไม่ใช่ง่ายๆแน่นอน ถ้าเราไม่ช่วยกันอุดหนุน ผู้สร้างเค้าก็จะไม่มีทุนไปทำเรื่องอื่นๆ พอไม่ได้ทำเรื่องอื่นต่อ ความชำนาญก็จะลดลง เพราะไม่มีการฝึกฝน แล้วเราก็จะมาบ่นกันอีกว่าทำออกมาแย่ ดังนั้นก็อย่าลืมไปอุดหนุนฝีมือคนไทยกันเยอะๆครับ…

ระดับคะแนน


.

ตัวอย่างภาพยนตร์ ยักษ์

.

“เกิดมาเป็นเพื่อนเธอ” เพลงประกอบภาพยนตร์ ยักษ์ โดย Room 39

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s