Movie Review !!!++!!!++!!! The Dark Knight Rises !!!++!!!++!!! ลุกขึ้นสู้อย่างผู้ไม่แพ้

Posted: กรกฎาคม 25, 2012 in หนังซูเปอร์ฮีโร่, หนังทริลเลอร์, หนังแอ๊กชั่น, Movie Review @ Cinema
ป้ายกำกับ:, , , ,

เปิดเผยเนื้อหาสำคัญเล็กน้อย…

The Dark Knight Rises

The Dark Knight Rises

เกือบจะครบสัปดาห์แล้วสำหรับการเปิดตัวของหนังเรื่องนี้ ผมเพิ่งได้มีโอกาสไปดูมาเมื่อวันที่ 25 และ 26 กรกฎาคม 2012 เองครับ เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดสำหรับการดูในโรงไอแมกซ์ เพราะตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมง 44 นาที หนังพาผมเข้าไปโลดแล่นในเนื้อหาที่เข้มข้น การต่อสู้ที่ไม่ได้เน้นกันที่ท่วงท่า แต่เน้นกันที่มันสมองและสองมือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมประทับใจอย่างมากจากเนื้อหาในหนังภาคก่อน (The Dark Knight) การกลับมาปิดฉากไตรภาค ซึ่งเป็นซีรีย์ที่เข้มข้นที่สุดของหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั้งมวลในที่นี้ ผมตั้งความหวังเอาไว้สูงมาก ตลอดระยะเวลาที่หนังดำเนินเรื่องราวไปจนสู่ฉากจบนั้น ไม่มีสิ่งใดเลยที่หลุดคอนเซปต์ คอนเซปต์ที่หนังวางเอาไว้ตั้งแต่เริ่มแรก “ฮีโร่ที่ใครทุกคนก็สามารถเป็นได้” เป็นฮีโร่ที่จับต้องได้เพียงหนึ่งเดียวที่ผมรู้จักจริงๆ

The Dark Knight Rises เป็นการกลับมาอีกครั้งเพื่อปิดความยิ่งใหญ่ของหนังซูเปอร์ฮีโร่ไตรภาค ที่ไม่ใช่หนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไปที่เน้นนำเสนอฉากการต่อสู้เพื่อความสนุก แต่เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ตีแผ่ประเด็นสังคมเสื่อมโทรมอย่างถึงกึ๋นและมีชั้นเชิง เป็นการเล่าเรื่องราวที่มีการวางโครงเรื่องแฝงไว้ด้วยข้อคิดอย่างแยบคาย ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงไม่ได้ให้แต่เพียงความสนุกแต่เพียงอย่างเดียว แต่มันให้อะไรมากกว่านั้นอีกมาก ตามแต่ความคิดของแต่ละคนจะหยั่งถึง

เรื่องราวความต่อเนื่องนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ Batman Begins ในปี 2005 ที่ถึงตอนนี้ผมก็แทบจำไม่ได้แล้วว่าเรื่องราวในภาคแรกนั้นมันเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งถ้าว่ากันตามจริง ตัวละครที่อยู่ในหนังภาคแรกได้มีการกล่าวในหนังภาคสุดท้ายนี้ด้วย ตัวละครที่ว่าก็คือ ราซอัลกุล (รับบทโดย เลียม นีสัน และเคน วาตานาเบ้ ใน Batman Begins) กับเหล่าพลพรรคใน “พันธมิตรแห่งเงา” (League of Shadows) แต่แม้ว่าผมจะจำไม่ได้แล้วว่าตัวละครที่ว่านี้มีการทำบุญทำกรรมอะไรไว้ในภาคแรก แต่ในหนังภาคสุดท้ายนี้ก็จะมีการกล่าวเรื่องราวคร่าวๆให้ทราบด้วย หากยังไม่ได้ดูภาคแรกหรือภาคสองก็ยังไม่ได้ดู แต่ก็ยังสามารถดูหนังภาคจบเรื่องนี้รู้เรื่องครับ แต่ว่าถ้าจะให้เนื้อเรื่องมีความคมคาย แนะนำว่าดูให้ครบทุกภาคจะดีที่สุด

แม้ว่าภาคแรกอย่าง Batman Begins ผมจะรู้สึกเฉยๆกับมัน แต่เมื่อได้ดูในหนังภาคต่อมาอย่าง The Dark Knight หนังกลับทำให้ผมรู้สึกอึ้งและทึ่งมากๆ สาเหตุก็คือ นี่เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องแรกที่ไม่รู้สึกว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เลย เพราะความเป็นมนุษย์ที่ซูเปอร์ฮีโร่ตัวนี้มี มันเด่นชัดเกินกว่าอะไรทั้งหมด ซูเปอร์ฮีโร่อะไรกันที่มันจับต้องได้ขนาดนี้ ใครจะไปคิดว่า The Dark Knight ทำให้ผมมองหนังซูเปอร์ฮีโร่เปลี่ยนไป จากที่เคยคิดว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็ดีเพียงแค่สู้ๆกัน แล้วก็จบลงด้วยความแฮปปี้ แต่แล้วมันก็ถึงจุดเปลี่ยน

การกลับมาใน The Dark Knight Rises ทำให้ผมอึ้งและทึ่งอีกครั้ง แม้ว่าจะไม่ได้เหมือนอย่างในครั้งแรก เพราะฮีโร่ตัวนี้ก็ยังคงจับต้องได้เหมือนเดิม มีความเป็นมนุษย์อย่างเด่นชัดเหมือนเดิม แต่ที่ผมอึ้งและทึ่งอีกครั้งก็คือ เนื้อหาในหนังยังสามารถคุมโทนความยิ่งใหญ่ ประเด็นเสียดสีการเมือง การต่อสู้ที่ใช้มันสมอง และแฝงแง่คิดอย่างแยบคายไว้ได้อย่างเดิม นี่เป็นอะไรที่สุดยอดมาก เป็นการวางหมากอย่างดีมาตั้งแต่เรื่องราวในภาคแรก โหมกระหน่ำอย่างเต็มที่ในภาคสอง ก่อนที่จะมาผงาดอย่างถึงขีดสุดในภาคสาม ปิดตำนานเรื่องราวซูเปอร์ฮีโร่ตัวนี้อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งจะต้องเป็นสิ่งที่กล่าวถึงไปอีกนานแน่นอน

คริสโตเฟอร์ โนแลนได้มีการวางโครงเรื่องอย่างเข้มแข็งมาแล้วตั้งแต่หนังภาคแรก จากเนื้อหาของหนังภาคแรกปูเอาไว้ที่ดูไม่ค่อยมีอะไร ได้กลับมาโยงใยต่อเนื่องในอีก 2 ภาคที่ตามมาอย่างมีชั้นเชิง และนอกจากจะกล่าวถึงโครงเรื่องของจักรวาลแบทแมนที่จะมีตัวละครต่างๆเข้ามาหลายตัว โนแลนยังได้เพิ่มประเด็นที่น่าสนใจเข้ามาในหนังเพื่อให้หนังมีความหนักในเนื้อหา เพื่อให้คนรักหนังอย่างพวกเราๆได้ฉุกคิด นอกจากมาดูเพื่อเก็บเกี่ยวความบันเทิงกลับไปเพียงอย่างเดียว

จะเห็นได้ว่าโนแลนได้เลือกตัวร้ายหลักของหนังภาคแรกเป็นราซอัลกูล ซึ่งต้องนับว่าเป็นความคิดที่เยี่ยมที่สุด เพราะตัวละครตัวนี้เป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาลแบทแมน คำว่า “ราซอัลกูล” (Ra’s al Ghul) เป็นภาษาอารบิก มีความหมายว่า “หัวหน้าของวายร้าย” (Demon’s Head) โดยนอกจากจะเป็นตัวร้ายหลักของแบทแมนแล้ว ราซอัลกูลยังวาดลวดลายความร้ายกาจให้กับตัวละครอื่นๆในจักรวาลดีซีอีก อย่างเช่น ซูเปอร์แมน เป็นต้น

การเลือกตัวร้ายภาคแรกเป็นราซอัลกูล เพื่อให้หนังได้สามารถนำตัวละครเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องให้เข้ามามีส่วนร่วมในเนื้อหาได้ด้วย แต่ถ้าจะให้มีในหนังภาคสองก็คงเร็วไป ตัวละครตัวนี้จึงปรากฎตัวในหนังภาคสาม เสมือนเป็นการบ่มเพาะความแค้นที่สะสมมาให้มาเกิดในหนังภาคสาม แต่ตัวละครตัวนี้จะมารู้ว่ามีในหนังภาคสามก็ต่อเมื่อตอนท้ายแล้ว

สำหรับตัวร้ายในหนังภาคสองอย่างโจ๊กเกอร์ นับว่าเป็นการเลือกตัวร้ายได้เหมาะเป็นครั้งที่ 2 เพราะสิ่งที่เด่นมากที่สุดในหนังภาคสองก็คือตัวละครตัวนี้ โดยที่ถ้าเทียบกันแล้ว ตัวร้ายในหนังภาคแรกและภาคสาม ไม่สามารถเทียบรัศมีความโดดเด่นของโจ๊กเกอร์ได้เลย ซึ่งนี่ก็เป็นจุดแข็งอีกอย่างของไตรภาคแบทแมนของโนแลน ที่นอกจากจะโดดเด่นในการวางโครงเรื่องแล้ว การเลือกตัวร้ายเข้ามาในแต่ละภาค ล้วนแต่มาเหนือว่าตัวร้ายในหนังแบทแมนเวอร์ชั่นก่อนหน้า

ที่เห็นได้เด่นชัดก็ตัวละครโจ๊กเกอร์ที่เพิ่งกล่าวไป ในหนัง Batman ปี 1989 ที่แจ็ค นิโคลสันเล่นเอาไว้ ลุงแจ๊คเล่นไว้ดีอยู่แล้ว แต่โจ๊กเกอร์เวอร์ชั่นนี้ดูไม่ขึงขังพอ ซึ่งถ้าเทียบกับโจ๊กเกอร์ ในหนัง The Dark Knight ปี 2008 ที่ฮีธ เล็ดเจอร์เล่นไว้ เรื่องหลังนี้ดูมีมิติและเปล่งความร้ายออกมาแบบเต็มพิกัด รับกับเนื้อหาที่ขึงขังได้พอดิบพอดี

อีกตัวอย่างก็คือตัวละครใน The Dark Knight Rises อย่างเบน และแคทวูแมน ทั้งสองตัวละครนี้เคยปรากฎมาแล้ว เบนเคยปรากฎในหนัง Batman & Robin ปี 1997 แต่ตัวละครเบนในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นตัวร้ายหลักของเรื่อง เพราะตัวร้ายหลักก็คือสองตัวนี้ มิสเตอร์ฟรีซ (อาร์โนลด์ ชวาเซเนกเกอร์) และพอยซั่นไอวี่ (อูมา เธอร์แมน) ซึ่งเบนกลายเป็นตัวละครรับใช้ของพอยซั่นไอวี่ ดูหงุมหงิมหมดท่าไปเลย แต่ในหนัง The Dark Knight Rises ตัวละครเบน กลายเป็นตัวละครที่ยิ่งใหญ่ เป็นตัวร้ายที่น่าเกรงขาม อีกทั้งยังได้การแสดงของทอม ฮาร์ดี้ ที่ใส่อารมณ์มาทางแววตา สร้างให้ตัวละครนี้ดูน่าขนลุกไปอีกระดับ และที่น่าแปลกใจอีกนิดก็คือ ตัวละครเบน ถูกเขียนขึ้นโดยเกรแฮม โนแลน หนึ่งในนักเขียนการ์ตูนที่ให้กำเนิดตัวละครเบน แต่อย่าได้คิดไปไกล เพราะคริสโตเฟอร์ โนแลน และเกรแฮม โนแลน ไม่ได้เกี่ยวข้องทางเครือญาติแต่ประการใด

สำหรับแคทวูแมน โนแลนได้สร้างแคทวูแมนให้ดูดีมีระดับกว่าที่เคยเป็นมา และเปลี่ยนแปลงตัวละครตัวนี้ให้กลายเป็นจุดสำคัญของเรื่อง เสมือนกับพวกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในทีแรก แต่แล้วในที่สุดความจริงที่เกิดขึ้นก็ทำให้เธอเลือกฝ่ายที่เหมาะสม ตัวละครแคทวูแมนเคยเห็นกันมาแล้วใน Batman Returns ปี 1992 รับบทโดยมิเชล ไฟเฟอร์ ในเรื่องนี้เป็นตัวร้ายของเรื่องคู่กับเพนกวิน ก่อนที่แคทวูแมนจะดิ่งเหวกับหนัง Catwoman ปี 2004 แต่นี่เป็นแคทวูแมนเวอร์ชั่นดัดแปลง เพราะปกติแคทวูแมนจะมีชื่อจริงว่า “เซลิน่า ไคล์” แต่ในหนังเรื่องนี้มีชื่อว่า “เพเชี่ยน ฟิลลิปส์” โดยแคทวูแมนในเรื่องนี้นอกจากจะหมดค่าไปกับชุดแต่งกายที่โชว์เนื้อหนังมังสาแล้ว เนื้อเรื่องยังไม่มีอะไรให้เล่นอีกต่างหาก ซึ่งการมาของนางแมวแคทวูแมนใน The Dark Knight Rises ที่รับบทโดยสาวแอนน์ แฮทธาเวย์ ได้ทำให้ตัวละครตัวนี้กลับมาเป็นตัวละครที่มีระดับมากขึ้น เพราะมีการแต่งกายที่ดูภูมิฐาน เซ็กซี่อย่างมิดชิด ใช้มันสมองไม่ได้ใช้ร่างกาย บวกกับการแสดงและหุ่นของสาวแอนน์เข้าไป ทำให้เป็นแคทวูแมนเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดเลยทีเดียว

เนื้อหาของหนังถ้าจะบอกว่าเหมือนกับภาคสองก็คงไม่ผิด เพราะยังคงเล่นกับประเด็นการเมืองและสังคมเสื่อมโทรมอยู่เหมือนเดิม ใน The Dark Knight หนังได้ให้โจ๊กเกอร์มาทำลายความสงบสุขของก๊อทแธมด้วยการก่อความวุ่นวาย จนทำให้คนดีกลายเป็นคนร้ายในชั่วพริบตา เพราะทำดีไปมากเท่าไร ความดีนั้นก็ยังไม่กลับมาซักที ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครฮาร์วี่ เดนท์ หรือที่รู้จักกันในนามของ “ทูเฟซ” บุรุษที่ตัดสินชีวิตของคนด้วยเหรียญสองด้าน คนเรามีชีวิตแค่เพียงสองด้านของเหรียญ จะดีจะชั่วอยู่ที่เลือกทำ แต่ถ้าเลือกทำไม่ได้ หรือไม่ขวนขวายทำ ก็จงใช้สองด้านของเหรียญตัดสินชีวิตของตัวเองไป ซึ่งความเสื่อมของเมืองก็เริ่มเกิดขึ้นในจิตใจของชาวก๊อทแธมแล้วในหนังภาคสอง ก่อนที่ตัวละครฮาร์วี่ เดนท์จะตายไป และเงื่อนงำความลับก็ถูกปกปิด ด้วยการยอมรับผิดของแบทแมน

ใน The Dark Knight Rises หนังขยายประเด็นการเมืองและสังคมเสื่อมโทรมให้กว้างออกไปอีก ด้วยการใส่ความเสื่อมของจิตใจคนให้มากขึ้น จากแค่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่คนในภาคสอง แต่ความเสื่อมนั้นได้ลุกฮือและโหมกระหน่ำมากขึ้นในภาคสุดท้าย ตามคอนเซปต์ของหนังที่ใช้คำว่า “Rise” เข้ามาในหลายส่วนหลายตอน

Rise” คือการลุกฮือของกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสในสังคม ที่สังคมไม่เคยเหลียวแล ที่สังคมไม่เคยก้มลงมองว่ายังมีคนกลุ่มนี้อยู่ และไม่เคยให้โอกาสคนกลุ่มนี้ได้ลืมตาอ้าปากแม้เพียงสักนิด อย่างที่ตัวละครเซลิน่า ไคล์ได้บอกกับบรู๊ซ เวย์นตอนเต้นรำในงานเลี้ยงว่าสังคมไม่เคยให้โอกาสเธอ การลุกฮือของกลุ่มคนนี้ก็คือกลุ่มคนที่อยู่ในหลุม เกิดและตายในหลุม ในท่อ บ่อน้ำทิ้ง เฝ้ารอซักวันจะไปถึงแสงสว่าง

Rise” คือการลุกขึ้นของกลุ่มคนที่เคยหลงผิด กลุ่มคนที่รอแต่ความช่วยเหลือของบุคคลอื่น และหวังว่าความช่วยเหลือนั้นจะทำให้ตนอยู่รอด ทั้งที่ความช่วยเหลือนั้นไม่รู้จะมาเมื่อไร อย่างที่ตัวละครโฟลีย์ กล่าวกับกอร์ดอนว่าอีกไม่นานก็คงมีคนช่วย เราจะเสี่ยงชีวิตไปเพื่ออะไร การลุกขึ้นของกลุ่มคนนี้ก็คือเหล่านายตำรวจทั้งหลาย ที่เฝ้าแต่จะจับแบทแมน และปล่อยให้สังคมเน่าเฟะต่อไป

Rise” คือการกลับมาผงาดของฮีโร่ ฮีโร่ที่เคยปกป้องเมือง ฮีโร่ที่เคยสร้างความสงบสุขให้แก่เมือง แต่แล้วฮีโร่นั้นก็จากไป และปล่อยให้สังคมได้ตัดสินความถูกผิดด้วยตัวเอง การกลับมาผงาดของฮีโร่ก็คือการกลับมาของแบทแมน การกลับมาทำให้ชาวเมืองรู้และตระหนักว่าไม่ว่าใครก็เป็นฮีโร่ได้ ไม่ว่าใครก็ช่วยปลุกความล้มเหลวของเมืองนี้ได้ ทุกคนต้องร่วมกันเพื่อฝ่าฟันอุปสรรคนี้

นอกจากคำว่า “Rise” ได้ถูกใส่เข้ามาในประเด็นเนื้อหาของหนัง ดนตรีประกอบหลักของหนังเรื่องนี้ยังกล่าวถึงคำนี้ด้วยเช่นกัน หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ เสียงปลุกระดมของกลุ่มคนในท่อน้ำทิ้งนั้นมีความหมายถึงคำนี้อยู่ด้วย ที่จริงในหนังก็บอกเอาไว้จากตัวละครตัวหนึ่ง แต่จะให้ชัดเจนมาทราบกันดีกว่าว่าพวกนี้พูดคำว่าอะไรกันจากคลิปข้างล่างนี้

เสียงที่ได้ยินนี้เรียกว่า “Chant” เป็นการท่องบทสวดเป็นทำนองต่อกันไปเรื่อยๆ จากที่ผมค้นหาข้อมูลมา คำที่พูดนี้หลายแหล่งว่าไว้ไม่เหมือนกัน แหล่งหนึ่งซึ่งเห็นตรงกันเยอะพอสมควร บอกว่า Chant นี้พูดว่า Deshay Basara ตามนี้

Dey-shey bah sur-rah, Dey-shey bah sur-rah

และพูดต่อกันไปเรื่อยๆ โดยมีบางตอนที่เว้นวรรคเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยคำว่า Deshay Basara อาจเป็นภาษาฮินดี, ภาษาอารบิก หรือแถบๆอินเดีย ไม่แน่ชัดว่าเป็นภาษาอะไร แต่ความหมายก็ประมาณว่า Rise นี่แหละ

ส่วนอีกแหล่งหนึ่งก็บอกว่า Chant นี้พูดว่า De Bashari ตามนี้

Dey-ba sha-ri sha-ri, Dey-ba sha-ri sha-ri

คำนี้เป็นภาษาโมร็อคโกที่แปลว่า “He rises”

โดยคำพูดปลุกระดมในหนังดนตรีประกอบของหนังเรื่องนี้อาจจะเป็นสิ่งที่โนแลน และผู้ให้เสียงดนตรีอย่างฮานส์ ซิมเมอร์ คิดขึ้นมาใหม่โดยการรวมเอาหลายภาษามาไว้ด้วยกันเพื่อสื่อให้เห็นถึงการลุกฮือในหนังก็เป็นได้

ประเด็นหลักของหนังคือการ Rise อย่างที่ผมว่าไว้ ต่างฝ่ายต่างลุกขึ้นเพื่อตอบโต้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ฝ่ายกลุ่มคนในท่อน้ำทิ้งก็ลุกขึ้นเพื่อทวงสิทธิ์ของตัวเองที่พึงมี ฝ่ายตำรวจก็ลุกขึ้นเพื่อปราบปรามคนผิด ส่วนแบทแมนก็ลุกขึ้นเพื่อนำความสงบกลับคือสู่เมือง ไม่ว่าฝ่ายไหนจะถูกหรือจะผิด สิ่งที่จะตัดสินไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นตัวเราเองที่ต้องตัดสิน ตัวเราเองที่ต้องยืนหยัดทำสิ่งที่เหมาะสม ความกล้าคิดกล้าลงมือทำเท่านั้นจะนำมาซึ่งความสงบสุข อย่างหวังว่าจะให้คนอื่นช่วย ในเมื่อตัวเองยังหลบหนีความจริง แล้วใครหน้าไหนจะยื่นมือเข้ามา

หนังเรื่องนี้ให้ข้อคิดหลากหลายส่วนหลายตอน ด้วยเนื้อหาที่ตีแผ่ปัญหาสังคมอย่างเด่นชัด ด้วยบทสนทนาที่แฝงคติและทำให้ฉุกคิด ด้วยตัวละครแต่ละตัวที่ให้มุมมองการดำเนินชีวิต ด้วยการแสดงของนักแสดงที่ทำให้เราเชื่อไปกับเรื่องราวในหนัง ด้วยเสียงดนตรีประกอบที่สื่ออารมณ์และทำให้เรามีความรู้สึกร่วม หนังไม่ได้เน้นไปที่ฉากแอ๊กชั่น นั่นอาจทำให้หนังเรื่องนี้ดูไม่สนุกสำหรับคนที่ชอบความตื่นเต้น แต่ต้องบอกเลยว่าความสนุกของหนังเรื่องคือการดูไปคิดตามไป แค่นี้ก็ทำให้การดูหนังเรื่องนี้มีความสุข

ในตอนท้ายของหนังแม้ว่าแบทแมนจะได้จากเมืองก๊อทแธมไปแล้ว แต่ก็เป็นการจากแค่ในนาม หนังสร้างอารมณ์เศร้าด้วยฉากฝังศพของบรู๊ซ เวย์น ก่อนที่จะมาเฉลยในตอนท้ายว่าบรู๊ซ เวย์นยังมีตัวตนอยู่ ต้องนับถือชายคนนี้จริงๆ ที่ยอมเสียสละทุกอย่าง ทั้งความผิดเรื่องการฆ่าฮาร์วี่ เดนท์ ความผิดที่ปล่อยให้เมืองน่าอยู่แห่งนี้ต้องพังทลายลง ด้วยการทิ้งฮีโร่ของตัวเอง ทิ้งให้คนข้างหลังคิดว่าไม่มีเขาอยู่แล้ว แต่นั่นก็เพื่อให้เมืองแห่งนี้ดำเนินต่อไป เพราะอย่างที่บอก “ใครก็เป็นฮีโร่ได้” ฮีโร่จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร แสงสว่างจะสาดส่องมาเมื่อใด นั่นไม่สำคัญ ความสำคัญมันอยู่ที่ว่า “คุณได้ลุกขึ้นเพื่อสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือยัง?”

ระดับคะแนน


.

ตัวอย่างภาพยนตร์

ความเห็น
  1. Chakphet Sirichumsaeng พูดว่า:

    ราช อัลกูล รับบทโดย เลียม นีสัน รึเปล่าครับ ^^

    • mckmarvel พูดว่า:

      นี่เป็นสาเหตุมาจากผมลืมเนื้อหาของหนัง Batman Begins ไปไงครับ

      ถ้าว่ากันตามข้อมูล เลียม นีสัน จะเล่นเป็น “เฮนรี่ ดูคาร์ด” ส่วน เคน วาตานาเบ้ เล่นเป็น “ราซอัลกูล”

      แต่เนื้อหาที่หนังภาคจบนี้กล่าวถึงก็คือ เลียม นีสัน เป็นราซอัลกูล ก็เพราะว่า หนังแบทแมนของผู้กำกับคริสโตเฟอร์ โนแลน ได้นำตัวละคร 2 ตัวนี้มารวมกัน จนทำให้เกิดความสับสนเล็กน้อย

      นั่นก็คือ เลียม นีสันก็เป็นราซอัลกูลนั่นแหละ โดยมีเคน วาตานาเบ้เป็นตัวละครลวง เหมือนกับว่ามี 2 ร่าง โดยมีร่างหนึ่งเป็นร่างลวงตา หรือถ้าจะเรียกตามคอนเซปต์ขององค์กรก็คือ “มีร่างหนึ่งเป็นเงาให้กับอีกร่างหนึ่ง”

      สรุปแล้วที่ผมพูดว่าเคน วาตานาเบ้ เป็นราซอัลกูล กับที่คุณว่าราซอัลกูลคือ เลียม นีสัน ทั้ง 2 อย่างนี้จึงไม่มีข้อใดผิด…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s