Movie Review !!!++!!!++!!! The Hunger Games !!!++!!!++!!! เกมล่าชีวิต เกมเดียวที่จะหยุดหัวใจคุณ

Posted: มีนาคม 24, 2012 in หนังแอ๊กชั่น, หนังไซไฟ, Movie Review @ Cinema
ป้ายกำกับ:, , , , , , , , , , , , , , ,

เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ…

The Hunger Games

The Hunger Games

ด้วยการที่ไม่ใช่แฟนหนังสือหรือรู้จักเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ The Hunger Games มากเท่าไร การรอคอยที่จะได้ไปพิสูจน์ในโรงหนังจึงไม่ได้แรงกล้าอย่างพวกแฟนคลับทั้งหลาย ที่คงจะตั้งความหวังกับหนังเรื่องนี้เอาไว้สูงมาก แต่หลังจากที่ผมได้อ่านข้อมูลคร่าวๆ พร้อมทั้งดูตัวอย่างหนัง คลิปแนะนำสั้นๆ และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ความรู้สึกของผมก็เปลี่ยนไป จากที่รอไปดูวันเสาร์ก็ได้ไม่รีบเท่าไร กลายเป็นดูวันแรกก็ได้ฟะรอไม่ไหวแล้ว! และผมก็จะมารายงานความรู้สึกหลังชมกับบทความในครั้งนี้ ซึ่งคงจะไม่กล่าวเจาะลึกในรายละเอียดเหมือนกับที่เคยรีวิวหนัง Real Steel เพราะความรู้สึกที่เกิดขึ้น ไม่สามารถถ่ายทอดลงเป็นตัวอักษรได้ทั้งหมด…

หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องราวในหนัง The Hunger Games มันช่างคล้ายคลึงกับ Battle Royale เหลือเกิน หลังจากที่ผมได้ไปดู The Hunger Games มาแล้ว ก็บอกได้ว่า เนื้อหามันไม่เหมือนกันซะทีเดียว ประเด็นหลักของเรื่องมีความเหมือนกันตรงที่เป็นการแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ด้วยการฆ่าฟันกันให้ตายกันไปข้าง แต่อารมณ์และความรู้สึกของ 2 เรื่องนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ใน The Hunger Games เวอร์ชั่นภาพยนตร์ (ซึ่งผมคิดว่าน่าจะถ่ายทอดมาจากเรื่องราวในหนังสือได้ดีพอสมควร) เป็นเรื่องราวที่เน้นความรู้สึก ให้อารมณ์ร่วมไปกับเหตุการณ์ต่างๆของตัวละคร ทั้งความรักความผูกพันธ์ ความเสียสละ การแก่งแย่งชิงดี การเอาชีวิตรอดในเวลาขับขัน หนังให้รายละเอียดในส่วนนี้เป็นประเด็นหลักของเรื่อง และเป็นจุดเด่นของตัวหนังเอง โดยที่ไม่ได้เน้นฉากฆ่าฟันให้เห็นเด่นชัดเท่าไร

ใน Battle Royale เวอร์ชั่นภาพยนตร์ เป็นเรื่องราวที่ส่วนใหญ่เน้นฉากการต่อสู้ ความสะใจของการฆ่าฟัน และดูโหดกว่า The Hunger Games แต่ในขณะเดียวกัน หนังก็ยังให้อารมณ์ความรู้สึกระหว่างมิตรภาพ ที่เคยทำอะไรต่างๆร่วมกัน ก่อนที่จะแต่ละคนจะกลายมาเป็นศัตรูกันเอง

เรื่องราวใน The Hunger Games ที่อธิบายอยู่ในหนัง ให้ความสำคัญกับเนื้อหาก่อนเริ่มเกมค่อนข้างเยอะ ซึ่งคงจะเหมือนกับเวอร์ชั่นหนังสือ เพราะจะต้องวางปูมหลังของตัวละครต่างๆให้เข้มข้นพอ เพื่อจะทำให้ผู้ชมมีอารมณ์คล้อยตามเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

The Hunger Games กล่าวถึงโลกอนาคต ที่เหลือพื้นที่เพียงแค่หยิบมือ ประชากรทั้งหลายอาศัยอยู่ในเมือง พาเน็ม โดยมีเมืองหลวง แคปปิตอล เป็นเขตปกครองที่จะคอยควบคุมดูแลเขตปกครองย่อยทั้ง 13 เขต ในแต่ละเขตปกครองจะประกอบอาชีพแตกต่างกันไปเพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับแคปปิตอลดังนี้

  • เขตปกครองที่ 1 เขตแห่งเครื่องประดับและของฟุ่มเฟือย
  • เขตปกครองที่ 2 เขตแห่งหินบล็อก, เครื่องมือแกะสลัก และอาวุธ
  • เขตปกครองที่ 3 เขตแห่งอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์, เครื่องยนต์กลไก และระเบิด
  • เขตปกครองที่ 4 เขตแห่งการประมง
  • เขตปกครองที่ 5 เขตแห่งการผลิดกระแสไฟฟ้า และพลังงาน
  • เขตปกครองที่ 6 เขตแห่งการผลิตยานพาหนะ
  • เขตปกครองที่ 7 เขตแห่งผลิตภัณฑ์จากไม้ และท่อนซุง
  • เขตปกครองที่ 8 เขตแห่งการผลิตสิ่งทอ และเครื่องแต่งกาย
  • เขตปกครองที่ 9 เขตแห่งการปลูกข้าว
  • เขตปกครองที่ 10 เขตแห่งการปศุสัตว์
  • เขตปกครองที่ 11 เขตแห่งเกษตรกรรม โดยเฉพาะผลไม้ และไร่ฝ้าย
  • เขตปกครองที่ 12 เขตแห่งเหมืองถ่านหิน

สำหรับเขตปกครองที่ 13 ในภาคแรกนี้ไม่ได้กล่าวถึงว่าประกอบอาชีพอะไร เพราะเขตนี้เป็นเขตที่แคปปิตอลทำลายล้างจนสูญหายไปจากแผนที่ เนื่องมาจากการก่อกบฏในสมัยอดีต และนั่นเป็นสาเหตุให้แคปปิตอลจัดการแข่งขัน The Hunger Games ในแต่ละปี เพื่อให้เขตต่างๆทั้งหลายอยู่ในความควบคุมของแคปปิตอล และไม่ออกนอกลู่นอกทาง

การเกริ่นอธิบายตัวละครของหนังในระยะเริ่มต้นทำให้เห็นว่า ตัวละครหลักของเรื่องอย่าง แคทนิส เป็นเสาหลักของครอบครัว ที่มีเพียงแม่, น้องสาว และก็ตัวเธอเท่านั้น หนังเน้นอารมณ์ความผูกพันธ์ของแคทนิสและน้องสาวออกมาได้ดี โดยเฉพาะฉากวันเก็บเกี่ยว หลังจากที่พริมน้องสาวของเธอถูกขานชื่อ เธอรู้สึกช็อคมากและตัดสินใจอย่างฉับพลันทันทีด้วยการพูดว่า I volunteer! I volunteer as a tribute! จากคำพูดที่ได้ฟังไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่สีหน้าและการแสดงออกของตัวละคร สร้างความรู้สึกทึ่งและประทับใจมากๆ ใครกันที่จะเสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อคนอื่น ในฉากนี้นักแสดงสาวอย่างเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์แสดงสีหน้าและอารมณ์ได้ดีจริงๆ ขอชื่นชมในความสามารถของเธอ

หลังจากที่เธออาสาเข้าแข่งขันเกมแห่งชีวิตนี้แล้ว อีกฉากที่เน้นอารมณ์ไม่แพ้กันก็คือ ฉากการร่ำลาระหว่างเธอกับคนรักของเธอ อันได้แก่ พริม, แม่, และเกล หนังทำได้ดีตรงที่ไม่ใช้เวลาในการร่ำลาให้นานนัก โดยตัดรวบรัดอย่างรวดเร็วจากการปิดประตูไล่ ซึ่งเป็นการบีบอารมณ์ให้รู้สึกว่า ความสุขของเธอช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนสั้นเสียจริงๆ และเธอต้องกอบโกยความสุขทั้งหมดในช่วงเวลาสั้นๆนี้

และหลังจากนั้นก็เป็นการเตรียมตัวเพื่อเข้าแข่งขันเกมล่าชีวิต ซึ่งก็กล่าวไปอย่างปกติ ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป โดยกล่าวถึงตัวละครอื่นๆเพิ่มเติม และบรรยากาศโดยรอบตั้งแต่เขตปกครองที่ 12 ไปจนถึงแคปปิตอล ช่วงเวลานี้ตัวละครของหนังกำลังตั้งสติกับความรู้สึกที่ต้องพลัดพรากจากคนรัก และเดินหน้าเข้าสู่ความตายที่รออยู่

ฉากความยิ่งใหญ่ของเมืองแคปปิตอล แสดงให้เห็นความเจริญของเมืองๆหนึ่งที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ ความยากลำบาก และความทุกข์ทรมานของคนอีกหลายคน ที่ต้องทำงานส่งข้าวส่งน้ำ ส่งผลประโยชน์เพื่อให้เหล่าเศรษฐีคนร่ำรวยอยู่กันได้อย่างสุขสบาย เปรียบเทียบกับความจริงในปัจจุบัน สิ่งที่พบเห็นในหนังก็ไม่ต่างอะไรจากความจริงมากนัก โลกปัจจุบันของเราก็ยังมีการแบ่งชนชั้นอย่างหยาบๆอยู่เสมอ แม้มันจะไม่เห็นได้อย่างเด่นชัดนัก แต่มันคงไม่จางหายไปได้อย่างแน่นอน

ก่อนเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความตายของเกมล่าชีวิต ก็จะเป็นการเตรียมตัวของเครื่องบรรณาการแต่ละคน ที่จะต้องขัดสีฉวีวรรณ เพื่อดึงดูดใจเหล่าสปอนเซอร์มาให้การสนับสนุน นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ชี้ให้เห็นว่า ความรู้สึกของสังคมก็ยังคงวัดกันด้วยความสวยงามของเครื่องแต่งกาย ความผุดผ่องของพิวพรรณ และการชิงดีชิงเด่นเพื่อให้เป็นจุดสนใจ โดยมองข้ามความงามจากภายใน ความดีของแต่ละบุคคลที่ดูไม่ออกเพียงแค่มองด้วยสายตา

หลังจากขัดผิวพรรณให้ผุดผ่องจนพอใจก็เปลี่ยนเครื่องแต่งกายและเตรียมปรากฎตัวต่อหน้าสาธารณะชน เรียกร้องความสนใจเพื่อให้มีการสนับสนุนระหว่างการแข่งขัน แต่ละคนก็งัดการเปิดตัวในแบบเป็นที่จดจำ สำหรับแคทนิสและพีต้า เครื่องบรรณาการจากเขตปกครองที่ 12 ก็ปรากฎกายด้วยเครื่องแต่งกายที่มีเปลวไฟเป็นแบ๊คกราวด์ ขอบอกว่าฉากนี้ดูสวยงามในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ตื่นเต้นกับเปลวไฟเท่าไร แต่ด้วยการวางปูมหลังของตัวละครที่อาศัยอยู่ในดินแดนทุรกันดานและยากจน เมื่อมาเผยโฉมในเมืองของเหล่าไฮโซด้วยความยิ่งใหญ่ไม่เหมือนใครแบบนี้ ก็รู้สึกภูมิใจเล็กๆ และเป็นดั่งกระบอกเสียงให้พวกคนรวยเห็นว่า คนจนก็มีโอกาสได้รับความชื่นชมไม่แพ้กัน

ในส่วนของฉากการสัมภาษณ์เครื่องบรรณาการแต่ละคน ที่เด่นจริงๆจะเป็นช่วงการสัมภาษณ์ของแคทนิส เพราะนักแสดงสาวเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์สามารถควบคุมโทนเรื่องได้อยู่หมัดอีกครั้ง เกือบทุกฉากทุกตอนเธอไม่ปล่อยให้อารมณ์คนดูหลุดไปจากกรอบที่วางไว้เลย นอกจากนั้นเรายังได้เห็นฉากการหมุนตัวของตัวละครแคทนิส ที่สร้างเปลวเพลิงจากการพลิ้วไหวของกระโปรงได้อย่างสวยงาม ถึงแม้มันจะเป็นเพียงเทคนิคพิเศษเล็กๆ แต่เมื่อได้เห็นก็รู้สึกทึ่งเช่นกัน

ต่อจากนั้นก็จะเป็นช่วงเวลาแห่งการฝึกซ้อม ทุกคนจากแต่ละเขตก็เริ่มจะมีการเขม่นกันเกิดขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะพวกที่มาจากเขตที่ร่ำรวย อันได้แก่เหล่ามืออาชีพจากเขต 1, 2 และ 4 เหมือนกับสังคมในปัจจุบันคนรวยและจนก็จะอยู่ในที่ของตัวเอง ทั้งๆที่ความเป็นคนก็มีเหมือนกัน ทำไมต้องใช้ของนอกกายมาเป็นตัววัดความแตกต่างก็ไม่รู้

สำหรับในฉากการฝึกซ้อม สิ่งที่เห็นได้ชัดถึงความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็คือฉากเรียกคะแนนของแคทนิส ที่การยิงธนูของเธอในครั้งแรกกลับพลาดเป้าไป แต่ก็มาแก้มือได้ในครั้งที่ 2 จะเห็นได้ว่าคนมีอันจะกินจะให้โอกาสคนที่ต่ำต้อยกว่าเพียงแค่ครั้งเดียว พร้อมกับหัวเราะชอบใจเมื่อยังไงก็ตามคนจนก็ไม่มีวันเทียบชั้นได้กับคนรวยอย่างพวกเขา นั่นทำให้ลูกธนูของแคทนิสที่ปักอยู่กลางเป้าในการยิงครั้งที่ 2 จึงไม่มีใครสนใจที่จะหันมามองแม้เพียงเสี้ยววินาที จนเธอต้องเรียกร้องความสนใจด้วยการยิงธนูไปปักกลางผลแอปเปิ้ลที่วางอยู่ในปากหมูหัน ทำให้คนรวยเหล่านั้นตกใจกับสิ่งที่เห็นทันที นั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่า ถ้ามีคนรวย 1 คนกับคนจน 1 คนแข่งขันอะไรกันอยู่ก็ตาม คนจนคนนั้นจะต้องใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเพื่อจะให้ทัดเทียมกับคนรวยที่แข่งขันด้วยกัน

การพบเจอกับตัวละครซินน่าผู้ที่เป็นดีไซน์เนอร์ประจำเขตปกครองที่ 12 ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า แม้สังคมคนรวยจะใช้ชีวิตกันอย่างฟุ่มเฟือย มีความคิดที่ถือตนเป็นจุดศูนย์กลางของโลก แต่ในสังคมแบบนี้ก็ยังมีเพชรที่ฝังลึกอยู่ในผืนดิน รอวันสะท้อนแสงให้คนทั่วไปได้เห็น ซินน่าเปรียบได้กับเพชรเม็ดที่กล่าวถึง แม้ว่าเขาจะอาศัยอยู่ท่ามกลางแสงสี แต่แสงสีเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ความคิดของเขาเป็นเหมือนกับพวกวัตถุนิยมพวกนั้นแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ซินน่ากลับเลือกที่จะทำงานร่วมกับเขตปกครองที่ 12 เขตที่อยู่ห่างไกลและทุรกันดาน เขตที่มีแต่คนมองข้าม สาเหตุก็คงมาจากเขาคงอยากเติมเต็มความรู้สึกอีกด้านที่ยังไม่เคยพบเจอ ความรู้สึกของคนที่มีความหวังเป็นดั่งแสงนำทาง

เมื่อเกมการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น ก็ถึงเวลาที่ตัวละครแต่ละตัวต้องมาห้ำหั่นเอง หนังไม่ได้เน้นภาพการตายอย่างเด่นชัดนัก ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว เพราะจะมีซักกี่คนกันที่เห็นความสูญเสียเป็นความบันเทิงผ่านจอ ในเมื่อการต่อสู้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่หนัง (และหนังสือ) อยากจะบอก แล้วประเด็นอะไรล่ะที่หนังต้องการสื่อ คำตอบก็คือ เรื่องราวของ The Hunger Games ต้องการจะสื่อถึงความสัมพันธ์ของตัวละคร และให้สังคมมองเห็นว่าการห้ำหั่นกันไม่ได้นำมาซึ่งความสุข ไม่ได้จบลงด้วยความประทับใจ แต่มันจะสิ้นสุดลงด้วยความสูญเสีย หยดน้ำตา และความสะเทือนใจ

ผู้เขียนหนังสือชุดนี้อย่างซูซาน คอลลินส์ ที่ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ด้วย เล่าเรื่องราวของสังคม ความขัดแย้ง ประเด็นการเมืองและสงคราม ได้อย่างมีมิติและสื่อออกมาให้เข้าใจได้ง่าย ประเด็นต่างๆแฝงเอาไว้ในหนังสือ (และในหนัง) ได้อย่างแยบยล จนบางครั้งก็นึกไม่ออกว่า เธอต้องการจะสื่ออย่างนั้นจริงหรือเปล่า แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละบุคคลอยู่ดี

ฉากความสูญเสียที่น่าจะเรียกน้ำตาผู้ชมหลายคน คือฉากที่ริว เด็กน้อยอายุ 12 จากเขตปกครองที่ 11 ติดกับในตาข่าย และแคทนิสก็เข้าไปช่วยไว้ หลังจากนั้นไม่นาน มาร์เวล หนึ่งในพวกมืออาชีพจากเขตปกครองที่ 1 ก็พุ่งหอกอันแหลมคมเข้ามาหาแคทนิส แต่เธอหลบได้ทัน และยิงธนูปลิดชีวิตมาร์เวลอย่างรวดเร็ว หลังจากที่มาร์เวลสิ้นใจแล้ว แคทนิสหันกลับมาหาริวก็พบกับหอกที่ปักอยู่กลางอกของเธอ นั่นเป็นวินาทีสุดท้ายของเด็กสาวตัวเล็กๆอย่างริว ที่ไม่คิดจะทำร้ายใครแม้เพียงในความคิดก็ตาม

หนังให้ความสำคัญกับฉากการตายของริวพอสมควร ด้วยการที่ตัวละครแคทนิสบรรจงเรียงดอกไม้เพื่อเป็นเกียรติแก่การจากไปของริว หลังจากนั้นเธอก็เดินจากไป เพื่อให้ริวนอนหลับอย่างสงบท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร แคทนิสเดินจากไปและหันหลังกลับเพื่อมองกล้องพร้อมกับนำนิ้ว 3 นิ้วแตะริมฝีปากและชูขึ้นเหนือศีรษะ เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงความขอบคุณ ชื่นชม และร่ำราคนที่รักด้วยหัวใจ พร้อมกับประชาชนในเขตปกครองที่ 11 ที่ยื่น 3 นิ้วตอบรับเธอผ่านจอทีวี เป็นฉากเศร้าฉากหนึ่งที่หนังทำออกมาได้ดี

หลังการต่อสู้ที่กินระยะเวลายาวนานหลายวัน เครื่องบรรณาการทั้งหลายก็เริ่มที่จะหายหน้าหายตากันไป ฝ่ายผู้เฝ้าชมการแข่งขันก็มีความรู้สึกแตกต่างกันไป รวมทั้งเฮย์มิตช์ที่เริ่มเป็นห่วงแคทนิส เกรงว่าเธอจะโดนปลิดชีพ จึงดั้นด้นไปหาเกมเมกเกอร์เพื่อขอให้มีการแก้ไขกติกาเพิ่มเติม ทำให้เกมเมกเกอร์ต้องไปปรึกษากับประธานาธิบดีสโนว์เพื่อขอความเห็น

ในฉากการสนทนาระหว่างเซเนก้า เครน (หัวหน้าเกมเมกเกอร์) กับประธานาธิบดีสโนว์ เราจะเห็นความต่ำของสโนว์จากบทสนทนาที่กล่าวออกมาว่าเขตปกครองที่อยู่ห่างไกลอย่างเขต 10-12 เป็นเขตของคนชั้นต่ำ พร้อมกับบอกเซเนก้าว่า “ถ้าคุณเคยไปพบกับคนในเขตเหล่านั้น คุณจะคิดเหมือนผม คนพวกนั้นมีแต่คนชั้นต่ำ” สโนว์ช่างเป็นคนที่จิตใจคับแคบ ตัดสินคนเพียงแค่ของนอกกาย แม้สโนว์จะร่ำรวยและมีชีวิตอย่างเลิศหรู แต่จิตใจกลับตกต่ำดิ่งลงเหวและไร้คุณค่ายิ่งนัก

แต่สิ่งที่เซเนก้าเลือกก็ไม่ใช่อย่างที่สโนว์คาดเอาไว้เหมือนกัน เพราะเขาก็ให้โอกาสแก่แคทนิสและพีต้า ด้วยการประกาศกติกาเพิ่มเติม นั่นคือผู้ชนะจะมี 2 คนได้ก็ต่อเมื่อมาจากเขตปกครองเดียวกัน แต่เซเนก้าก็ต้องพบจุดจบของตัวเองเหมือนกันในตอนท้ายของเรื่อง โดยคำสั่งของสโนว์นั่นเอง

ตั้งแต่เริ่มแรกหนังให้อารมณ์ความเศร้า ความตื่นตระหนกมาตลอด หลังจากที่มีการเพิ่มเติมกติกาเข้ามา อารมณ์ความรัก ความห่วงใยก็ถูกเพิ่มเข้ามาด้วย จากตัวละครหลังอย่างแคทนิสกับพีต้านั่นเอง ซึ่งเป็นความรักที่น่ารักดี แม้อาจจะเป็นแค่ความรักเพียงชั่วคราว เพราะหลังจากนั้นก็คงจะลืมๆกันไป แต่ความสุขในระยะเวลาสั้นๆ ก็ยังดีกว่าไม่มีสิ่งดีใดๆเกิดขึ้นเลย

ในฉากจบของเรื่องที่เหลือเครื่องบรรณาการเพียง 2 คน ระหว่างแคทนิสและพีต้า นึกอยู่แล้วว่าจะต้องมีการพลิกล็อคเปลี่ยนกติกาให้ทั้ง 2 ฆ่ากันเอง และก็จะต้องมีการเกี่ยงกันว่าจะขอตายแทน หลังจากที่ทั้งคู่ตัดสินใจจะตายพร้อมกัน เกมเมกเกอร์ก็ประกาศผู้ชนะทั้ง 2 คนทันที นั่นหมายความว่าการแข่งขัน The Hunger Games ครั้งที่ 74 มีผู้ชนะ 2 คนเป็นครั้งแรก สำหรับฉากนี้ไม่ค่อยสะเทือนอารมณ์มากนัก มีสะเทือนนิดๆตอนที่กล้องจับหน้าของสาวเจนนิเฟอร์หลังจากประกาศว่าต้องฆ่ากันเพื่อเหลือผู้ชนะคนเดียว แต่จากนั้นก็เฉยๆ

จุดเด่นของหนัง The Hunger Games

ความโดดเด่นของหนังเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ฉากรบราฆ่าฟันอย่างที่กล่าวไปตั้งแต่ต้น แต่เป็นฉากอารมณ์ทั้งหลายที่นักแสดงทำหน้าที่ได้อย่างดี โดยเฉพาะสาวเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ตัวนำของเรื่อง แต่ละฉากแต่ละตอนเธอฉุดอารมณ์คนดูได้อยู่หมัดจริงๆ ด้วยสีหน้าแสดงความโศกเศร้า ความเจ็บปวด ความดีใจ หรืออารมณ์อื่นๆ ที่ทำให้คนดูเกิดอารมณ์คล้อยตามอย่างที่เธออยากให้เป็น นับว่าเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่น่าจดจำ

ในส่วนของนักแสดงคนอื่นๆ สแตนลีย์ ทุคชี่ ในบทซีซาร์ ฟลิคเกอร์แมน พิธีกรสัมภาษณ์ผู้เข้าแข่งขันตอนเริ่มต้นเกม ก็ทำให้ทึ่งได้เหมือนกัน จำไม่ได้เลยว่าใครกันที่เล่นบทนี้ ทั้งๆที่เพียงแค่สวมวิกและเปลี่ยนลักษณะการวางตัว ก็ทำให้คนๆหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปได้

สำหรับจอช ฮัทเชอร์สัน กับบทนำเช่นกัน ฉากที่ดูดีที่สุดน่าจะเป็นฉากร้องไห้ในรถขณะถูกพาตัวไปขึ้นรถไฟ ที่เขาร้องไห้ออกมาในขณะที่อารมณ์ของหนังกำลังเศร้าอยู่พอดี อารมณ์ของตัวละครมันเข้ากับอารมณ์ของหนังพอดี ส่วนฉากอื่นๆที่เหลือในหนัง จอชแสดงได้ดีกว่าเรื่องก่อนๆมาก แต่เมื่อเล่นคู่กับเจนนิเฟอร์ เขาโดนเจนนิเฟอร์ข่มเอาซะมาก สาเหตุหลักก็มาจากบทพีต้าของเขามีมิติความลึกที่น้อยกว่าบทแคทนิสของเจนนิเฟอร์

ทางด้านของวู้ดดี้ ฮาร์เรลสันกับบทเฮย์มิตช์ อเบอร์นาธี หนุ่มใหญ่ขี้เหล้าและที่ปรึกษาของแคทนิสและพีต้า ในส่วนของการติดเหล้าก็ดูเหมาะสมกับเขาเมื่อดูจากผลงานก่อนๆที่ผ่านมา แต่วู้ดดี้ก็แสดงอารมณ์ออกมาทางแววตาในหลายๆฉาก ก็เป็นอีกตัวละครหนึ่งที่ร่วมสร้างอารมณ์ให้กับหนัง

สำหรับเลนนี่ คราวิทซ์กับบทซินน่า แม้จะออกมาเพียงไม่กี่ฉาก แต่ก็นำความอบอุ่นมาให้กับตัวละครนี้ จุดเด่นของซินน่าที่เห็นได้ชัดเจนก็คือเปลือกตาด้านบนทั้งสองข้างทาสีทอง ดูเหมาะกับเลนนี่มากทีเดียว

และตัวละครสุดท้ายที่จะกล่าวถึงก็คือ เอฟฟี่ย์ ทริงเกต กับการแสดงของสาวอลิซาเบธ แบงค์ส ที่ดูดีเช่นเดียวกัน เธอมอบอารมณ์ของตัวละครที่เติบโตในแคปปิตอล แต่ก็ไม่ได้รังเกียจแคทนิสหรือพีต้าแต่ประการใด ตัวละครตัวนี้ทำให้เกิดความรู้สึกก้ำกึ่งว่าจะชอบหรือจะเกลียดดี สำหรับผมแล้วผมชอบตัวละครตัวนี้นะ เพราะทุกสิ่งที่เธอทำล้วนทำไปตามหน้าที่ ใครทำดีต่อเธอ เธอก็ดีตอบจนน่าแปลกใจ ส่วนใครทำไม่ดี ก็จะได้รับการบ่นด้วยคำว่า “นิสัย!” ดูไปก็น่ารักดีเหมือนกัน

สำหรับนักแสดงที่รับบทเครื่องบรรณาการ ที่โดดเด่นก็จะเป็นพวกมืออาชีพ ไล่ไปตั้งแต่ คาโต้ รับบทโดย อเล็กซานเดอร์ ลุดวิค หนุ่มคนนี้จำหน้าแทบไม่ได้ว่าเคยเล่นหนัง Race to Witch Mountain มาก่อน, โคลฟ รับบทโดย อิซาเบล เฟอร์แมน รายนี้สีหน้าเหี้ยมโหดเป็นเอกลักษณ์เด่น เด่นตั้งแต่เล่นเป็นเด็กนรกใน Orphan แล้ว และนอกเหนือจากพวกมืออาชีพ ดาราเด็กที่รับบท ริว อย่าง อแมนด์ล่า สเต็นเบิร์ก ก็เคยเห็นหน้ามาก่อนจาก Colombiana, เลียม เฮล์มเวิร์ธ น้องชายของคริส เฮล์มเวิร์ธ รายนี้ก็เคยแสดงนำกับแฟนสาวในชีวิตจริงอย่างไมลีย์ ไซรัสในหนัง The Last Song รวมทั้งบทเล็กๆใน Knowing, เวส เบนท์ลีย์ กับบทเซเนก้า เครน รายนี้จำได้ติดตาจากหนังสยอง P2 และสุดท้ายดารานักแสดงรุ่นใหญ่อย่างโดนัลด์ ซุทเธอร์แลนด์ กับบทประธานาธิดีสโนว์ นักแสดงเหล่านี้ต่างเป็นบทสมทบด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีฉากเด็ดๆให้แสดงฝีมือมากนัก

อีกหนึ่งจุดเด่นของหนังก็คือ การทำให้คนดูรู้สึกอย่างที่ตัวละครรู้สึก เช่น ฉากสัมภาษณ์ก่อนเริ่มเกม ที่แคทนิสเดินขึ้นเวทีพร้อมอารมณ์หูอื้อไปชั่วขณะ หนังก็ทำเสียงรอบข้างให้เบาลง เหมือนว่าคนดูกำลังหูอื้อตามไปด้วย, ฉากที่แคทนิสโดนตัวต่อแทร็คเกอร์ แจ็คเกอร์ต่อยเพื่อไล่เหล่ามืออาชีพให้หนีไป เธอเกิดอาการประสาทหลอน เดินโซซัดโซเซ ในฉากนี้หนังก็ทำภาพเหมือนแผ่นฟิมส์ตกร่อง ภาพตะกุกตะกัก ติดเป็นพักๆ ทำมุมกล้องให้มัวๆเอียงๆ พร้อมใส่เสียงประกอบวิ้งๆ เพื่อให้คนดูรู้สึกประสาทหลอนตามไปด้วย นี่เป็นก็เป็นวิธีหนึ่งที่หนังทำให้คนดูเกิดอารมณ์ร่วม

จุดด้อยของ The Hunger Games

เมื่อกล่าวถึงจุดเด่นไปแล้ว จะไม่กล่าวถึงจุดด้อยได้อย่างไร เพราะทุกสิ่งก็ต้องมี 2 ด้านเสมอ สำหรับ The Hunger Games เวอร์ชั่นภาพยนตร์ จะดูสนุกในตอนต้นของเรื่องไปจนถึงช่วงเวลาก่อนเริ่มเกม แต่หลังจากเกมเริ่มต้นขึ้น หนังออกจะเนือยๆไปซักนิด และไม่รู้ว่าจะกล่าวถึงอะไร ดูเหมือนไม่มีจุดมุ่งหมายที่แน่ชัด แต่หนังก็พยายามใส่ความตื่นเต้นเข้ามาประปราย ซึ่งก็พอจะทำให้สนุกได้เป็นพักๆ

อารมณ์ความสนุกในการแข่งขันก็ดูไม่ค่อยลุ้นเท่าไร มีแต่การหลบหนีกันไปมา คนดูไม่ลุ้นไปกับตัวละครใดๆ และนึกออกตั้งแต่เริ่มเกมว่า ยังไงแคทนิสก็จะต้องชนะการแข่งขัน แม้ว่าจะต้องเจออุปสรรคมากมาย ส่วนในฉากจบที่แคทนิสกับพีต้าจะปลิดชีวิตด้วยการกินผลเบอร์รี่พิษ และเกมเมกเกอร์ก็สั่งให้หยุดกิน พร้อมกับประกาศชัยชนะทันที ฉากนี้ก็ไม่ลุ้นเท่าไร อารมณ์ยังไม่ถึงอย่างที่คาดไว้

มุมกล้องบางตอนในหนังทำให้มึนหัวมากกว่าหนังที่ใช้มุมกล้องของตัวละครบางเรื่อง เช่นในฉากเข้าป่าของแคทนิสตอนต้นเรื่อง และฉากวันเก็บเกี่ยวที่เด็กๆเดินเข้าลานเพื่อรอฟังผล ดูไปก็มึนหัวไป ทำไมมันมึนหัวกว่าหนังอย่าง Chronicle นะ แต่มาคิดอีก ในฉากเดินเข้าลานเพื่อรอจับฉลากที่หนังทำกล้องมึนๆ ก็น่าจะสื่อถึงความตื่นตระหนกของหนุ่ม-สาวทั้งหลายที่ไม่อยากโดนเรียกชื่อ

บทสรุปสำหรับการรีวิวในครั้งนี้ ผมขอแนะนำให้ไปพิสูจน์ The Hunger Games กันเองในโรงภาพยนต์ หนังให้ข้อคิดกลับมาเยอะพอสมควร และดำเนินเรื่องด้วยอารมณ์เศร้าเป็นประเด็นหลัก สำหรับใครที่ดูหนังไม่ใช่เพื่อความบันเทิงอย่างเดียว เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม แต่ถ้าต้องการมาดูเพื่อความสนุก ตื่นเต้น หรือสะใจแล้วล่ะก็ The Hunger Games อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่คุณต้องการก็ได้

ระดับคะแนน


.

ตัวอย่างภาพยนตร์ The Hunger Games

รู้จักการแข่งขัน The Hunger Games กับคุณซี-ฉัตรปวีณ์ ตอนที่ 1

รู้จักการแข่งขัน The Hunger Games กับคุณซี-ฉัตรปวีณ์ ตอนที่ 2

รู้จักการแข่งขัน The Hunger Games กับคุณซี-ฉัตรปวีณ์ ตอนที่ 3

รู้จักการแข่งขัน The Hunger Games กับคุณซี-ฉัตรปวีณ์ ตอนที่ 4

รู้จักการแข่งขัน The Hunger Games กับคุณซี-ฉัตรปวีณ์ ตอนที่ 5

รู้จักการแข่งขัน The Hunger Games กับคุณซี-ฉัตรปวีณ์ ตอนที่ 6

รู้จักการแข่งขัน The Hunger Games กับคุณซี-ฉัตรปวีณ์ ตอนที่ 7

บทสัมภาษณ์ผู้กำกับแกรี่ รอสส์

บทสัมภาษณ์นักแสดงจาก The Hunger Games

บทสัมภาษณ์นักแสดงเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์

บทสัมภาษณ์นักแสดงจอช ฮัทเชอร์สัน

บทสัมภาษณ์นักแสดงเลียม เฮล์มเวิร์ธ

บทสัมภาษณ์นักแสดงอลิซาเบธ แบงค์ส

บทสัมภาษณ์นักแสดงอเล็กซานเดอร์ ลุดวิค

บทสัมภาษณ์นักแสดงอิซาเบล เฟอร์แมน

บทสัมภาษณ์นักแสดงอแมนด์ล่า สเต็นเบิร์ก

บทสัมภาษณ์นักแสดงวู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน

บทสัมภาษณ์นักแสดงเลนนี่ คราวิทซ์

บทสัมภาษณ์นักแสดงโดนัลด์ ซุทเธอร์แลนด์

บทสัมภาษณ์นักแสดงเวส เบนท์ลีย์

เบื้องหลังภาพยตร์ The Hunger Games

เพลงประกอบภาพยนตร์ เพลง Safe and Sound โดยเทย์เลอร์ สวิฟท์ Feat. The Civil Wars

ความเห็น
  1. พัค พูดว่า:

    ได้ไปดูระบบ 4DX มาหรือเปล่าค่ะ ถ้าดูแล้วรีวิวด้วยนะค่ะ ขอบคุณค่ะ🙂

    • mckmarvel พูดว่า:

      น่าเสียดายที่ผมดูรอบธรรมดาเฉยๆ ไม่ได้ดูแบบ 4DX เหตุผลก็เพราะผมติดงานที่พัทยาครับ เลยไม่ได้ไปดูที่พารากอน แต่ผมว่าแค่รอบธรรมดาเฉยๆ หนังก็ดูสนุกมากๆเลยนะ ที่ว่าสนุกนี่ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อหาและประเด็นที่หนังนำเสนอ ส่วนฉากแอ๊กชั่นต่างๆ เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบ เพราะฉะนั้นถ้าดูแบบ 4DX มันก็จะไม่ได้เพิ่มความมันส์ให้กับหนังเท่าไรในความคิดผม

  2. Berdych พูดว่า:

    เอิ่มขอติหน่อยนะครับ ตั้งแต่ผมอ่านมาตั้งแต่ต้นจนจบ
    ผมขอไม่เรียกบทความนี้ว่าบทวิจารณ์นะครับ เพราะ
    ดูยังไงๆมันก็เหมือนเขียนเล่าเรื่องตั้งแค่ต้นจนจบ และไม่
    make sense เลยซักนิด เหมือนสปอยหนังทั้งเรื่องมากกว่า
    แนะนำหัดดูหนังแล้ววิเคราะห์ครับ ไม่ใช่ดูแล้วจำแต่เนื้อเรื่อง
    มันมีอะไรที่ลึกมากกว่าที่คุณคิดการสร้างหนังซักเรื่องไม่ใช่เกี่ยวกับ
    นักแสดงอย่างเดียว และก็ไม่ได้ทำกันง่ายๆ

    • mckmarvel พูดว่า:

      ผมขอตอบคุณตามความเห็นที่ให้มาดังนี้

      การวิจารณ์ผลงานใดๆก็ตามจะมีอยู่ 2 ระดับคือ การพินิจ (Review) และการวิพากษ์วิจารณ์ (Criticism) โดยทั้ง 2 ประเภทนี้จะมีความแตกต่างกันตามคำกล่าวของ มาลี บุญศิรำพันธ์ ที่กล่าวไว้ว่า “การ Review เป็นการวิจารณ์ที่ผู้เขียนเพียงแต่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลงานที่ตนเขียนถึง และมักจะทำภายใต้เงื่อนไขเวลาที่จำกัด ในขณะที่ Criticism จะทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีเวลามากพอจะพิจารณาอย่างสุขุมรอบคอบในผลงานชิ้นนั้น”

      สำหรับบทความของผมเป็นเพียงการพินิจ (Review) ซึ่งก็เป็นเพียงการเขียนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลงานที่ผมได้ดูมา ดังนั้นจึงเป็นอย่างที่คุณว่า “เหมือนเขียนเล่าเรื่องตั้งแค่ต้นจนจบ” และผมก็ยอมรับในจุดนี้ดีครับ เนื่องจากผมยังไม่มีความเชี่ยวชำนาญในศาสตร์นี้อย่างลึกซึ้ง จึงอาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่ make sense และเหมือนสปอยหนังทั้งเรื่องมากกว่าตามที่คุณกล่าว

      สำหรับอีกประเภทหนึ่งของการวิจารณ์ซึ่งผมยังมีประสบการณ์ไม่เพียงพอ ได้แก่ การวิพากษ์วิจารณ์ (Criticism) ที่จะทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีเวลามากพอจะพิจารณาอย่างสุขุมรอบคอบในผลงานชิ้นนั้น เพราะต้องอาศัยความรู้ และความชำนาญในศาสตร์นั้นๆ มาอธิบายชี้ให้เห็นคุณค่าของงาน เป็นการให้ความในเชิงประเมินคุณค่า (Judgement) ซึ่งมันมีอะไรที่ลึกซึ่งอย่างที่คุณว่าจริงๆครับ ลึกกว่าที่ผมคิดเยอะ

      ขอบคุณที่สละเวลามาให้คำติชมนะครับ เพราะงานเขียนทุกชิ้นมีคำชมก็ต้องมีคำติอยู่เสมอ ผมขอนำคำติของคุณมาเป็นแรงผลักดันในการสร้างสรรค์งานเขียนดีๆต่อไปครับ

      ครั้งหน้าถ้าคุณมีโอกาสหรือเวลาว่าง ขอเชิญมาให้คำติชมงานเขียนของผมอีกนะครับ เพราะคนเขียนจะไม่มีรู้ว่าผลงานของตนดีหรือไม่ดี ถ้าไม่มีคนมาให้ความเห็น ขอบคุณอีกครั้งครับ

  3. Berdych พูดว่า:

    ครับยังไงก็สู้ๆนะครับ
    ผมก็เป็นคนที่ชอบดูภาพยนต์มากๆเหมือนกัน
    วันนึงอย่างน้อยต้องดูวันละเรื่อง แต่ผมก็จะ
    รอดูผลงานต่อๆไปนะครับ ขอโทษด้วยนะครับที่อาจใช้
    ภาษาที่ไม่ค่อยถนอมนํ้าใจ ด้านบน

    • mckmarvel พูดว่า:

      โอ้ยไม่เป็นไรเลยครับ พูดตรงๆจะได้เห็นภาพตรงๆ ผมว่าถ้าพูดอ้อมไปอ้อมมาจะทำให้เข้าใจอะไรได้ยากขึ้นนะ ไม่ว่าจะติหรือชม ผมยินดีอย่างยิ่งครับที่มีคนสนใจ ^_^

  4. Kennes พูดว่า:

    กลับกันนะผมว่า บทวิจารณ์หนังผมเห็นได้ทั่วไป ผมจะหาอ่านได้ทุกที่ แน่นอนล่ะ และแทบจะเหมือนกันทุกที่เลย แต่ผมว่านะ บทความนี้สำหรับคนที่ไม่ได้ดูอาจจะเป็นการสปอย แต่ถ้าผมรู้่ว่าคุณจะเขียนแนวนี้ ผมไปดูมาก่อน แล้วค่อยตามมาอ่านก็ได้ จริงๆผมชอบนะ คุณดูหนังแล้วคิดได้ลึกซึ้ง ผมดูผมยังไม่ได้คิดเท่านี้เลย 555 สงสัยดูหนังคราวหน้าต้องคิดให้เยอะๆแบบนี้ถึงจะอิน เอาเป็นว่าผมชอบการเขียนแบบนี้แล้วกัน (ปล. ผมไปดูภาคสองกับพี่ แล้วค่อยย้อนกลับมาดูภาคหนึ่ง แต่บางตอนก็ยังงงๆ พอมาเจอบทความนี้แล้วกระจ่างเลย ผมชอบนะ ทำต่อไปครับ)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s