MoViE On ThE TrIp ^#^#^ Hugo ^#^#^ พบกับภาพสวยอลังการ พร้อมเรื่องราวที่น่าประทับใจ

Posted: กุมภาพันธ์ 26, 2012 in หนังดราม่า, MoViE On ThE TrIp
ป้ายกำกับ:, , , , , , , , , ,

ดื่มด่ำบรรยากาศโรงหนังแบบหรูหรา ไปกับหนังภาพสวยๆในระบบ 3 มิติได้กับรีวิวนี้ เปิดเผยเนื้อหาสำคัญเล็กน้อย…

Hugo

Hugo

กลับมาอีกครั้งกับรีวิวหนังแบบไดอารี่ Movie On The Trip ครั้งนี้เป็นอะไรที่เนิ่นนานมาก ที่บอกว่าเนิ่นนานนี่ ความหมายก็คือ นานมากกว่าที่ผมจะได้มาเขียนให้อ่านกัน เพราะหนัง Hugo ที่ผมจะมาเล่าให้ฟังในครั้งนี้ ผมดูตั้งแต่วันจันทร์ที่แล้ว นับถึงวันที่เขียนก็ปาไปแล้วเกือบสัปดาห์ รู้สึกว่าความจำมันจะเลือนลางไปเยอะแล้ว แต่ผมจะสรุปให้ฟังเอาแบบย่อๆก็แล้วกันครับ ก่อนที่จะไปพบกับงานประกาศรางวัลออสการ์ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ (วันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2555) เอาล่ะครับ ไปเริ่มผจญภัยกันได้ในย่อหน้าถัดไปเลย…

ช่วงนี้ผมงานยุ่งมาก บอกได้เลยว่าอภิมหึมามหาโคตร ตะ ระ มาก!!! อยู่ที่ทำงานก็ทำงานจนตาโบ๋กันไปข้าง เพราะนั่งหน้าคอมทั้งวัน กลับมาที่ห้องก็ต้องมาเปิดคอมเพื่อทำงานส่วนตัวต่ออีก วันๆอยู่แต่หน้าคอม จนผมเป็น คอมอะโฮลิค ไปแล้ว น่าเบื่อชะมัด และผมก็วางแผนแล้วว่าจะลาออกจากงานประจำที่ชลบุรีประมาณปลายมีนาคมนี้ และกลับกรุงเทพถิ่นฐานของผม เหลืออีกประมาณเดือนกว่าๆ อดใจรอไม่ไหวแล้วอ่ะครับ

วันจันทร์ที่ผ่านมา ผมงานยุ่งมากแหละ แต่ก็อยากจะไปดูหนัง เพราะเห็นว่า Hugo มันอุตส่าห์เข้าโรงหนังในชลบุรีทั้งที โหย! กว่าจะมีหนังดีๆหลุดมาฉายซักเรื่องสองเรื่อง ได้โอกาสต้องรีบไปเสนอหน้าซักหน่อย ว่าแล้วผมก็วางแผนตั้งแต่ตอนกลางวันของวันจันทร์ วางแผนตอนทำงานอยู่นั่นแหละ ดูรอบหนัง และกะเวลาเลิกงาน พอเลิกงานปุ๊บ ก็กลับห้องก่อน เพื่อเตรียมสัมภาระไปดูหนัง สัมภาระที่ว่าก็คือ “เงิน” นั่นแหละ เผื่อได้อะไรติดมือกลับมาด้วย หลังจากนั้นก็โบกรถไปโรงหนัง ครั้งนี้ผมกลับไปดูหนังใกล้ๆกับ มูฟวี่ออนเดอะทริป ครั้งแรก แต่ผมมาดูโรงนี้หลายครั้งแล้ว โรงหนังที่ผมกล่าวถึงนี้ก็คือ SFX Cinema เซ็นทรัลเฟสติวัลพัทยาบีช นั่นเองครับ

ผมขึ้นรถมาลงลานโพธิ์ และโบกรถสองแถวต่อไปยังถนนเลียบชายหาด ครั้งนี้ดูอย่างถ้วนถี่ เพราะเดี๋ยวมันจะหลงเหมือนตอนไปดูสตาร์วอร์ส ถ้าหลงอีกตังไม่พอแน่ เพราะเอาติดมือมาแค่ห้าร้อยกว่าบาท ต้องไปหาไรเข้าปากด้วย ซื้อของด้วย เดี๋ยวจะไม่พอดูหนังเอา ผมนั่งในรถสองแถวที่เต็มไปด้วยฝรั่งทั้งคัน มีคนไทยอยู่ไม่กี่คนในรถ นั่งรับลมเย็นๆริมชายหาดตามทางที่รถเคลื่อนตัวไป บรรยากาศดีจริงๆ ทำงานมาเหนื่อยๆ มาเจอแบบนี้เป็นต้องสดชื่นขึ้นมาบ้าง

พอผมเห็นตึกสูงๆ ซึ่งมันก็คือโรงแรมฮิลตัน ผมก็กดกริ่งลงจากรถทันที ห้างเซ็นทรัลเฟสติวัลพัทยาบีชที่ผมมานี่ จะเป็นห้างใหญ่ที่สุดในชายหาดพัทยา ตั้งอยู่ริมหาดพัทยา มีแค่ถนนเล็กคั่นกลางเท่านั้น เดินข้ามถนนไปก็เจอหาดทราย และทะเลอันกว้างใหญ่แล้ว ตัวอาคารของเซ็นทรัลสาขานี้ ออกแบบได้อย่างสวยงามจริงๆ ดูหรูหราอลังการ ทางเดินเข้าห้างนี่โอ่โถงมากๆ และก็เหมือนเป็นระเบียงที่จะเผยให้เห็นชั้นใต้ดินที่อยู่เบื้องล่าง และอาคารเดียวกันนี้เองก็จะมีโรงแรมฮิลตัน ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวตั้งอยู่ด้านบน กับตัวอักษร H บนยอดตึก เดินตรงจากทางเข้าห้างไปก็จะพบกับลิฟท์แก้วที่ตั้งอยู่หน้าประตูห้าง ถ้าขึ้นลิฟท์แก้วตัวนี้ ก็จะเห็นบรรยากาศริมชายหาดได้ชัดเจนเลยทีเดียว แต่มันก็จะมีต้นไม้บังวิวบ้างเล็กน้อยนะครับ เมื่อเดินเข้าห้างไปแล้ว ก็จะเจอกับชาวต่างชาติมากมาย เหมือนว่าผมไปเดินอยู่ต่างประเทศ คนไทยกลายเป็นคนส่วนน้อยไปเลย เดินไปก็รู้สึกภูมิใจที่เมืองไทยมีห้างดังๆ เพื่อดึงดูดตังจากกระเป๋าชาวต่างชาติได้มากมาย 555+ ประเทศแกมีอย่างนี้หรือเปล่า… ^_^

อ่านไปนึกภาพตามกันออกหรือเปล่าเอ่ย ว่าจะเอาภาพมาให้ดูแต่เมมโมรี่ที่เคยถ่ายไว้ตอนมาครั้งแรกมันอยู่ที่กรุงเทพแล้ว ครั้งนี้ที่มาไม่ได้ถ่ายรูปหน้าห้าง เพราะเริ่มจะอายแล้ว มาครั้งแรกหน้ายังด้านอยู่ เลยอดดูบรรยากาศหน้าห้าง แต่ผมมีภาพอื่นๆ มาให้ดูนะ ไปติดตามกันต่อ…

ผมเดินไปอย่างชำนาญมาก เพราะมาห้างนี้หลายครั้งแล้ว เลยไม่กลัวว่าจะหลง แต่ครั้งแรกที่มาผมก็ไม่หลงนะ เดินดุ่มขึ้นชั้นบนๆ หาโรงหนังได้เลยทันที โดยโรงหนังที่จะแนะนำในครั้งนี้คือ SFX Cinema อีกหนึ่งความอลังการของโรงภาพยนตร์ในเครือ SF Cinema ประกอบไปด้วยโรงหนังหลายรูปแบบ ทั้งโรง First Class, โรงหนัง 😄 Theater 6D ซึ่งเป็นโรงหนัง 6 มิติ (ตอนแรกรู้สึกจะเป็นแค่ 4 มิติ แต่พอมีโรง 4 มิติที่พารากอนแล้ว เลยปรับโรงเป็น 6 มิติ พร้อมกันทั้งสาขานี้ สาขาภูเก็ต และสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และน่าจะเพิ่มเป็น 8 มิติเร็วๆนี้.. อิอิ) และ The Porch โรงหนังแบบเปิดโล่งรับลมเย็นๆริมชายหาดพัทยา ไอ้โรงที่ว่านี่ผมไม่เคยดูนะ แต่ซักวันต้องได้ดู รอมีตังเยอะๆก่อน ไปดูภาพคร่าวๆจากโรงหนังแห่งนี้กันดีกว่าครับ

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

ช่วงเวลาหลังเลิกงาน คนค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวครับ

อันนี้เป็นภาพที่ถ่ายระยะไกลก่อนจะเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นโรงหนัง ถ่ายมุมกว้างๆ โดยใช้กล้องมือถือถ่าย ภาพที่ได้ก็ไม่ค่อยชัดเท่ากับตอนไปดูโกสต์ไรเดอร์นะครับ เพราะตอนนั้นใช้กล้องมืออาชีพ ครั้งนี้ไม่พกกล้องมา เพราะมันดึกแล้ว จะสังเกตเห็นได้จากริมภาพด้านขวา ตัวอักษร😄 มันพล่าๆ ถ้ากล้องมืออาชีพหน่อย จะไม่พล่าอย่างนี้

ครั้งนี้ผมไม่ค่อยรีบเท่าไร เพราะรอบหนังที่ดูไว้ก็คือ Hugo 3D รอบเวลา 21.00 ตอนที่ผมไปถึงห้างก็ประมาณทุ่มนิดๆเอง เหลือเวลาตั้งเยอะ ก่อนที่จะไปเดินเล่นที่อื่นผมก็ไปซื้อตั๋วหนังรอไว้ก่อน ผมขึ้นบันไดเลื่อนที่เห็นในภาพด้านบนตรงตัวอักษร😄 นั่นแหละครับ มันจะมีบันไดเลื่อนขึ้นไปชั้นโรงหนัง ซึ่งเป็นชั้น 6 ของห้าง พอขึ้นมาแล้วก็เก็บภาพโรง😄 Theater ซักหน่อย แต่เป็นแค่บรรยากาศด้านหน้าเท่านั้น ไปดูจากในภาพกันเลย

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

โรงหนัง😄 Theater อยากลองมาดูซักครั้งครับ

จากในภาพมีคนพอประมาณ แต่ที่จริงมีคนเยอะกว่านี้มาก เพราะผมรอให้คนมันเดินกันออกไปก่อน มัวคุยกันเกะกะ ถ่ายภาพไม่ได้ซักที หุหุ… โรง😄 นี้มีคนดูเยอะเหมือนกันนะครับ มาแต่ละครั้งเห็นมีคนไปยืนออหน้าโรงทุกที ค่าบัตรก็ประมาณ 200 บาทครับ ไม่แพงอย่างที่คิด เดี๋ยวผมต้องลองไปใช้บริการมั่งแล้ว

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

โอ่โถง โอ่อ่า และอลังการมากครับท่านผู้อ่าน

ในภาพต่อไปก็ถัดจากภาพด้านบนครับ ด้านใกล้ๆของภาพก็จะเห็นเก้าอี้นั่งรอดูหนังแบบโซฟานุ่มๆ และก็แบบหินอ่อน สังเกตว่าแบบหินอ่อนไม่มีใครนั่งเลย ไปนั่งโซฟานุ่มๆกันหมด… ส่วนด้านไกลๆที่เห็นเป็นขั้นบันไดนั่นก็คือทางเดินเข้าโรงหนังครับ โดยก่อนเข้าไปก็จะมีพนักงานฉีกตั๋วคอยตรวจสอบ ส่วนด้านซ้ายไกลก็จะเป็นโรง First Class ครับ ซึ่งตามจินตนาการของผมมันน่าจะเป็นเก้าอี้ทองคำแท้ฝังเพชร ประดับโคมไฟระย้าให้แสงนวลเนียน พื้นทางเดินคริสตัลฝังมุกลาดยาวไปทั่วบริเวณ ผนังโรงประดับด้วยมรกตแวววาว จอภาพเป็นแบบซิลเวอร์เลี่ยมทอง การใช้บริการไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เดินเข้าไปและยืนเฉยๆ ทางเดินคริสตัลก็จะเลื่อนเอง พาเราไปยังเก้าอี้ทองคำฝังเพชรซึ่งจะยืดตัวมารองรับเรา โดยที่เราไม่ต้องก้มลงเพื่อจะนั่ง ไอ้ที่กล่าวมานี้คิดเอาเองนะ ไม่ได้มีจริงๆ… 555+

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

มุมขนมและเครื่องดื่มก็ยังดูโอ่อ่าเหมือนกัน

มาดูกันในส่วนต่อไปครับ จากในภาพจะเป็นแผนกขายเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว ที่จะมีทั้งป๊อบคอร์น น้ำอัดลม และอื่นๆคอยให้บริการ โดยจะอยู่ถัดจากโรง First Class ครับ แผนกขายอาหารและเครื่องดื่มของสาขานี้ทำออกมาได้ดูสวยงาม และสะอาดตามากทีเดียว ผมไม่ค่อยได้ซื้อป๊อบคอร์นก่อนเข้าไปดูหนังเท่าไร เลยไม่ค่อยได้ใช้บริการ แต่ผมเคยทำงานแผนกนี้นะครับ ผมเคยเป็นพนักงานอยู่ที่ SFX Central Plaza ลาดพร้าว ตอนเปิดห้างใหม่ๆ หลังจากที่ปิดรีโนเวชั่นไปร่วมครึ่งปี ใครเคยไปดูหนังที่นั่นก็คงจะเคยเห็นผมบ้างล่ะ.. สังเกตง่ายๆ พนักงานที่หน้าตาดีๆ นั่นแหละผม เพราะเค้าจะคัดหน้าตาด้วย ไม่ใช่แค่ประสบการณ์อย่างเดียว 555+ หลงตัวเองเนอะ

พอถ่ายรูปบรรยากาศโรงหนังซักเล็กน้อย ผมก็ไปซื้อตัวหนังทันที บ็อกซ์ออฟฟิศสาขานี้เป็นแบบเปิดโล่ง ไม่มีคิวไลน์ ไม่มีอะไรมาเกะกะใดๆทั้งสิ้น เดินตรงไปหาพนักงานได้เลยทันที ดูจากในภาพเอาละกันครับ

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

และนี่ก็เป็นช่องขายตั๋วครับ ไม่มีอะไรมาวางเกะกะใดๆทั้งสิ้น

ผมก็เดินเข้าไปซื้อตั๋วหนัง Hugo 3D รอบเวลา 21.00 ราคาไม่แพงเท่าไรครับ 240 บาท ถ้าเทียบกับโรงหนังสวยๆอย่างนี้ ก็เหมาะสมกับราคาแล้วครับ ดูหนังซาวด์แทร็คแบบได้บรรยากาศมากๆ เพราะมีแต่ฝรั่งเต็มไปหมด 555+

พอผมซื้อตั๋วหนังเสร็จแล้ว ก็เหลือเวลาอีกชั่วโมงกว่าๆ จึงเก็บบรรยากาศรอบๆอีกซักนิด ข้างๆบ็อกซ์ออฟฟิศขายตั๋วด้านซ้ายก็จะเป็น SF Strike Bowl ครับ และถัดจากนั้นไปด้านซ้ายก็จะเป็นด้านหน้าของโรง The Porch ที่เป็นโรงหนัง Open Air โดยจะใช้ระบบเสียงพิเศษที่สามารถได้ยินเสียงจากหนังได้ชัดเจน แม้จะไม่มีผนังปิดกั้น โดยเราจะได้บรรยากาศการดูหนังแบบริมชายหาด ได้รับลมเย็นๆจากริมชายหาด ไปพร้อมกับการดูหนังดังๆ เก้าอี้จะเป็นแบบเก้าอี้ชายหาดเลยครับ เดี๋ยวถ้าผมได้ดูเมื่อไรจะเก็บบรรยากาศมาฝาก แค่คาดว่าเค้าจะไม่ให้ถ่ายภาพในโรงน่ะสิ ไปดูภาพด้านหน้าโรงกันดีกว่า

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

บริการเครื่องดื่มสำหรับรอดูหนังโรง The Porch หรือสั่งเข้าไปทานในโรง

นี่เป็นบาร์ที่อยู่หน้าโรงหนัง The Porch ครับ ดูหรูหราอลังการมากเลย ราคาตั๋วหนังสำหรับโรงนี้เท่าที่ทราบมาประมาณ 600 บาทนะครับ จำไม่ได้ว่าเก้าอี้เดียวหรือแพ็คคู่ ส่วนเครื่องดื่มนี่เสียตังหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ไปดูภาพทางขึ้นโรงหนัง The Porch กันดีกว่าครับ

ทางขึ้นโรง The Porch

เดินขึ้นจากจุดนี้ไปก็จะเจอโรง The Porch และบาร์เครื่องดื่ม

จากภาพด้านบน เป็นบันไดขึ้นโรง The Porch ครับ อยู่คนละด้านกับบันไดเลื่อนที่มีอักษร😄 ติดไว้นั่นแหละ โดยเมื่อขึ้นไปก็จะเจอโรงด้านซ้าย และจะมีบาร์อยู่ด้านหน้า ด้านขวาก็ไปบ็อกซ์ออฟฟิศขายตั๋วที่เห็นจากภาพที่ผ่านมานั่นเองครับ สำหรับภาพต่อไปก็จะมาดูโล้โก้โรงหนังนี้กันให้ชัดๆกันเลย

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

โลโก้ SFX Cinema เห็นเด่นชัดแต่ไกล

โลโก้ SFX Cinema นี้จะอยู่ตรงกลางระหว่างบันไดทั้ง 2 ฝั่ง สังเกตได้จากภาพระยะไกลภาพแรก ด้านซ้ายจะเป็นบันไดทางขึ้นโรง The Porch ส่วนด้านขวาจะเป็นบันไดเลื่อนที่มีตัวอักษร😄 ติดไว้นั่นเอง โดยด้านหลังของโลโก้ก็จะเป็นที่นั่งพักผ่อนก่อนเข้าโรงของ The Porch ด้วยครับ

เมื่อถ่ายรูปโรงหนังได้พอสมควร ผมก็เดินลงบันไดเลื่อนลงมา และมานั่งพักซักแป๊บ ก่อนที่จะไปร้านโปรด บูมเมอแรง ซึ่งสาขานี้จะอยู่ที่ชั้น 3 ตอนดูสตาร์วอร์สผมก็มาแวะไปครั้งนึงแล้ว และได้หนังติดไป 5 เรื่อง มาครั้งนี้ เอาเงินมาน้อย คงได้ไปนิดเดียวแหละครับ

ผมเดินลงมาที่ชั้น 3 จะอยู่บริเวณกลางๆห้าง ครั้งนี้มีภาพหน้าร้านมาฝากด้วยนะ กว่าจะถ่ายได้ก็นานเหมือนกัน เพราะไอ้พวกฝรั่งมันเดินเพ่นพ่านกันเหลือเกิน เดินแล้วยังมัวหยุดคุยกันอีก เสียเวลาทำมาหากินซะจริงๆ… ไปดูภาพหน้าร้านบูมเมอแรงสาขานี้กันดีกว่า

ร้าน Boomerang สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัลพัทยาบีช

กว่าจะได้ภาพนี้มานานน่าดูเลยครับ เพราะต้องรอจังหวะปลอดคน

จากภาพก็จะเห็นทางเข้าของร้านที่ดูเรียบง่าย ตอนถ่ายนี่ไม่มีคนในร้านเลยนะ แต่พอผมเดินเข้าร้านปุ๊บ ไม่รู้มาจากไหนกันเยอะแยะ เหมือนรอผมเปิดประเดิมก่อน แล้วค่อยเข้าตามมาเป็นเพื่อนหรือเปล่า?

มาครั้งนี้ด้วยงบประมาณจำกัด จึงไม่เสียเวลาดูหนังออกใหม่ เพราะมันแพง ที่จริงผมก็ไม่ค่อยได้ซื้อหนังแผ่นออกใหม่ซะเท่าไรอยู่แล้ว หนังใหม่ๆก็เก็บตามโรงหนังเป็นส่วนใหญ่ พอลงแผ่นก็ยังไม่ซื้อหรอก รอนานๆ ลดแล้วลดอีก ค่อยซื้อ! นอกจากเกิดกิเลสถึงจะซื้อ ก่อนอื่นผมก็ไปด้อมๆมองโซนหนังสยองก่อนเป็นอันดับแรก อิอิ… เอาภาพบรรยากาศในร้านมาฝากภาพนึงด้วย ไม่ค่อยกล้าถ่ายเท่าไร เห็นยามของห้างมายืนด้อมๆมองๆ อยู่หน้าร้าน เค้าคงนึกว่าผมจะมาปล้นร้านหรือเปล่า?

บรรยากาศภายในร้าน

มีหนังหลากหลายแนวจัดเป็นหมวดหมู่ให้เลือกหยิบซื้อ

หนังที่สาขานี้เยอะพอสมควรนะครับ มาครั้งนี้ผมอยากได้หลายเรื่องอยู่เหมือนกัน ตอนแรกหยิบมาเรื่องนึงจะไปจ่ายเงิน แต่นึกขึ้นได้ เอ๊ะ!.. เรื่องนี้ซื้อไปแล้วนี่หว่า เลยเอาไปเก็บ ผมมักขี้ลืมเสมอว่าซื้อเรื่องไหนไปแล้วบ้าง เพราะซื้อไปก็มักเอาไปหมกไว้ในห้อง รอเวลาว่างค่อยหยิบมาดู ซึ่งช่วงนี้ก็ไม่ค่อยว่าง เลยไม่ได้ดู… พอเอาเรื่องนั้นไปเก็บแล้ว ผมก็เดินวนไปวนมาอีกหลายรอบ คำนวนราคากับตังที่มี ตกลงได้หนังมา 2 เรื่อง เรื่องละไม่เกินร้อยเหมือนเดิม รวมราคาก็เกือบสองร้อยบาท ยังพอมีเงินกลับ…

พอซื้อเสร็จก็เดินเตร็ดเตร่ทั่วห้าง มองตังที่เหลือก็รู้เลยว่ามีไม่พอหาอะไรกิน โชคดีที่กินข้าวก่อนที่จะขึ้นรถ ไม่งั้นต้องหิวมากแน่ๆ เพราะกินในห้างหรูๆอย่างนี้ต้องมีเงินเยอะๆถึงจะอิ่ม!

ผมเดินไปทุกชั้น ทุกซอก ทุกหลืบ เดินวนไปวนมา จนยามคนเดิมที่มองหน้าร้านบูมเมอแรงเริ่มมอง เค้าคงมั่นใจว่า ไอ้นี่มันต้องวางแผนปล้นห้างแน่เลย? 555+ ก็ไม่มีอะไรทำอะ เลยขึ้นๆลงๆหลายชั้น…

เมื่อใกล้เวลาหนังฉาย ผมก็เดินขึ้นไปชั้น 6 และไปนั่งรอที่โซฟานุ่มๆ ปล่อยให้เก้าอี้หินอ่อนยังว่างอยู่เช่นเดิม สงสารอ่ะ ไม่มีใครสนใจมันเลย… T_T — พอได้เวลาเข้าโรงผมก็เดินไปหาพนักงานฉีกตั๋ว และเดินเลี้ยวไปด้านซ้ายของของบันไดที่เห็นในภาพด้านบนๆ ผมเดินไปเข้าโรง 7 เป็นโรง 3 มิติที่ดูโอ่โถงและสะอาดตา และก็มาถึงช่วงรีวิวหนังกันแล้วครับ ขอนำเสนอเรื่องราวเล็กน้อยๆจากหนังได้ ณ บัดนี้…

Hugo 3D Ticket

พาสปอร์ตสำหรับหนัง Hugo 3D ณ SFX Cinema @ Central Festival Pattaya Beach

ก่อนจะดูหนังแต่ละครั้งก็มักจะมีตัวอย่างหนังเสมอ ครั้งนี้ตัวอย่างหนังแต่ละเรื่อง ได้สร้างกิเลสให้ผมอีกแล้ว โหย! น่าดูหลายเรื่องเลยอ่ะ เสียตังอีกแล้ว… วันหลังเข้าโรงสายๆดีกว่า จะได้ไม่เกิดกิเลส!!!

ในครั้งนี้ผมจะไม่เล่ารายละเอียดมากมายนะครับ เพราะจำไม่ค่อยจะได้ เนื่องจากผ่านมาจะสัปดาห์แล้วเพิ่งจะได้เริ่มเขียนรีวิว เลยขอมาสรุปคร่าวๆ เพื่อบอกว่าหนังมีดีอะไร และทำไมถึงเข้าชิงออสการ์ตั้งหลายสาขา

หนัง Hugo ที่ผมมาดูในครั้งนี้เป็นระบบ 3 มิติด้วยครับ ผมไม่ค่อยเห็นหนังเข้าชิงออสการ์หลายรางวัลที่ฉายในระบบ 3 มิติซักเท่าไร รู้สึกเรื่องนี้จะเป็นเรื่องแรกๆ ที่นอกจากจะเข้าชิงสาขาทางด้านภาพ ด้านเสียง การตัดต่อต่างๆแล้ว หนังยังเข้าชิงสาขาผู้กำกับ และภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย นับว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว และผมก็จะได้รู้ต่อจากนี้แล้วว่า มันเหมาะสมอย่างนั้นจริงหรือเปล่า

Hugo เริ่มเรื่องมาด้วยการเล่นภาพที่พาเราไปพบกับสิ่งต่างๆ เหมือนกับเอากล้องวางไว้หน้ารถ และแล่นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆตามรายทางไปเรื่อยๆ นอกจากความสวยงามของฉากต่างๆที่ได้เห็นแล้ว 3 มิติในส่วนนี้เป็นอะไรที่สวยงามมาก แม้ว่ามันจะเป็นแค่ช่วงสั้นๆตอนต้นเรื่อง แต่ก็จำได้ติดตาเลยทีเดียว

เรื่องราวของ Hugo กล่าวถึงเด็กชายคนหนึ่งชื่อ อูโก้ คาร์เบรต์ อยู่กับพ่อนักประดิษฐ์ที่ไปพบหุ่นตัวหนึ่งเข้าในพิพิธภัณฑ์ จึงนำหุ่นตัวนั้นมาซ่อม โดยในระหว่างซ่อมยังไม่สำเร็จดี พ่อของอูโก้ก็จากโลกนี้ไป ทำให้อูโก้ต้องไปอยู่กับลุงแก่ขี้เหล้า ที่ทำหน้าที่ปรับเวลาของนาฬิกาในสถานีรถไฟ อูโก้มีหุ่นที่ยังซ่อมไม่เสร็จเป็นสิ่งที่ทำให้เขาระลึกถึงพ่อที่จากไปแค่อย่างเดียว

ในแต่ละวันอูโก้ต้องคอยทำหน้าที่ปรับเวลานาฬิกาของสถานีให้เที่ยงตรง เพราะลุงมัวกินแต่เหล้า เลยไม่ได้ทำหน้าที่ และในทุกครั้งอูโก้ก็จะเก็บส่วนประกอบของฟันเฟืองที่เจอ เพื่อเอามาซ่อมหุ่นของเขา แม้กระทั่งขโมยเขาก็ทำ และในครั้งหนึ่งที่เขาแอบจะไปขโมยหนูไขลานของร้านชายแก่คนหนึ่ง เขาก็ถูกจับได้ และโดนริบสมุดจดแม่แบบการซ่อมที่ตกทอดมาจากพ่อของเขาไป ทำให้ทุกวันอูโก้ต้องคอยมาแวะเวียนเพื่อมาทวงเอาสมุดเล่มนี้คืน

การคอยมาทวงสมุดคืนหลายครั้ง ทำให้อูโก้ได้รู้จักกับหญิงสาวที่เป็นลูกบุญธรรมของชายแก่เจ้าของร้าน ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ ที่เรื่องราวไม่มีอะไรมาก ฉากในหนังก็มีเพียงแค่สถานีรถไฟ บ้านของชายแก่ แต่นั่นก็สร้างความประทับใจได้ในตอนท้ายๆของเรื่อง

ตั้งแต่เริ่มเรื่องมา หนังไม่ค่อยจะมีบทพูดเท่าไร เป็นการนำเสนอภาพจุดต่างๆซะมากกว่า ซึ่งก็สวยงามในแบบ 3 มิติ บทสนทนาในเรื่องก็ไม่ได้กินใจอะไรมากมาย ทำให้ผมคิดว่า เอ๊ะ! หนังมันจะเป็นอย่างนี้ไปจนจบเรื่องหรือเปล่าเนี่ย! ฝรั่งที่นั่งข้างๆผมเริ่มพึมพำๆ กับเพื่อนแล้ว ประมาณว่าหนังไม่เห็นมีอะไรเลย กล่าวถึงแต่เด็กที่มัวแต่ซ่อมหุ่น ชายแก่หน้าโหดๆ นายสถานีที่เอาแต่ตามล่าเด็กกำพร้า ตัวละครก็มีแค่นี้ เนื้อเรื้่องก็มีแค่นี้ หนังมันสนุกตรงไหน!

ผมก็เริ่มคิดอย่างนั้นเล็กๆเหมือนกัน และเริ่มง่วงนิดๆ เพราะมันก็ดึกแล้ว แต่พอเริ่มผ่านไปกลางๆเรื่อง หนังก็เริ่มโยงเรื่องราวให้เห็นว่า สาเหตุที่ชายแก่เจ้าของร้านริบสมุดแม่แบบนั้นไปมันคืออะไร ซึ่งนั่นก็ทำให้เนื้อเรื่องดูสนุกขึ้นมาอีกนิด เด็กน้อยอูโก้ก็เริ่มขุดคุ้ยเรื่องราวของชายแก่ และทั้งหมดก็เกี่ยวเนื่องกับหุ่นตัวนั้นด้วย

ตัวละครในหนังเรื่องนี้มีแค่ไม่กี่ตัว แต่สร้างเอกลักษณ์ได้หลายตัวมาก ตั้งแต่บทนายสถานีที่วันๆก็ไม่ทำอะไร คอยจับผิดเด็กคนนู้นคนนี้ และเมื่อพบว่าเป็นเด็กกำพร้าก็จะส่งไปให้สถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่งทำให้ทั้งเรื่อง อูโก้ต้องคอยหลบชายคนนี้ตลอด ขอชื่นชมการแสดงของซาชา บารอน โคเฮ็น ที่เล่นเป็นนายสถานีได้เป็นเอกลักษณ์มาก ไม่น่าเชื่อว่านักแสดงที่เล่นแต่หนังตลก ตั้งแต่หนังเปิดตัวชื่อยาวๆอย่าง Borat: Cultural Learnings of America for Make Benefit Glorious Nation of Kazakhstan หรือหนัง Brüno ที่รับบทแต๋ว ซาชามาเล่นเป็นนายสถานี้ได้มีมาดมากๆ แม้ว่านายสถานีจะดูโหด แต่ก็เกลียดไม่ลงจริงๆ เหมือนเป็นการทำตามหน้าที่ซะมากกว่า

ส่วนตัวละครหลักทั้ง 2 ในบทอูโก้ และอิซาเบล เล่นได้เหมาะสมกับวัย อูโก้รับบทโดยเอซ่า บัตเตอร์ฟีลด์ ส่วนอิซาเบลรับบทโดยโคลอี้ โมเร็ตซ์ รายหลังนี่เราเจอกับเธอมาหลายเรื่องแล้ว ทั้งใน Kick-Ass และ Let Me In หรือการพากย์เสียงเล็กในหนังการ์ตูน Bolt

ตัวละครอีก 2 ตัวที่น่ารัก ก็คือ โดยริชาร์ด กริฟฟิธส์ รับบทมองซิเออร์ฟริค และฟรานเชส เดอ ลา ทัวร์ รับบทมาดามเอมิลี่ ที่ผมมองหน้าครั้งแรกก็จำได้เลยว่า นักแสดงทั้งสองมาจากหนังแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยริชาร์ด เล่นเป็นเวอร์นอน เดอร์สลีย์ในหนังแฮร์รี่หลายภาค และฟรานเชส เล่นเป็นมาดามแม็กซีม ในหนังแฮร์รี่ภาค 4 — เรื่องราวความรักของ 2 ตัวละครมองซิเออร์และมาดามในหนัง ใช้สุนัขเป็นสื่อ เข้าทำนอง Love Me Love My Dog เราไม่ค่อยเห็นความรักในแบบสูงอายุซักเท่าไร พอได้เห็นก็บอกได้ว่า น่ารักอ่ะ! ความรักไม่จำกัดวัยจริงๆ

อีก 2 ตัวละครที่น่าสนใจก็คือ บทชายแก่เจ้าของร้านหรือ จอร์จ เมลิเยร์ ที่มีประวัติแต่หนหลังเป็นผู้กำกับชื่อดัง และภรรยาสาวที่เคยร่วมกันทำงานในหนังหลายเรื่องด้วยกันมา ทั้งสองตัวละครนี้รับบทโดย 2 นักแสดง เบน คิงส์ลีย์ และเฮเล็น แม็คโครรี่ เป็นการแสดงที่มีพลังจริงๆ โดยเฉพาะบทภรรยาของชายแก่เจ้าของร้านหรือ มาม่า ฌอน เธอเล่นได้สมบทบาทมาก

เมื่อหนังจบลง สรุปเรื่องราวที่ดำเนินมาทั้งหมดว่ากล่าวถึงอะไร และเกี่ยวข้องอะไรกับหุ่น ผมรู้สึกอิ่มเอมกับเรื่องราวของหนังจริงๆ หนังเล่าเรื่องราวแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน บทสนทนาก็ไม่มีอะไรหวือหวา แต่สร้างความประทับใจได้ เมื่อเรื่องราวทั้งหมดคลี่คลาย

ผมอยากให้ลองไปดูหนังเรื่องนี้ เริ่มเรื่องมาจนถึงกลางเรื่องก็อย่างที่บอกไป หนังมันดูไม่มีอะไร แต่พอเล่นไปได้กลางๆเรื่อง พลังของหนังกลับเพิ่มขึ้นมาอย่างมาก และเพิ่มขึ้นไปจนถึงท้ายสุดของเรื่อง ส่วนความสวยงามทางด้านภาพนับว่าตื่นตาจริงๆ หนังใช้ระบบ 3 มิติได้อลังการ ไม่คิดว่าหนังที่มีสถานที่ในเรื่องแค่ไม่กี่ฉาก แต่ให้ความสวยงามของภาพได้ดีเพียงนี้ ที่เข้าชิงตั้งหลายสาขานั่น ก็มอบให้ไปเถอะ ส่วนเรื่องผู้กำกับ กับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ต้องไปเปรียบกับเรื่องอื่นๆอีกที เพราะผมมั่นใจว่าหนังเรื่องอื่นก็มีดีไม่แพ้กัน

ผมออกจากโรงด้วยความประทับใจ ฝรั่งที่นั่งข้างๆผมที่บ่นพึมพำตอนแรกๆ ยิ้มเลยทีเดียว และพูดกับเพื่อนว่าไม่เสียดายที่เลือกมาดูหนังเรื่องนี้ ลองมาดูหนังเรื่องนี้ละกันนะครับ

Cinema Exit

เดินออกจากโรงหนังด้วยความประทับใจครับ

ถือว่าเป็นการเข้ามาจับหนังรางวัลอีกครั้งของผู้กำกับมาร์ติน สกอร์เซซี่ ที่เคยเข้าชิงออสการ์สาขาผู้กำกับมาแล้ว 6 ครั้ง จนได้รับออสการ์จากการเข้าชิงครั้งที่ 6 กับหนังเรื่อง The Departed ซึ่งเป็นหังที่ดัดแปลงโครงเรื่องมาจากหนังฮ่องกง Infernal Affair II มาในครั้งนี้ผู้กำกับสกอร์เซซี่ก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงผู้กำกับยอดเยี่ยมเป็นครั้งที่ 7 จากเรื่อง Hugo แต่เป็นการเข้าชิง 2 สาขาเหมือนกับปี 1991 เรื่อง Goodfellas โดยในปี 1991 ผู้กำกับสกอร์เซซี่เข้าชิงทั้งผู้กำกับยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ส่วนในปีนี้เข้าชิงผู้กำกับยอดเยี่ยม และสาขาใหญ่สุดภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เนื่องมาจากผู้กำกับสกอร์เซซี่ทำหน้าที่อำนวยการสร้างด้วย

บทสรุปการรีวิวหนังย่อๆในครั้งนี้ ขอสรุปว่า Hugo มีการดำเนินเรื่องอย่างง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เป็นการเล่าเรื่องแบบ “น้อยแต่เฉียบคม” เต็มไปด้วยตัวละครที่โดดเด่น และการนำเสนอภาพที่สวยงามไปตลอดทั้งเรื่อง นอกจากภาพที่สวยงามอยู่แล้ว หนังยังได้ระบบ 3 มิติมาเพิ่มความสวยงามของภาพอีกขั้น ทำให้การดูหนังในครั้งนี้ของผมรู้สึกอิ่มเอม

เรื่องนี้ผมให้เกรด B+
★★★★1/4
คะแนน 8 เต็ม 10

.

ตัวอย่างภาพยนตร์ Hugo

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s