Movie Review !!!++!!!++!!! The Amazing Spider-Man !!!++!!!++!!! ความลับกำลังจะเปิดเผย

Posted: มิถุนายน 30, 2012 in หนังซูเปอร์ฮีโร่, หนังผจญภัย, หนังแอ๊กชั่น, Movie Review @ Cinema
ป้ายกำกับ:, , ,

ไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ…

The Amazing Spider-Man

The Amazing Spider-Man

ครั้งนี้มาเร็วกว่าเดิมเล็กน้อย เพราะว่าไปดูตั้งแต่หนังเข้าฉายวันแรกเลย ทีแรกผมกะจะดูหนังเรื่องนี้ในระบบ 4DX ด้วยซ้ำ หรือไม่ก็ระบบ 3D แต่ท้ายที่สุดแล้วรอบนี้เป็นรอบธรรมดา โรงธรรมดา และพากย์ไทยด้วย เพราะว่าแม่อยากดู ผมเห็นว่าใกล้วันคล้ายวันเกิดแล้วก็เลยตามใจแม่ซักหน่อย ซึ่งแม้ว่ารอบที่ผมดูจะเป็นเพียงรอบธรรมดา แต่ว่าความสวยงามของภาพในหนัง สร้างความมันส์ สนุกสนาน และตื่นเต้นเร้าใจไม่น้อยเลย ในบทความนี้ผมจะอธิบายถึงความสนุกในตัวหนัง ฉากที่ระบบ 3D น่าจะออกมาสวย และฉากที่ระบบ 4DX สามารถใส่เข้ามาได้ตามจินตนาการของผม ว่าแล้วก็ไปเริ่มกันเลยดีกว่า…

ตัวละครไอ้แมงมุมสร้างความตื่นตะลึงให้กับโลกภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในปี 2002 กับหนัง Spider-Man ที่นำผู้ชมผจญภัยในเรื่องราวที่ตื่นเต้น การโหนยอดตึกสูงเสียดฟ้ากลางมหานครนิวยอร์ก และนั่นเป็นครั้งแรกที่คนดูได้เห็นฉากไต่ตึก ชื๊ปๆ กระโดดข้ามตึกนี้ไปตึกนู้นด้วยความรวดเร็ว สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมมากมาย จนหนัง Spider-Man ก้าวขึ้นเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่อันดับ 1 ด้วยการกวาดรายได้ไปสูงถึง 403.7 ล้านดอลลาร์ จากการเปิดตัวช็อกโลกที่ 114.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงที่สุดในครั้งนั้น ก่อนที่จะโดน Pirates of the Caribbean: Dead Man’s Chest มาแย่งแชมป์ไปครองในปี 2006 ด้วยการเปิดตัว 135.6 ล้านดอลลาร์ และแชมป์เปิดตัวสูงสุดก็เปลี่ยนมือไปเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน

หลังจากนั้นอีก 2 ปี ในปี 2004 หนัง Spider-Man 2 ก็เปิดตัว แต่ว่าครั้งนี้รายได้เปิดตัวเริ่มแผ่วลง เนื่องด้วยไม่ใช่ครั้งแรกอย่างในหนังภาคแรก ผู้ชมเคยเห็นฉากโหนยอดตึกสูงๆมาก่อนหน้าแล้ว ดังนั้นการจะทำให้ผู้ชมตื่นเต้นเป็นครั้งที่ 2 จึงต้องมุ่งเน้นไปที่ฉากแอ๊กชั่น และบทภาพยนตร์แทน ท้ายที่สุดรายได้รวมของหนังก็แผ่วลงมาเล็กน้อยที่ตัวเลข 373.6 ล้านดอลลาร์ จากการเปิดตัว 88.2 ล้านดอลลาร์

ความสำเร็จของ 2 ภาคแรก จึงทำให้เกิดภาคต่อตามมาอีกครั้งกับหนัง Spider-Man 3 ที่เปิดตัวในปี 2007 ครั้งนี้พิเศษด้วยการได้โรงฉายเปิดตัวสูงสุดตลอดกาลในครั้งนั้นกว่า 4,252 โรงฉาย ก่อนจะโดนหนัง Pirates of the Caribbean: At World’s End มาลบสถิติด้วยการเปิดตัว 4,362 ในปีเดียวกัน และหนังเรื่องอื่นก็มาลบสถิติเรื่อยๆ และด้วยการได้โรงฉายเปิดตัวที่สูงที่สุดในแฟรนไชส์ไอ้แมงมุม หนังจึงครองแชมป์เปิดตัวสูงสุดของแฟรนไชส์ด้วย ที่ตัวเลข 151.1 ล้านดอลลาร์ นอกจากนั้นยังเปิดตัวตลาดนอกอเมริกาสูงที่สุดในครั้งนั้นกว่า 230.5 ล้านดอลลาร์ เป็นการเปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกด้วยตัวเลขสูงถึง 381.7 ล้านดอลลาร์ ท้ายที่สุดหนังจบรายได้ในอเมริกาไปที่ 336.5 ล้านดอลลาร์

ด้วยตัวเลขรายได้รวมที่ลดลงเรื่อยๆ จึงแสดงให้เห็นว่าหนังเริ่มจะอิ่มตัวในระดับหนึ่งแล้ว เนื่องจากฉากไต่ยอดตึกในหนังไม่ใช่ความแปลกใหม่อีกต่อไป การจะสานต่อเรื่องราวต่อไปอีกจึงต้องสร้างจุดเด่นให้มากขึ้น ด้วยบทภาพยนตร์ที่รัดกุม หรือด้วยอะไรก็แล้วแต่ และเราก็ได้รู้ในท้ายที่สุด ด้วยการประกาศของสตูดิโอโซนี่เจ้าของแฟรนไชส์ ว่าการกลับมาครั้งใหม่ของไอ้แมงมุม จะเป็นการกลับไปเล่าเรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้น ในมุมมองใหม่ที่ไม่เคยกล่าวถึงมาก่อน

การกลับมาครั้งใหม่ของหนังไอ้แมงมุม ด้วยชื่อใหม่ว่า The Amazing Spider-Man เป็นการเล่าเรื่องอีกครั้ง แต่เราจะได้เห็นว่าหนังไม่ได้เล่าเรื่องราวในแบบที่เคยเล่ามาใน Spider-Man เพราะคอนเซ็ปต์หลักของ The Amazing Spider-Man คือการเล่าสาเหตุของการเกิดเรื่อง เป็นการให้รายละเอียดพ่อแม่ที่แท้จริงของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยพูดถึงใน Spider-Man และภาคต่อ

ความแตกต่างที่เห็นเริ่มตั้งแต่ฉากต้นเรื่อง ในหนัง The Amazing Spider-Man เล่าตั้งแต่ตัวละครปีเตอร์ยังเป็นเด็กน้อย อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ก่อนที่พ่อแม่จะพาเขามาอาศัยกับลุงและป้าด้วยเหตุผลบางประการ หนังเล่าเรื่องราวในส่วนนี้ด้วยความรวดเร็ว แต่ก็ไม่ลืมที่จะนำเสนอให้เห็นความสัมพันธ์ของตัวละคร ทั้งตัวละครปีเตอร์ ลุงเบ็น ป้าเมย์ หรือแม้แต่แฟนสาวอย่างเกว็น สเตซี่

ในการกล่าวถึงความสัมพันธ์ของตัวละครของหนังเรื่องนี้ เราไว้ใจได้อย่างหนึ่ง เพราะผู้กำกับของหนังเรื่องนี้ได้แก่ มาร์ค เว็บบ์ ผู้กำกับที่เคยกำกับหนังเรื่อง (500) Days of Summer มาก่อน ซึ่งเป็นหนังรักที่อบอุ่น ด้วยการดำเนินเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไป ก่อนที่จะมาเฉลยเรื่องราวในตอนหลัง ทำให้เรื่องราวความสัมพันธ์ใน The Amazing Spider-Man ที่แม้จะกล่าวเรื่องราวด้วยความรวดเร็วในตอนต้น แต่ก็มีการใส่รายละเอียดอย่างค่อยเป็นค่อยไป เปิดเผยความลับอย่างไม่ปิดบัง เป็นการดำเนินเรื่องที่อบอุ่นอย่างเป็นธรรมชาติ

ความแตกต่างอีกอย่างก็คือ การเล่าเรื่องราวในหนัง The Amazing Spider-Man ไม่ต้องเสียเวลาเยิ่นเย้อในการเล่า ซึ่งถ้าเป็นใน 3 ภาคก่อนตัวละครปีเตอร์ค่อนข้างจะปิดบังความจริงจากแฟนสาวว่าเขาเป็นไอ้แมงมุม แต่ในหนังภาคใหม่นี้เพียงแค่กระพริบตา และหายใจอีก 2 เฮือก ปีเตอร์ก็เล่าความจริงให้กับแฟนสาวรู้แล้ว นั่นเป็นการรวบรัดเรื่องราวเพื่อให้หนังได้เล่าเรื่องอื่น แทนที่จะมัวกั๊กความลับเก็บไว้ เพื่อให้เป็นประเด็นหนึ่งของหนังที่สร้างความน่าสนใจอย่างในหนัง 3 ภาคก่อน

นอกจากนี้ตัวละครหลักของเรื่อง ซึ่งก็คือปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ ยังให้ความเป็นธรรมชาติและเหมือนต้นฉบับการ์ตูนมากกว่าหนัง 3 ภาคที่ผ่านมา ซึ่งถ้าสังเกตตัวละครปีเตอร์ใน Spider-Man ทั้งสามภาคก่อน ที่รับบทโดยโทบี้ แม็คไกวร์ หนังเน้นที่จะให้ตัวละครตัวนี้ดูมีเนื้อหนัง ดูแข็งแรงล่ำบึ๊ก ซึ่งทำให้ต้องมีการใช้สตันท์ช่วย เพราะโทบี้หุ่นไม่สมาร์ทพอเนื่องจากเตี้ยไปนิด ในขณะที่ตัวละครปีเตอร์ภาคใหม่นี้ ที่รับบทโดยแอนดรูว การ์ฟีลด์ หนังไม่ได้มุ่งเน้นให้ตัวละครตัวนี้ดูล่ำบึ๊กแต่อย่างใด นั่นทำให้หนังกล่าวเป็นนัยๆว่า

“ความแข็งแรงไม่ได้มาจากร่างกายที่แข็งแรงเพียงอย่างเดียว
แต่มาจากจิตใจที่แข็งแรงด้วย”

จึงทำให้ตัวละครปีเตอร์ในภาคใหม่นี้ดูสมจริงและเป็นธรรมชาติมากกว่า ดูขี้เล่น ทะเล้น และจับต้องได้ โดยที่ไม่ต้องเสริมเติมแต่งเข้าไป เพียงแค่ใช้ความเป็นธรรมชาติของนักแสดง อีกทั้งภาคใหม่ยังเผยให้เห็นว่าใยแมงมุมที่ออกมาจากข้อมือของไอ้แมงมุม เกิดจากเครื่องผลิตใยแมงมุมที่ติดตั้งบริเวณข้อมือ ซึ่งทำให้ดูว่าตัวละครตัวนี้ยังคงเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ได้สิ่งพิเศษมาไว้ในมือ โดยที่หนังในภาคก่อนๆไม่เคยกล่าวในจุดนี้

ในส่วนของนักแสดงหลักของเรื่อง พวกเขาก้าวเข้ามารับบทที่เราเคยได้สัมผัสมาแล้วจากภาคก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นบทลุงเบ็น ป้าเมย์ หรือแฟนสาวเกว็น สเตซี่ (ในขณะที่ 3 ภาคก่อนหน้าแฟนสาวคือ เอ็มเจ หรือแมรี่ เจน วัตสัน โดยถ้าว่ากันตามต้นฉบับ ความรักระหว่างปีเตอร์กับเกว็น เกิดขึ้นก่อนความรักระหว่างปีเตอร์กับเอ็มเจ) การจะเอาตัวละครเหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับต้นฉบับก็ไม่น่าจะทำได้เท่าไร เพราะในเมื่อหนังเรื่องใหม่เป็นการกล่าวตั้งแต่จุดเริ่มต้น ความแตกต่างมันก็จะต้องเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ความอบอุ่นของตัวละครปีเตอร์กับลุงและป้าในภาคก่อนๆ ที่ได้นักแสดงที่สีหน้าแววตาอบอุ่นมาแสดงในบทลุงและป้า ทำให้เรายังคงจำความอบอุ่นและน่ารักอย่างนั้นได้อยู่ เมื่อหนังกลับมากล่าวใหม่อีกครั้ง หนังให้อารมณ์ในแบบใหม่ที่อาจจะยังเห็นไม่ชัด เพราะนี่เป็นเพียงแค่ภาคแรก ยังกล่าวรายละเอียดได้ไม่ครบ

สำหรับบทแฟนสาวของปีเตอร์ ก็มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ในภาคใหม่นี้คือเกว็น สเตซี่ ซึ่งเคยปรากฎมาแล้วในหนัง Spider-Man 3 (แต่ไม่เกี่ยวข้องกัน) โดยเธอไม่ได้อยู่ข้างบ้านเหมือนในภาคก่อนๆ (เพราะว่าเธอไม่ใช่เอ็มเจ) แต่เธออาศัยอยู่กับครอบครัวในอพาร์ทเมนท์กลางใจเมือง โดยถ้าพูดกันถึงต้นฉบับการ์ตูน แฟนสาวคนแรกๆของไอ้แมงมุมก็คือสาวเกว็นคนนี้นั่นเอง ก่อนที่ตัวละครตัวนี้จะถูกฆ่าตาย ด้วยมือของวายร้ายกรีนก็อบลิน (แต่ในฉบับภาพยนตร์ภาคก่อนๆมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวเพื่อให้มีความเหมาะสม)

มาพูดถึงตัวร้ายของเรื่องกันบ้าง ตัวร้ายในหนังภาคใหม่นี้เป็นประเด็นสำคัญของหนังทีเดียว เพราะคอนเซ็ปต์หลักของหนังใหม่ภาคนี้ก็คือ การตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงของปีเตอร์ โดยพ่อของปีเตอร์เป็นเพื่อนกับ ดร.เคิร์ท คอนเนอร์ส (ลิซาร์ด ตัวร้ายของเรื่องนั่นแหละ) การจะหาความจริงจากเรื่องราวนี้ได้ ตัวละครปีเตอร์จึงต้องมาข้องเกี่ยวกับ ดร.คอนเนอร์ส อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการเข้ามาข้องเกี่ยวกันในครั้งนี้ ก็เป็นการทำให้มนุษย์ปกติ 2 คน ต้องกลายสภาพไปเป็นมนุษย์พิเศษ – หนึ่งคนกลายเป็นไอ้แมงมุม ที่คอยช่วยเหลือผู้อื่นอย่างลับๆ และอีกคนกลายเป็นลิซาร์ด ที่มีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว

หนังนำเสนอตัวร้ายลิซาร์ด บุรุษที่มีความหวังว่าซักวันจะทำความฝันให้สำเร็จ ฝันที่จะทำการรักษาข้ามสายพันธุ์ ปลูกถ่ายอวัยวะที่ขาดหายไป เมื่อโดนคนยุ ดร.คอนเนอร์ส จึงต้องจำยอมทดลองกับตัวเองทำให้กลายร่างไปเป็นลิซาร์ด แต่แม้ว่าภายนอกจะดูโหดร้ายเพียงใด แต่ในใจลึกๆแล้วเขาก็ยังมีความดีหลงเหลืออยู่ เห็นได้จากหลังการต่อสู้ท้ายเรื่อง ลิซาร์ดที่กำลังเปลี่ยนร่างกลับคืนเป็น ดร.คอนเนอร์ส ได้ยื่นมือไปช่วยปีเตอร์เพื่อไม่ให้ร่วงไปจากยอดตึกสูงเสียดฟ้า นั่นสร้างความคิดที่ว่า

“คนเราไม่ได้วัดกันแค่ภายนอก แต่วัดกันจากจิตใจภายใน”

หนังนำเสนอฉากที่สร้างตัวละครปีเตอร์ให้กลายเป็นไอ้แมงมุมในแบบใหม่ และใส่ฉากสนุกๆในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของปีเตอร์ ที่สร้างความขบขันให้คนดูได้หลายฉาก ส่วนตัวร้ายของเรื่องอย่างลิซาร์ด ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากความคิดของดร.คอนเนอร์ส แต่เป็นปีเตอร์นั่นเองที่ทำให้ตัวร้ายตัวนี้เกิดขึ้น อยากจะรู้ว่าประเด็นนี้เป็นอย่างไร ต้องลองไปดูกันเอาเอง

ถ้ายังจำกันได้ในหนังภาคก่อนๆจะมีวลีฮิตติดปากของตัวละครลุงเบ็นที่กล่าวกับปีเตอร์ นั่นคือ

“With great power. comes great responsibility.”
“พลังที่ยิ่งใหญ่ นำมาซึ่งความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง”

แม้ว่าในหนังภาคใหม่นี้จะไม่มีวลีฮิตมานำเสนอ แต่เรื่องราวในหนังก็ยังสามารถใช้วลีฮิตนี้ได้อยู่ สังเกตได้จากบทสนทนาของปีเตอร์ที่กล่าวไว้ว่า  — “I’ve got to stop him, because I created him” — “ผมต้องเป็นคนหยุดเขา เพราะว่าผมเป็นสร้างเขาขึ้นมา” —  นั่นนำมาซึ่งความรับผิดชอบที่ปีเตอร์จะต้องสานต่อให้จบ

แต่ถ้าจะบอกว่าหนังไม่มีวลีเด็ดเลยก็ไม่น่าจะใช่ ในเมื่อคอนเซ็ปต์ของหนังกล่าวถึงการหาความจริงของพ่อแม่ปีเตอร์ จึงเกิดวลีเด็ดนี้มาในตัวอย่างหนัง

“We all have secrets:
the ones we keep… and the ones that are kept from us.”
“พวกเราทุกคนล้วนมีความลับ:
ความลับที่เราปกปิดไว้… และความลับที่ถูกปกปิดไว้จากเรา”

มาพูดถึงฉากต่างๆในหนังกันต่อ เราเคยเห็นฉากปีนตึก โหนตึกไปมาในหนัง Spider-Man และภาคต่อจนชินตาแล้ว นั่นทำให้ฉากเหล่านี้ในหนัง The Amazing Spider-Man จึงต้องนำเสนอในมุมมองที่ต่างออกไป นั่นคือหนังเน้นนำเสนอมุมมอง “โคลสอัพ” ให้เราเห็นท่วงท่าในการเคลื่อนไหว เห็นใยแมงมุมถูกโยงไปมา และฉากอื่นๆที่ไม่เคยเห็นว่าไอ้แมงมุมจะไปมาก่อน เช่น โหนสะพานแขวน โหนปั้นจั่น หรือนั่งเล่นเกมบนใยที่ตัวเองสร้างขึ้นมาในท่อน้ำ ซึ่งถ้าเป็นในหนังภาคก่อนๆ จะเน้นฉากโหนตึกไปมาซะมากกว่า

ความสวยงามของภาพนับว่าทำได้ดี จุดเด่นที่จะได้เห็นในระบบ 3D และ 4DX จะได้เห็นเต็มที่ในตอนท้ายของเรื่องแน่นอน เพราะเข้าสู่การต่อสู้ไคลแม็กซ์ของเรื่องแล้ว เราจะได้เห็นฉากการโหนตึกในรูปแบบ 3 มิติ ถ้าเป็นในระบบ 4DX ก็จะใส่เอฟเฟกต์เก้าอี้โยกเข้ามาด้วยแน่ๆ แต่ว่าจะมีเด่นจริงๆก็แค่ในตอนท้ายเท่านั้น เพราะตั้งแต่เริ่มต้นเรื่องมา ฉากแอ๊กชั่นจะปรากฎประปรายเท่านั้นเพราะหนังต้องเล่าเรื่องราว

ฉากที่ผมคิดว่าจะต้องออกมาสวยในระบบ 3D แน่ๆก็จะเป็นฉากโหนปั้นจั่น และฉากต่อสู้บนยอดตึกสูง เพราะเราจะได้เห็นมุมมองการเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้นในฉากต่อสู้บนยอดตึกสูงรับรองว่าจะต้องรู้สึกเสียวอยู่ไม่น้อย ถ้าได้เอฟเฟกต์ระบบ 4DX เข้ามาเพิ่มก็จะต้องมีทั้งเก้าอี้โยก ลมพัด และอื่นๆใส่เข้ามาด้วยแน่ๆ

สรุปแล้วหนัง The Amazing Spider-Man มีการนำเสนอในมุมมองที่ต่างออกไปจาก Spider-Man ภาคก่อนๆ หนังภาคใหม่มาพร้อมความความเป็นธรรมชาติในตัวละครปีเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ขี้เล่น ทะเล้น หรือรูปร่างที่นักแสดงไม่ต้องไปฟิตกล้ามมาเพื่อแสดง เนื้อเรื่องดำเนินไปด้วยความรวดเร็วไม่มัวเยิ่นเย้อเก็บงำความลับใดๆไว้ ความสวยงามของฉากแอ๊กชั่นนับว่าไม่น้อยหน้ากับหนังภาคก่อนๆ แต่ต้องไม่ลืมว่ามันไม่ได้โดดเด่นไปกว่าเดิมเท่าไร เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้เห็นเรื่องราวนี้ขึ้นจอ ทางด้านเสียงดนตรีประกอบนับว่าทำมาได้ดีกว่าเรื่องก่อนเล็กน้อย ในขณะที่ถ้ามีภาคต่อออกมา คอนเซ็ปต์สำคัญก็จะยังเป็นการตามหาความจริงของพ่อแม่อยู่เช่นเดิม เพราะภาคนี้ยังไม่ได้คำตอบ และหลังจากดูฉากเครดิตท้ายเรื่องเล็กๆ ตัวร้ายในภาคต่อไปมีโอกาสเป็นได้ทั้ง มอร์เบียส แวมไพร์ตัวร้าย หรือจะเป็นนอร์แมน ออสบอร์น กรีนก็อบลิน ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง มีหวังว่าแฟนสาวเกว็น สเตซี่จะโดนฆ่าตายตามต้นฉบับ แล้วมีเอ็มเจใส่เข้ามา…

ท้ายที่สุดนี้ผมไม่ได้บอกว่าหนัง The Amazing Spider-Man ดูสนุกกว่า Spider-Man ภาคก่อนๆ เพราะฉากแอ๊กชั่นโหนตึกในหนังภาคก่อนๆทำเอาไว้ได้สุดยอดอยู่แล้ว และยังคงติดตราตรึงใจอยู่ แต่สิ่งที่หนังภาคใหม่นำเสนอก็ดี เพราะหนังเล่าเรื่องราวด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ ในขณะที่ภาคก่อนๆเล่าไปเรื่อยๆ แต่เป็นตำนาน ดังนั้นจึงไม่มีใครดีกว่าใคร เพราะต่างก็มีจุดเด่นและจุดด้อยรวมอยู่ด้วยกัน

เรื่องนี้ผมให้เกรด B
★★★★
คะแนน 7.5 เต็ม 10

.

ตัวอย่างภาพยนตร์ The Amazing Spider-Man

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s