สรุปสถิติภาพยนตร์ในอเมริกาทั้งหมดที่เกิดขึ้นประจำปี 2011

Posted: กุมภาพันธ์ 11, 2012 in สถิติบ๊อกซ์ออฟฟิศ
ป้ายกำกับ:,

ผ่านปี 2011 ไปเป็นที่เรียบร้อย ด้วยรายได้ทั้งปีที่ตกลงจากปี 2010 เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งต้องขอบคุณผลงานหลายเรื่องที่ช่วยกันโกยรายรับให้กับแต่ละสตูดิโอ ทำให้สตูดิโอทั้งหลายยังยิ้มออก แม้ว่าจะต้องเจอปัญหาภัยธรรมชาติ ภัยก่อการร้าย และอื่นๆ ที่เป็นตัวลดความอยากไปดูหนังของประชาชน

สรุปรายได้ตลอดทั้งปี อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในอเมริกาสร้างยอดรายได้เกิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 โดยรายรับของปี 2011 สูงสุดเป็นอันดับที่ 3 ตลอดกาล โดยทำไว้ที่ตัวเลข 10,173.9 ล้านดอลลาร์ เทียบรายได้กับปีก่อนๆตามตารางดังต่อไปนี้

ตารางที่ 1 แสดงรายได้รวมประจำปีตั้งแต่ปี 2007-2011

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

จากตารางจะเห็นว่ารายได้ของปี 2011 มียอดรวมที่น้อยกว่าปี 2010 และปี 2009 แต่ถึงอย่างไรก็ยังทำรายได้เกิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ และหนังที่ฉายปลายปี 2011 หลายเรื่องก็น่าจะทำให้รายได้รวมของปี 2012 เกิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์อีกครั้ง

จากรายได้ทั้งปี 2011 ที่ทำไปกว่าหมื่นล้านดอลลาร์นั้น เมื่อแจกแจงรายได้เป็นไตรมาสเทียบอันดับ 5 ปีต่อเนื่อง ก็จะได้รายละเอียดตามตารางดังต่อไปนี้

ตารางที่ 2 แสดงรายได้รวมรายไตรมาสประจำปี 2007-2011  (หน่วยเป็นล้านดอลลาร์)

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

สาเหตุหลักที่ทำให้รายได้รวมปี 2011 ออกมาเป็นตัวเลขที่น้อยกว่าทั้งปี 2010 และปี 2009 ก็มาจากรายได้ในไตรมาสที่ 1 ทำรายได้รวมได้น้อยมากๆ จากตารางด้านบนจะเห็นว่า ไตรมาสที่ 1 ของปี 2011 ทำรายได้ไปเพียงแค่ 2,095.7 ล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าปี 2008 และ 2007 อีกด้วย แต่หลังจากผ่านไตรมาสแรกไปแล้ว รายได้ในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปี 2011 ก็ทำ High Record ทันที แต่ก็มาพลาดอีกครั้งในไตรมาสสุดท้ายของปี ทำให้รายได้รวมทั้งปีลดน้อยกว่าปี 2010 ไป 3.7% และน้อยกว่าปี 2009 ประมาณ 4% แต่ก็ยังมากกว่าปี 2008 อยู่ 5.6% และมากกว่าปี 2007 อยู่ 5.3%

คราวนี้มาแจกแจงยอดรายได้ตามฤดูฉายในอเมริกาเทียบอันดับ 5 ปีต่อเนื่องกันบ้าง ฤดูฉายหลักๆแล้วมี 3 ฤดูฉาย คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง แต่ถ้าแบ่งยิบย่อยไปอีก จะมีด้วยกัน 5 ฤดูฉาย โดยแบ่งออกจากฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้ร่วงอีกที รายละเอียดตามตารางด้านล่าง

ตารางที่ 3 แสดงรายได้รวมแบ่งตามฤดูฉายประจำปี 2007-2011  (หน่วยเป็นล้านดอลลาร์)

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

อย่างที่รู้กันอยู่ว่าฤดูฉายซัมเมอร์เป็นรายได้หลักของแต่ละปี เหตุผลหลักก็คือ มันเป็นช่วงเวลาที่โรงเรียนปิดเรียน ซึ่งหนังแต่ละเรื่องก็จะได้ฐานคนดูจากหลายวัย ตั้งแต่เด็กเล็กๆไปจนวัยชรา ซึ่งต่างจากฤดูฉายใบไม้ผลิและใบไม้ร่วงที่จะมีกลุ่มวัยรุ่นเรื่อยไปจนถึงเด็กในจำนวนที่น้อย อีกทั้งซัมเมอร์ยังกินระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 4 เดือน ดังนั้นหนังแต่ละเรื่องที่เปิดตัวในช่วงนี้จึงถูกคาดหมายเอาไว้สูงมากๆ ซึ่งในปี 2011 ก็มีการเปิดตัวหนังในช่วงซัมเมอร์แบบท๊อปฮิตทั้งนั้น และในที่สุดก็ทำให้รายได้รวมฤดูฉายซัมเมอร์ประจำปี 2011 สร้างสถิติสูงสุดตลอดกาลครั้งใหม่ทันที โดยสถิติเดิมก็เป็นของปี 2009 นั่นเอง

สำหรับสถิติที่นำมากล่าวในตารางแจกแจงรายได้ตามฤดูฉายด้านบนนี้เป็นการคำนวนแบบดิบๆ ตัดยอดเมื่อสิ้นเดือนนั้นๆ หากคำนวนตามความหมายของแต่ละฤดูฉายแล้ว ตัวเลขจะต่างจากนี้ กล่าวคือ สถิติสูงสุดตลอดกาลที่ซัมเมอร์ปี 2011 ทำไว้จะเริ่มนับจากวันที่ 6 พฤษภาคม 2011 ซึ่งเป็นวันจันทร์แรกของเดือนพฤษภาคม ไปจนถึงสัปดาห์วันแรงงาน ในวันที่ 5 กันยายน 2011 ตัวเลขรายได้จะเป็น 4,325.9 ล้านดอลลาร์ ส่วนสถิติซัมเมอร์สูงสุดครั้งก่อนในปี 2009 จะเริ่มนับจากวันที่ 1 พฤษภาคม 2009 ไปจนถึงวันที่ 7 กันยายน 2009 ตัวเลขรายได้จะเป็น 4,304 ล้านดอลลาร์

มาต่อกันที่สถิติรายได้แจกแจงรายเดือนเทียบอันดับ 5 ปีต่อเนื่องกันต่อ ในปี 2011 มีการสร้างสถิติสูงสุดครั้งใหม่อยู่หลายเดือนด้วยกัน รายละเอียดตามตารางด้านล่าง ตัวเลขหลังช่องรายได้ในแต่ละเดือนคืออันดับในตารางรายได้ที่เดือนนั้นถือครอง

ตารางที่ 4 แสดงรายได้รวมรายเดือนประจำปี 2007-2011  (หน่วยเป็นล้านดอลลาร์)

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

เมื่อแจกแจงรายละเอียดรายเดือนแล้วก็จะเห็นได้ว่าเดือนไหนทำรายได้ให้กับปีนั้นๆไปมากที่สุด โดยเดือนที่ทำรายได้ให้กับปี 2011 ไปมากที่สุดก็คือเดือนกรกฎาคม ซึ่งสถิติที่ทำไว้ 1,395.1 ล้านดอลลาร์นั้น ยังทำสถิติเดือนกรกฎาคมสูงสุดตลอดกาล และทำสถิติรายได้รายเดือนสูงสุดตลอดกาลอีกด้วย

ถ้าอ้างอิงจากตารางแจกแจงรายได้รายเดือนข้างบน ช่วงที่ทำรายได้รายเดือนมากที่สุดก็จะเป็นช่วงซัมเมอร์ ซึ่งอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคมนั่นเอง และถ้าว่ากันถึงช่วงซัมเมอร์อย่างเดียว เดือนที่ทำรายได้ในแต่ละปีสูงสุดก็จะเป็นเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นเดือนวันชาติของอเมริกา ส่วนเดือนที่ทำรายได้ให้กับซัมเมอร์น้อยสุดในแต่ละปีก็คือเดือนสิงหาคม ในส่วนของเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมที่อยู่ในช่วงฮอลิเดย์ ก็จะเป็นอีกช่วงที่ทำรายได้ให้กับปีนั้นได้ดี

เมื่อเทียบจากรายได้รวมของปี 2009-2011 จากตารางที่ 1 แล้ว จะเห็นว่าปี 2011 เปิดปีมาอย่างไม่ดีนัก ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม นั่นคือไตรมาสแรกของปี 2011 ทำรายได้น้อย ดังรายละเอียดในตารางที่ 2 แต่เมื่อหลุดช่วงนี้มาก็คว้าแชมป์เดือนเมษายน, พฤษภาคม ก่อนที่จะร่วงไปเล็กน้อยในเดือนมิถุนายน แต่ก็กลับมาทำ High Record ในเดือนกรกฎาคม และหลังจากนั้นก็ประคองรายได้ไปเรื่อยๆ ปิดท้ายปีด้วยรายได้ไม่ฟู่ฟ่าเท่าไร เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ

ต่อไปเรามาดู 10 อันดับรายได้ของแต่ละสตูดิโอเทียบอันดับ 5 ปีต่อเนื่องกันต่อ โดยใน 5 ปีหลังมานี้จะมีสตูดิโอเพียง 2 เจ้าที่แย่งแชมป์กันทุกปี ใครแพ้ก็ได้รองแชมป์ไป และก็จะมีประมาณ 5-6 เจ้าเท่านั้นที่ทำรายได้ทั้งปีเกินพันล้านดอลลาร์ รายละเอียดตามตารางด้านล่าง ค่าในช่องด้านล่างรายชื่อสตูดิโอแต่ละอันดับ ช่องด้านซ้ายคือรายได้ที่สตูดิโอนั้นทำได้ในแต่ละปี ส่วนช่องด้านขวาคือเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งตลาด

ตาราง 5 แสดงรายได้รวมของแต่ละสตูดิโอประจำปี 2007-2011  (หน่วยเป็นล้านดอลลาร์)

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

เมื่อแจกแจงรายละเอียดตามสตูดิโอแต่ละเจ้า จะเห็นว่าแชมป์จะแย่งกันระหว่าง 2 สตูดิโอ นั่นคือวอร์เนอร์กับพาราเมาท์ โดยสถิติที่สูงที่สุดที่สตูดิโอหนึ่งทำได้ในปีเดียวคือ สถิติของปี 2009 ของวอร์เนอร์ ที่ทำตัวเลขไว้สูงถึง 2,105.7 ล้านดอลลาร์ ในส่วนอันดับรองๆลงไปจะเปลี่ยนมือกันแต่ละปี ที่น่าสนใจคือสตูดิโอซัมมิตเอนเตอร์เทนเมนท์ เจ้าของหนังแวมไพร์ทไวไลท์ เพิ่งติดอันดับในปี 2008 และปีต่อๆไปก็ครองอันดับ 7 มาตลอด รายได้หลักก็มาจากหนังแวมไพร์นั่นเอง ส่วนสตูดิโอนิวไลน์ติดอันดับครั้งสุดท้ายในปี 2007 เพราะปีต่อมากลายเป็นบริษัทลูกของวอร์เนอร์ไปแล้ว

เมื่อพูดถึงค่าเฉลี่ยการทำรายได้ของแต่ละสตูดิโอวัดกับจำนวนหนังที่ออกฉายในแต่ละปี พาราเมาท์จะได้อันดับสูงที่สุด เพราะรายได้ของพาราเมาท์ในแต่ละปี มาจากหนังเพียง 10 กว่าเรื่องหรือ 20 ต้นๆเท่านั้น แต่ในขณะที่วอร์เนอร์ที่มีรายได้สูสีกับพาราเมาท์ทุกปี แต่มาจากหนังเกิน 30 เรื่องทุกปี นั่นหมายความว่า รายได้หนังแต่ละเรื่องของวอร์เนอร์ทำเงินไม่สูงนักจึงต้องมีหลายเรื่องเพื่อสู้กับสตูดิโออื่นๆ ส่วนพาราเมาท์ไม่ต้องใช้หลายเรื่อง เพราะแต่ละเรื่องทำรายได้เยอะอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่นในปีที่แล้ว วอร์เนอร์กับพาราเมาท์ทำรายได้สูสีกันมาก วอร์เนอร์ทำได้เพียงรองแชมป์ รายได้มาจากหนังทั้งหมด 38 เรื่อง แต่มีหนังทำเงินเกิน 100 ล้านอยู่ในมือเพียง 5 เรื่อง โดยมีหนัง Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2 ทำรายได้มากที่สุดที่ 381 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่พาราเมาท์คว้าแชมป์ไปครอง แต่ได้รายได้จากหนังแค่ 21 เรื่องเท่านั้น เพราะมีหนังทำเงินเกิน 100 ล้านอยู่ในมือถึง 10 เรื่อง โดยมีหนัง Transformers: Dark of the Moon ทำรายได้มากที่สุดที่ 352.4 ล้านดอลลาร์

ในส่วนของสตูดิโอจาก The Big Sixes ที่เหลือ (The Big Sixes คือ 6 สตูดิโอยักษ์ใหญ่แห่งฮอลลีวู้ด ประกอบไปด้วย พาราเมาท์, วอร์เนอร์, ดิสนีย์, โซนี่, ฟ็อกซ์ และยูนิเวอร์แซล) โซนี่ดูจะครองอันดับ 3 ได้บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ใช่ทุกปี เพราะโซนี่จะมีโปรเจคเบิ้มออกฉายไม่บ่อย เช่น โปรเจค Spider-Man โดยในปีที่แล้วโซนี่มีหนังทำเงินเกิน 100 ล้านอยู่ในมือ 3 เรื่อง และเรื่องที่ทำรายได้ให้มากที่สุดคือ The Smurfs ที่ตัวเลข 142.6 ล้านดอลลาร์ ทางด้านของดิสนีย์ที่มักจะขึ้นๆลงๆอยู่เป็นประจำ ในปีที่แล้วมีหนังทำเงินเกิน 100 ล้านอยู่ในมือ 3 เรื่องเท่ากับโซนี่ โดยมีหนัง Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides ทำรายได้มากที่สุดที่ 241.1 ล้านดอลลาร์ แม้หนังของดิสนีย์หลายเรื่องจะทำรายได้มากกว่าโซนี่ แต่โซนี่ก็ปิดปี 2011 ด้วยรายได้รวมที่มากกว่า เนื่องจากโซนี่มีหนังในมือถึง 28 เรื่อง ในขณะที่ดิสนีย์ทำรายได้จากหนังเพียง 17 เรื่องเท่านั้น

4 สตูดิโอที่กล่าวไปแล้วอย่างพาราเมาท์, วอร์เนอร์, โซนี่ และดิสนีย์ มักจะปิดท้ายปีด้วยรายได้รวมที่มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ แต่อีก 2 สตูดิโอต่อไปนี้เคยสัมผัสรายได้รวมที่น้อยกว่า 1 พันล้านมาแล้ว นั่นคือ ฟ็อกซ์และยูนิเวอร์แซล โดยฟ็อกซ์จะเหนือชั้นกว่าเล็กน้อย ซึ่งฟ็อกซ์ก็เป็นพวกเดียวกับโซนี่ ที่จะมีหนังโปรเจคเบิ้มมาไม่บ่อย โปรเจคใหญ่ๆที่ฟ็อกซ์เคยมี และทำให้ปีนั้นฟ็อกซ์ทำเงินถล่มทลายก็เช่น โปรเจค Star Wars เป็นอาทิ ในปีที่แล้วฟ็อกซ์มีหนังทำเงินเกิน 100 ล้านอยู่ในมือ 3 เรื่อง โดยมีหนัง Rise of the Planet of the Apes ทำรายได้มากที่สุดที่ 176.8 ล้านดอลลาร์ ส่วนยูนิเวอร์แซลจะไม่ค่อยมีโปรเจคเด่นๆเป็นพิเศษเท่าไร จึงทำให้ 5 ปีหลังมานี้ยังคว้าอันดับ 3 ไม่ได้เลย และก็จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน ถ้ายังหาโปรเจคภาคต่ออันทรงคุณค่าเรื่องใหม่ไม่ได้ ในปีที่แล้วยูนิเวอร์แซลเอาชนะฟ็อกซ์ได้ เพราะมีหนังทำเงินเกิน 100 ล้านอยู่ในมือ 4 เรื่อง โดยมีเรื่อง Fast Five ทำรายได้ให้มากที่สุดที่ 209.8 ล้านดอลลาร์ และเหตุผลที่สตูดิโอยูนิเวอร์แซลแพ้ทั้งโซนี่และดิสนีย์ เพราะถ้าไล่อันดับจากหนัง 100 ล้านทั้ง 4 เรื่องลงไป ยูนิเวอร์แซลก็จะมีแต่หนังทำรายได้น้อยเป็นพรวน

เมื่อทราบสถิติของแต่ละสตูดิโอกันไปแล้ว มาต่อกันที่หนังทำเงินสูงสุดในอเมริกากันต่อ ครั้งนี้จะนำอันดับหนังทำเงินสูงสุด 50 อันดับแรกมานำเสนอ รายละเอียดตามตารางด้านล่างนี้เลย

ตาราง 6 แสดงรายได้ 50 อันดับหนังทำเงินสูงสุดในอเมริกาประจำปี 2011

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

ในปีที่ผ่านมา หนังที่ครองแชมป์อันดับ 1 คือ  Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2  ภาคจบหนังพ่อมดที่ฉายมา 10 ปีพอดี สิ้นสุดเรื่องราวเวทมนต์ด้วยการคว้าแชมป์หนังแฟรนไชส์แฮร์รี่ที่ทำรายได้สูงที่สุดตลอดกาล แชมป์เก่าคือ Harry Potter and the Sorcerer’s Stone หนังภาคแรกที่ออกฉายตั้งแต่ปี 2001 ด้วยรายได้ 317.6 ล้านดอลลาร์

อันดับ 2 ของปีเป็นไปตามคาด สำหรับหนังภาคต่อสงครามหุ่นยนต์  Transformers: Dark of the Moon  ส่วนรายได้ของหนังอันดับ 3 อย่าง  The Twilight Saga: Breaking Dawn Part 1  ที่ทำไปแล้ว 280.6 ล้านดอลลาร์ แต่ยังมีโอกาสพุ่งรายได้เพิ่มขึ้นกว่านี้อีก เนื่องจากยังไม่ปิดโปรแกรมฉาย และหนังที่มีไฮไลท์แถบสีเหลืองทุกเรื่อง ก็จะเป็นหนังที่ยังไม่ปิดโปรแกรมฉายด้วยกันทั้งนั้น โดยนับรายได้รวมถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2012 ซึ่งอันดับอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้

จากตารางจะเห็นได้ว่าหนังหลายเรื่องของพาราเมาท์ทำรายได้ให้กับสตูดิโอเป็นอย่างดี แม้ว่าจะยึดหัวแถวของชาร์ตนี้ไม่ได้ แต่พาราเมาท์มีกองทัพหนัง 100 ล้านที่มีอยู่ถึง 10 เรื่องมาเป็นตัวช่วย และเรื่องที่น้อยกว่านั้นลงไปก็จะมีอย่าง The Adventures of Tintin, Justin Bieber: Never Say Never และ No Strings Attached มาเป็นตัวช่วย โดยที่เรื่อง The Adventures of Tintin ยังไม่ปิดโปรแกรมฉาย ซึ่งถ้าปิดโปรแกรมฉายเมื่อไร อาจจะทำให้ปี 2011 ของพาราเมาท์มีหนังในมือเพิ่มเป็น 11 เรื่อง

สำหรับใน 50 อันดับแรกนี้เป็นหนังที่มาจาก The Big Sixes ด้วยกันทั้งนั้น ยกเว้นอยู่เพียง 2 เรื่องที่มาจากสตูดิโอรายย่อย นั่นคือ  The Twilight Saga: Breaking Dawn Part 1  จากซัมมิตเอนเตอร์เทนเมนท์ในอันดับที่ 3 และหนัง Immortals จากสตูดิโอรีเลทิวิตี้ในอันดับที่ 38

เมื่อดูจากตารางแล้วจะเห็นได้ว่า หนังส่วนใหญ่ที่ทำรายได้ให้สตูดิโอแต่ละเจ้า ประกอบไปด้วยโปรเจคภาคต่อเยอะมากถึง 14 เรื่อง และโปรเจคเริ่มต้นที่จะสร้างภาคต่อในอนาคตอีกประมาณ 7 เรื่อง รวมแล้วประมาณ 21 เรื่อง ทำให้ในปัจจุบันนี้ การจะมีโปรเจคเยี่ยมๆซักเรื่องในมือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะไม่เพียงแค่ทำรายได้ให้สตูดิโอในปีนั้น แต่มันยังส่งผลให้กับภาคต่อที่จะตามมาอีกในอนาคต ดังนั้นสตูดิโอจึงแสวงหาแต่โปรเจคภาคต่อมาเป็นจุดขาย เพราะถ้าดูจากตารางแล้ว 10 อันดับรายได้สูงสุดประจำปีนี้ ล้วนเป็นโปรเจคภาคต่อทั้งสิ้น โดยมีอันดับ 10 เป็นโปรเจคเริ่มต้นภาคต่อเรื่องใหม่

ต่อไปเรามาดูหนังทำเงินสูงสุดนอกอเมริกากันต่อเลย โดยอันดับต้นๆของตารางก็จะยังคงเป็นเรื่องเดิมๆเหมือนในตารางที่แล้ว อาจจะมีสลับที่กันบ้างนิดหน่อย ดังนี้เลยครับ

ตารางที่ 7 แสดงรายได้ 50 อันดับหนังทำเงินสูงสุดนอกอเมริกาประจำปี 2011

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

หนังทำเงินสูงสุดนอกอเมริกาในปีนี้คือ Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2 ที่สร้างสถิติสูงสุดครั้งใหม่ให้กับแฟรนไชส์ตัวเองด้วย โดยสถิติเดิมคือ Harry Potter and the Deathly Hallows Part 1 ทำตัวเลขไว้ 660.4 ล้านดอลลาร์ สำหรับรองแชมป์เป็นหนังภาคต่อโจรสลัดจากดิสนีย์ รายได้ที่ทำได้มากเกินกว่าที่ดิสนีย์คาดหมายเอาไว้เยอะมาก อีกทั้งยังมากกว่ารายได้ในอเมริกาถึง 4 เท่า แม้รายได้ที่หนังทำได้ในอเมริกาแค่ 241.1 ล้านดอลลาร์ จะอยู่ในอันดับสุดท้ายของซีรีย์แฟรนไชส์ Pirates ด้วยกัน แต่หนังกลับทำรายได้นอกอเมริกาอย่างมหาศาล และเป็นสถิติสูงสุดของหนังแฟรนไชส์ Pirates ทันที โดยเจ้าของสถิติสูงสุดรายได้นอกอเมริกาเดิมเป็นของ Pirates of the Caribbean: At World’s End ที่ทำตัวเลขไว้ 654 ล้านดอลลาร์

ส่วนหนังอันดับ 3 ของตารางอย่าง Transformers: Dark of the Moon ก็สร้างสถิติสูงสุดครั้งใหม่ของแฟรนไชส์ Transformers เช่นกัน ด้วยรายได้ 771.4 ล้านดอลลาร์ และเป็นหนังในแฟรนไชส์เรื่องแรกที่ทำรายได้รวมทั่วโลกเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ สถิติรายได้นอกอเมริกาสูงสุดเดิมเป็นของหนัง Transformers: Revenge of the Fallen ที่ตัวเลข 434.2 ล้านดอลลาร์

ส่วนอันดับที่มีแถบสีเหลืองหรือหนังที่ยังไม่ปิดโปรแกรมฉายก็มีหลายเรื่อง และน่าจะทำให้อันดับเพิ่มขึ้นได้กว่านี้ โดยเฉพาะในอันดับ 8 ซึ่งก็คือ Mission: Impossible – Ghost Protocol น่าจะจบโปรแกรมในอันดับ 5 หรืออาจจะเป็น 4 ก็ได้ แต่สำหรับ The Twilight Saga: Breaking Dawn Part 1 น่าจะอยู่อันดับเดิม เพราะถ้าหากรายได้ผ่านเรื่อง The Smurfs ก็จะถูก Mission: Impossible – Ghost Protocol แซงอยู่ดี

ตารางที่ 8 แสดงรายได้ 50 อันดับหนังทำเงินสูงสุดทั่วโลกประจำปี 2011

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

สำหรับหนังทำเงินสูงสุดทั่วโลกประจำปี 2011 ก็เป็นไปตามคาด โดยหลายสำนักคาดการณ์ไว้ว่า Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2 และ Transformers: Dark of the Moon จะต้องแย่งอันดับ 1 กันอย่างสูสี ซึ่งผลก็ออกมาสูสีจริงๆ แต่ท้ายที่สุดหนังพ่อมดก็ทำรายได้มากกว่าทั้งในและนอกอเมริกา ส่วนหนังอย่าง Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides เป็นหนังที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำรายได้เกินหลัก 1 พันล้านดอลลาร์ แต่สุดท้ายก็เบียดมาถึงอันดับ 3 ซึ่งเป็นผลจากรายได้นอกอเมริกาล้วนๆ

เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ปีนี้มีหนังทำรายได้ทั่วโลกข้ามผ่านหลัก 1 พันล้านดอลลาร์มากกว่า โดยปีที่แล้วมี 2 เรื่องคือ Toy Story 3  ($1,063.2 M) และ Alice in Wonderland  ($1,024.3 M)  ทั้ง 2 เรื่องเป็นของสตูดิโอดิสนีย์ โดยมีอันดับ 3 และ 4 เป็นของวอร์เนอร์ ส่วนปี 2011 มี 3 เรื่องตามตารางด้านบน

หนังที่ได้รายได้นอกอเมริกาช่วยไว้อย่างมากเลย ก็ได้แก่ The Adventures of Tintin อันดับ 17, Real Steel อันดับ 20, Immortals อันดับ 26, Arthur Christmas อันดับ 46 และ In Time อันดับ 49 ซึ่งเพราะรายได้นอกอเมริกาแท้ๆ ที่ทำให้หนังที่ทำรายได้ต่ำกว่า 100 ล้านในอเมริกาพวกนี้ สามารถทำรายได้ทั่วโลกเกิน 100 ล้านดอลลาร์ได้ สำหรับหนังที่ปิดโปรแกรมไปแล้วก็จะมีอย่าง The Green Hornet อันดับ 24, Battle: Los Angeles อันดับ 29, Mr. Popper’s Penguins อันดับ 34 และ Johnny English Reborn อันดับ 41 สำหรับเรื่อง Johnny English Reborn ถ้าไม่ได้รายได้นอกอเมริกามาช่วยไว้ ก็จะกลายเป็นหนังเจ๊งมโหฬารทันที เพราะหนังใช้ทุนสร้างไปถึง 45 ล้านดอลลาร์

และมาถึงสรุปสถิติสุดท้ายของบทความนี้กันแล้วครับ ไปดูสถิติใหม่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในอเมริกาประจำปี 2011 กันดีกว่า แค่หนังพ่อมดเรื่องเดียวก็กวาดไปกว่าครึ่งตารางแล้ว

ตารางที่ 9 แสดงสถิติใหม่ที่เกิดขึ้นในรอบปี 2011

คลิกเพื่อดูภาพขนาดมาตรฐาน

หนังภาคปิดท้ายตำนานพ่อมด Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2 กวาดสถิติใหม่ๆไปครองเพียบ โดยแชมป์เก่าที่โดนหนังพ่อมดถีบลงไปก็คือ หนังซูเปอร์ฮีโร่ The Dark Knight ในปี 2008 นั่นเอง ซึ่งก็มาจากสตูดิโอวอร์เนอร์ด้วยกันทั้ง 2 เรื่อง

ขยายความบางสถิติกันซักนิด ในสถิติสุดสัปดาห์ที่ความห่างรายได้ของแชมป์และรองแชมป์สูงสุด สุดสัปดาห์ 15-17 กรกฎาคม 2011 คือสุดสัปดาห์การเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ของ Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2 ด้วยรายได้ 169.2 ล้านดอลลาร์ โดยมีหนังฉายสัปดาห์ที่ 3 อย่าง Transformers: Dark of the Moon ครองอันดับ 2 ด้วยรายได้ 21.3 ล้านดอลลาร์ ส่วนแชมป์เดิมอย่างสุดสัปดาห์ 4-6 พฤษภาคม 2007 เป็นสุดสัปดาห์การเปิดตัวของหนัง Spider-Man 3 ด้วยรายได้ 151.1 ล้านดอลลาร์ และมีหนังฉายสัปดาห์ที่ 4 เรื่อง Disturbia ครองอันดับที่ 2 ด้วยรายได้ 5.8 ล้านดอลลาร์

และก็จบกันไปแล้วสำหรับสรุปสถิติทั้งหมดในอเมริกาประจำปี 2011 มาพบกันอีกครั้งกับการสรุปสถิติทั้งหมดในอเมริกาประจำปี 2012 ซึ่งหนังที่ครองแชมป์ก็ต้องเป็นโปรเจคภาคต่อตามเคยแน่นอน!

Advertisements
ความเห็น
  1. numbang พูดว่า:

    para กะ wb สุดยอดจริงๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s