ปี 2011 ที่ผ่านมา แต่ละท่านดูหนังไปทั้งหมดกี่เรื่องเอ่ย?  สำหรับผมแล้วนับว่าเป็นปีที่ดูหนังน้อยเรื่องจริงๆ ถ้านับเฉพาะดูในโรงก็จะมีด้วยกัน 40 กว่าเรื่อง บวกกับดูที่บ้านอีกไม่กี่เรื่อง รวมๆกันแล้วก็ไม่ถึง 50 เรื่อง แต่ถึงจะดูไปแค่ไม่กี่เรื่อง หนังแต่ละเรื่องก็ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินกันด้วยกันทั้งนั้น รวมทั้งยังแฝงคติสอนใจดีๆ ให้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อีก ในบทความนี้ผมจะพาทุกท่านไปดูกันว่า หนังทั้งหมดที่ผมดูในปี 2011 นั้นมีเรื่องใดโดนใจผมบ้าง มาดูรายชื่อหนังทั้งหมดที่ผมดู ซึ่งก็นับตามรีวิวในบล็อกนี้นั่นแหละ เพราะผมจะรีวิวทุกเรื่องหลังจากดูเสร็จแล้ว แต่ก็มีเรื่องอื่นๆที่ผมดู แต่ผมไม่ได้รีวิว เช่น ดูจากบิ๊กซีนีม่า หรือแอบดูแว๊บๆไม่จบเรื่อง ทุกเรื่องในรายชื่อนี้ผมจะนับเฉพาะหนังที่ออกฉายในปี 2011 ในบ้านเราเท่านั้น

รายชื่อหนังที่ผมดูในปี 2011 เรียงตามลำดับของการเผยแพร่บทความ (ดอกจันหลังชื่อเรื่อง คือหนังที่ผมดูจากแผ่นที่บ้าน)

  • หอแต๋วแตก แหวกชิมิ
  • Megamind
  • Burlesque
  • The Green Hornet *
  • The King’s Speech
  • I Am Number Four
  • Black Swan
  • Beastly
  • Sucker Punch
  • Vanishing on 7th Street
  • Source Code
  • Battle: Los Angeles
  • ลัดดาแลนด์
  • Thor *
  • Fast Five
  • Priest
  • Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides *
  • The Hangover Part II
  • X-Men: First Class
  • Insidious
  • Super 8
  • Dylan Dog: Dead of Night
  • Green Lantern
  • Transformers: Dark of the Moon
  • Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2
  • Captain America: The First Avenger
  • Rise of the Planet of the Apes
  • Bad Teacher
  • Final Destination 5
  • Cowboys & Aliens
  • Colombiana
  • Don’t Be Afraid of the Dark
  • Johnny English Reborn
  • Shark Night 3D
  • Friends with Benefits
  • Apollo 18
  • Abduction
  • Cars 2
  • Contagion
  • The Three Musketeers 3D
  • Top Secret วัยรุ่นพันล้าน
  • In Time
  • Tower Heist
  • The Thing
  • Puss In Boots
  • Immortals
  • Mission: Impossible – Ghost Protocol
  • Real Steel

จากรายชื่อหนังทั้งหมด บอกได้คร่าวๆว่า หนังแต่ละเรื่องที่ผมดูในปี 2011 มักจะเป็นหนังตลาดซะส่วนมาก ไม่ค่อยมีหนังจำกัดโรงซะเท่าไร ซึ่งหนังฉายจำกัดโรงก็จะเป็นหนังที่ลงทุนน้อยแต่เนื้อหามีคุณภาพ แต่ถึงอย่างไรก็มีหนังตลาดหลายเรื่องเหมือนกันที่มีคุณภาพ นอกจากแค่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และจากรายชื่อทั้งหมดที่กล่าวมานี้ผมจะนำมาคัดให้เหลือ 20 เรื่อง หลังจากนั้นก็คัดอีกรอบ เพื่อให้เหลือ 10 เรื่องที่โดนใจผมมากที่สุดประจำปี 2011  ก่อนอื่นมาดูเกณฑ์ในการเลือกของผมก่อนดีกว่า ว่าหนังแต่ละเรื่องที่จะผ่านเข้ารอบมาได้ ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกหนังโดนใจประจำปี 2011

  1. เริ่มแรกคิดจาก  “เรตติ้ง”  ในส่วนของ  “ความชอบส่วนตัว”  ก็ทราบกันดีนะครับว่าผมจะให้คะแนนของหนังแต่ละเรื่องในรีวิวแต่ละครั้ง และไม่นานมานี้ผมก็เพิ่มคะแนนความน่าดูเข้ามาด้วย แต่ในการคัดเลือกในครั้งนี้จะนับแค่ส่วนของเรตติ้งเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าหนังที่ได้คะแนนความชอบส่วนตัวสูงสุดจะชนะในการคัดเลือกครั้งนี้นะ มาดูข้อต่อไปกันก่อน
  2. จากคะแนนความชอบส่วนตัว วัดจากความคิดเห็นของผมโดยตรงว่าผมชอบหนังเรื่องนั้นขนาดไหน เมื่อนำมาเทียบกัน หนังเรื่องใดที่ได้คะแนนสูงก็แสดงว่าผมชอบหนังเรื่องนั้นมากกว่าเรื่องที่ได้คะแนนต่ำ ซึ่งค่าคะแนนความชอบส่วนตัวนี้ เกิดขึ้นเมื่อผมดูหนังเรื่องนั้นๆจบลงไม่นาน แต่การคิดคะแนนในครั้งนี้ผมคิดจาก  “ความติดตราตรึงใจ”  ของหนัง ที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไร แต่ผมก็ยังคิดถึงเรื่องราวในหนังนั้นๆเสมอ นั่นหมายถึงหนังเรื่องนั้นมีอะไรเด็ดๆที่ลืมไม่ได้ง่ายๆ บางทีหนังที่ได้คะแนนความชอบส่วนตัวสูง พอผมดูจบแล้วผมรู้สึกว่าชอบ แต่เมื่อผ่านไปนาน กลับเริ่มรู้สึกเฉยๆ ก็แสดงว่าหนังเรื่องนั้นไม่มีอะไรที่เด็ดพอให้จำได้
  3. ผมชอบหนังที่ให้  “ข้อคิดคติสอนใจ”  ไม่ว่าจะเป็นหนังตลก หนังรัก ก็มีสิทธิ์จะติดโผเข้ามาได้หมด ไม่ใช่ว่าจะมีเฉพาะหนังชีวิตอย่างเดียว แต่หนังชีวิตหรือดราม่าจะได้เปรียบมากที่สุด เพราะเนื้อหาเข้มข้นกว่าใครเพื่อน แต่หลังๆมานี้หนังแนวอื่นๆหลายเรื่องก็ใส่ดราม่าเข้ามาเป็นส่วนประกอบด้วย ซึ่งก็ทำให้เนื้อเรื่องไม่แพ้หนังดราม่าเพียวๆเลย
  4. เกณฑ์ข้อสุดท้ายก็ไม่มีอะไรมาก วัดจาก  “ความชอบเพียวๆ”  ไม่เกี่ยวกับเอฟเฟ็กต์, การแสดง, การแต่งกาย, ดนตรีประกอบ หรืออะไรอื่นๆ หนังเรื่องไหนที่ดูแล้วเฉยๆ ก็จะตกรอบก่อนใครเพื่อน ส่วนหนังเรื่องไหนที่ยังนึกเนื้อเรื่้องได้อยู่ ก็จะเก็บเอาไว้คิดอีกรอบ

เอาล่ะครับพอจะทราบแนวทางการคัดเลือกกันคร่าวๆแล้ว ก็เริ่มมาเข้าสู่การคัดเลือกขั้นแรกกันดีกว่า โดยผมจะเริ่มตัดหนังที่ไม่ค่อยจะโดนใจเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะคัดหนังให้เหลือ 20 เรื่องในลำดับต่อไป การตัดในครั้งนี้ไม่ได้เรียงลำดับความสำคัญนะครับ ตัดเป็นเรื่องแรกไม่ได้หมายความว่าคะแนนรั้งท้ายนะ

หอแต๋วแตก แหวกชิมิ

มัวแต่แหก มัวแต่แหวก จึงโดนกระแทกลงหลุมไปเลย

จากหนังทั้งหมด 48 เรื่องข้างต้น ผมเริ่มจากรายชื่อแรกเรียงตามลำดับการเข้าฉาย เรื่องแรก หอแต๋วแตก แหวกชิมิ ขอตัดออกไปเลย เพราะหนังไม่มีอะไรให้พูดถึงมาก แต่ก็เป็นหนังที่เรียกเสียงฮาได้เป็นอันดับต้นๆ ตามมาด้วย Dylan Dog: Dead of Night ที่นอกจากจะรู้สึกเสียดายเวลาไปดูในโรงแล้ว หนังช่างเป็นอะไรที่ เฮ้อ!..ไม่รู้จะให้กล่าวยังไง ไม่มีอะไรจะเล่า เรื่องต่อไปที่โดนตัดก็คือ Priest เนื่องจากดูแล้วไม่ค่อยมัน ไม่ค่อยเร้าอารมณ์ เอาออกไปซะดีกว่า

Shark Night 3D

เรื่องนี้ไม่มีอะไรนอกจากเลือด และนม!

ต่อมาก็จะเป็นเรื่อง Tower Heist ไม่ได้หมายความว่าหนังเรื่องนี้ไม่สนุกนะ แต่จับประเด็นไม่ค่อยจะถูก ดูแล้วก็งงๆ อีกเรื่องที่เอาออกไปซะได้ก็ดีนั่นคือ Shark Night 3D เป็นหนังที่ไม่ต้องทำออกมาเป็น 3 มิติก็ได้ เพราะภาพก็ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจซะเท่าไร เรื่องต่อไปเป็นของ The Hangover Part II แม้ว่าหนังจะให้ความตลกเต็มเปี่ยม แต่หนังก็ไม่ได้ให้อะไรอีกนอกจากนั้น ซึ่งก็คงต้องเอาออกไป

Final Destination 5

แต่ละฉากล้วนทำให้หยุดหายใจได้ทุกเมื่อ ดังนั้นจงหยุดหายใจก่อนไปดูหนัง!

3 เรื่องต่อมาที่ขอเอาออกไปได้แก่ Green Lantern ที่ไม่ทำตามหนังยอดมนุษย์ในสมัยนี้ เพราะหนังยอดมนุษย์สมัยนี้มักทำให้อึ้ง แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยอึ้ง แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังนะ ต่อมาเรื่อง Bad Teacher ก็ไม่ได้หมายความว่าหนังเรื่องนี้ไม่สนุก แต่หนังก็ไม่มีอะไรโดดเด่นมาก ดูได้เรื่อยๆ  ปิดย่อหน้านี้กันด้วยเรื่อง Final Destination 5  แม้ว่าหนังจะมีฉากเด็ดหลายฉากที่ยังทำให้นึกถึงได้อยู่ แต่หนังก็ไม่โดนใจอะไรมากมาย เพราะภาคก่อนๆก็ยังทำให้นึกถึงฉากเด็ดๆได้อยู่เหมือนกัน นั่นก็หมายความว่าหนังขายฉากการตายเด็ดๆเป็นหลักอยู่แล้ว

Apollo 18

เป็นหนังที่เสมอต้นเสมอปลายจริงๆ ดำเนินเรื่องได้เนิบมาก

อีก 3 เรื่องที่ตกรอบก็คือ The Green Hornet เรื่องนี้เป็นแอ๊กชั่นที่ไม่ค่อยเด่น และไม่ค่อยตื่นเต้น เลยขอเอาออกก่อน ตามมาด้วยเรื่อง Apollo 18 เพราะเป็นหนังสยองที่เนื้อหาไม่ค่อยมีอะไร และก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าไร อีกเรื่องที่ไม่น่ากลัวก็คือ Vanishing on 7th Street ที่ไม่ค่อยจะมีอะไรให้นึกถึง เพราะมีหนังแบบนี้อีกเป็นสิบ

Abduction

เหนื่อยไปกับการแสดงของพระเอก เก๊กมากจริงๆ

เริ่มย่อหน้านี้ด้วยหนังของขี้เก๊ก Abduction ที่ดูไปแล้วก็เกร็งๆ ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ต่อมาก็เรื่อง Cowboys & Aliens เป็นหนังแอ๊กชั่นที่ผสมผสานเรื่องราวที่แปลกดี แต่ก็ไม่โดนใจพอ เลยเอาออกไปซะ ตามมาด้วยเรื่อง Colombiana เรื่องนี้ดูแล้วสะใจดีนะ แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเท่าไร ปิดท้ายย่อหน้านี้กันด้วยเรื่อง Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides หนังภาค 4 แฟรนไชส์โจรสลัดที่กวาดรายได้มากมายทั่วโลก ก็ไม่รู้ติดใจอะไรกันนะ หนังก็ไม่ได้สนุกอะไรขนาดนั้น ค่อนข้างผิดหวังด้วยซ้ำ

Burlesque

ดูไปเพลินไปกับการฟังเพลงตลอดทั้งเรื่อง

โดนตัดออกไปหลายเรื่องแล้วเหมือนกัน มาต่อกันดีกว่ากับหนังเรื่อง Don’t Be Afraid of the Dark เรื่องนี้ดูสยองกว่าหนังสยองที่ตกรอบไปแล้วนะ และก็มีฉากเด็ดๆให้คิดถึงด้วย แต่นั่นก็ไม่เพียงพอที่จะเข้ารอบต่อไป เรื่องต่อไปเป็นหนังโรแมนติกคอมเมดี้กันบ้างกับเรื่อง Beastly เรื่องนี้ดูได้เพลินๆ ดูได้เรื่อยๆ ดูเสร็จก็เอามันออกไป ต่อกันด้วยเรื่อง I Am Number Four กับพระเอกคนเดียวกับเรื่องที่แล้ว เรื่องนี้มาดูกันว่าจะมีภาคต่อออกมาหรือเปล่า หนังสือมีหลายเล่มอยู่เหมือนกัน ปิดท้ายย่อหน้านี้ด้วยเรื่อง Burlesque เอาออกแบบไม่เต็มใจเท่าไรนะ เพราะชอบหนังเพลง แต่ถ้าหนังเรื่องนี้ไม่มีเพลงแล้วก็คงจะขายไม่ออก เลยเอามันออกไปอีกเรื่อง

Sucker Punch

เป็นหนังที่เต็มไปด้วยสีสันและล้ำจินตนาการ

4 เรื่องต่อมาที่ไม่ได้ไปต่อ นำมาด้วย Puss In Boots เรื่องนี้ก็ไม่อยากให้ออกเท่าไร เพราะชอบแมว แต่ก็เหตุผลเดิม ถ้าไม่มีแมว หนังก็คงจะขายไม่ออก เพราะฉะนั้นเอามันออกไป ต่อกันด้วยเรื่อง Friends with Benefits เป็นหนังที่ดูแล้วสนุกดี เพราะนักแสดงเข้าคู่กันได้ลงตัว แต่ก็ไม่มีอะไรให้นึกถึงนอกจากนั้น ตามมาด้วยเรื่อง Sucker Punch เรื่องนี้เล่นฉากแปลกหูแปลกตาดี แต่ก็มีแค่นั้นจริงๆที่ทำให้นึกถึง ปิดท้ายกันด้วยเรื่อง Battle: Los Angeles หนังแอ๊กชั่นที่ตื่นเต้นเรื่องหนึ่ง แต่หนังแบบนี้ก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน

The Three Musketeers 3D

นำเสนอฉากต่อสู้อันอลังการแต่ก็ยังไม่พอให้เข้ารอบ

มาถึง 4 เรื่องสุดท้ายที่โดนตัดออกกันเลย เรื่องแรกเป็นของ The Thing นับว่าเป็นหนังสยองเรื่องหนึ่งที่ดูแล้วสยอง สยิว และสยึย แต่นั่นก็ไม่เพียงพอให้ไปต่อ เรื่องที่สองคือ Johnny English Reborn เป็นการกลับมาของสายลับที่ตลกกว่าเดิมจริงๆ แต่เนื้อหาก็มีแค่ความตลก และแอ๊กชั่นเท่านั้น จึงไม่ได้ไปต่อ เรื่องต่อไปก็คือ The Three Musketeers 3D นอกจากการเล่นฉากอันตระการตาแล้ว หนังก็แทบจะไม่ได้เล่าอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร ดังนั้นตกรอบไปอีกเรื่อง และเรื่องสุดท้ายของท้ายสุดที่โดนถีบออกก็คือ Immortals ตกรอบเป็นเรื่องสุดท้ายก็ไม่ใช่ว่าหนังดีกว่าเรื่องที่ตกรอบไปก่อนนะ เรื่องนี้เน้นความสวยงามของภาพและเครื่องแต่งกาย แต่ไม่ได้เน้นที่เนื้อหา

และก็จบกันไปแล้วสำหรับหนังที่โดนคัดออก ซึ่งมีด้วยกันถึง 28 เรื่อง ในเมื่อมีหนังที่โดนคัดออก ดังนั้นเรื่องที่เหลือจึงเข้ารอบทั้งหมด ซึ่ง 20 เรื่องที่เข้ารอบหนังโดนใจประจำปี 2011 ของผมก็มีดังนี้

20 หนังโดนใจประจำปี 2011 เรียงลำดับตามการเข้าฉาย    (ดอกจันหลังชื่อเรื่องหมายถึงผมดูจากแผ่นที่บ้าน)

  • Megamind
  • The King’s Speech
  • Black Swan
  • Source Code
  • ลัดดาแลนด์
  • Thor *
  • Fast Five
  • X-Men: First Class
  • Insidious
  • Super 8
  • Transformers: Dark of the Moon
  • Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2
  • Captain America: The First Avenger
  • Rise of the Planet of the Apes
  • Cars 2
  • Contagion
  • Top Secret วัยรุ่นพันล้าน
  • In Time
  • Mission: Impossible – Ghost Protocol
  • Real Steel

20 เรื่องที่ติดโผเข้ามานี่ บางเรื่องก็ไม่น่าจะติดเข้ามาเท่าไรนะ แต่ทำไงได้ ทั้งปีผมดูหนังไปไม่กี่เรื่อง หนังดีๆหลายเรื่องก็ไม่ได้ดู ดังนั้นโผ 20 เรื่องก็จะได้ประมาณนี้ล่ะครับ เมื่อได้โผรายชื่อ 20 เรื่องกันเรียบร้อยแล้ว เราก็มาเริ่มเลือกหนัง 10 เรื่องที่จะเข้ารอบสุดท้ายกันเลย โดยการตัดหนัง 10 เรื่องออกจากโผข้างบนนี้ทีละเรื่อง ครั้งนี้จะเรียงลำดับความสำคัญของแต่ละเรื่องนะครับ

เรื่องแรกที่ขอตัดออกก่อนใคร ได้แก่ เอิ่ม..คิดยากนะเนี่ยว่าเรื่องไหนจะได้รั้งท้าย อุตส่าห์ติดเข้ามาแท้ๆเชียว เอาเป็นว่ามอบให้กับเรื่อง Cars 2 ละกัน เหตุผลก็เป็นเพราะอุตส่าห์เป็นหนังอนิเมชั่นแท้ๆ แต่กลับแบกเรื่องราวอันหนักอึ้งเอาไว้บนบ่า เมื่อได้อันดับสุดท้ายอย่างนี้ก็ปล่อยวางซะบ้างนะ จะได้ไม่หนักเกินไป!

Cars 2

อันดับ 20 Cars 2

เรื่องต่อไปที่ขอตัดออกได้แก่เรื่อง เรื่องไรดีเอ่ย เรื่องนี้ละกัน Megamind เหตุผลที่ตัดออกไม่ใช่เพราะหนังเป็นอนิเมชั่นหรอกนะ ที่ตัดออกเพราะว่าเริ่มรู้สึกเฉยๆกับเรื่องนี้แล้วต่างหาก

Megamind

อันดับ 19 Megamind

ต่อไปเริ่มดุเด็ดเผ็ดมัน จะเอาเรื่องไหนออกดีละเนี่ย เรื่องนั้นก็ใช้ได้ เรื่องนั้นก็สนุกดี เอาเป็นว่าขอเลือก Insidious ให้ออกไปก่อนละกัน แม้ว่าจะเป็นหนังผีไอเดียดี และดูหลอนถ้าเทียบกับเรื่องอื่นๆ แต่แรงดันก็ยังไม่พอให้ไปต่อ

Insidious

อันดับ 18 Insidious

ตามมาด้วยหนังยอดมนุษย์ Thor ที่ให้ความบันเทิงเต็มเปี่ยม แต่ก็ไม่ได้เน้นในด้านอื่นๆเท่าไร จึงโดนคัดออกให้กลับขึ้นไปลับหัวค้อนอยู่บนสวรรค์!

Thor

อันดับ 17 Thor

เรื่องต่อไปคือ In Time เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรที่โดดเด่นมาก เพียงแต่ชอบไอเดียของเวลา ที่หนังกล่าวให้เห็นว่าเวลาเป็นสิ่งมีค่า อย่าปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ แต่ในที่สุดผมก็ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้เข้ารอบต่อไป

In Time

อันดับ 16 In Time

ต่อไปเป็นเรื่อง Transformers: Dark of the Moon ที่ค่อนข้างเน้นหนักไปทางเทคนิคพิเศษซะส่วนมาก และทำให้คนดูรู้สึกสนุกกับหนังจริงๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้หนังเข้ามาจนถึงรอบนี้ แต่ก็หยุดเพียงแค่นี้

Transformers: Dark of the Moon

อันดับ 15 Transformers: Dark of the Moon

Captain America: The First Avenger เป็นอีกหนึ่งยอดมนุษย์จากค่ายเดียวกันกับเรื่อง Thor ด้วยเนื้อเรื่องที่เน้นแอ๊กชั่นในสมัยสงคราม กับข้อคิดที่ว่า  “คนอ่อนแอจะรู้ค่าของความแข็งแกร่งมากกว่า”  แต่ก็ตกรอบแล้วล่ะ

Captain America: The First Avenger

อันดับ 14 Captain America: The First Avenger

ส่วนเรื่อง Fast Five ก็ตามมาติดๆ ด้วยเรื่องราวที่เน้นแอ๊กชั่นที่มันระห่ำ ซึ่งสร้างความตื่นเต้นแบบเต็มเปี่ยม แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรให้เก็บไปคิด ดังนั้นก็ตกรอบไปซะ

Fast Five

อันดับ 13 Fast Five

ตามมาด้วยหนังปลายปีอย่าง Mission: Impossible – Ghost Protocol ที่เป็นการกลับมาผงาดอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยเรื่องราวที่สนุกสนาน เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ลุ้นจนเหนื่อย และสนุกอย่าบอกใคร ดังนั้นอย่าบอกใครนะว่าหนังเรื่องนี้ตกรอบ

Mission: Impossible - Ghost Protocol

อันดับ 12 Mission: Impossible – Ghost Protocol

เรื่องสุดท้ายที่ตกรอบได้แก่ ลัดดาแลนด์ หนังไทย 1 ใน 2 เรื่องจากทั้งหมด 3 เรื่องที่ผมดู อิอิ..เยอะจริงๆ ก็ยังดีที่ครองเข้ามาถึงรอบนี้ แต่ก็ยังดีไม่พอ เรื่องนี้แม้จะเป็นหนังผี แต่ก็เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ดี กล่าวว่าถ้าที่พักอาศัยนั้นๆอยู่แล้วไม่มีความสุข ก็จงเปลี่ยนที่เปลี่ยนทางซะเถอะ อย่าดันทุรังไปเลย เดี๋ยวจะเจอดี!

ลัดดาแลนด์

อันดับ 11 ลัดดาแลนด์

สรุปหนังที่ตกรอบสุดท้าย หนังโดนใจประจำปี 2011 เรียงตามลำดับความสำคัญต่อจาก 10 เรื่องผู้ชนะ

11. ลัดดาแลนด์
12. Mission: Impossible – Ghost Protocol
13. Fast Five
14. Captain America: The First Avenger
15. Transformers: Dark of the Moon
16. In Time
17. Thor
18. Insidious
19. Megamind
20. Cars 2

เอาล่ะครับ ก็มาถึงช่วงเวลาสำคัญของการประกาศผล 10 อันดับหนังโดนใจประจำปี 2011 กันแล้ว ตื่นเต้นกันบ้างหรือเปล่า?  มาดูไล่ไปตั้งแต่อันดับ 10 กันเลย ครั้งนี้รู้สึกเลือกยากจริงๆ เพราะหนังแต่ละเรื่องก็มีดีกันคนละด้าน แต่ยังไงก็ต้องเลือกล่ะนะ

.
อันดับ 10
Contagion
Contagion

Contagion

เป็นหนังม้ามืดที่เข้ามาจนถึงรอบสุดท้ายจริงๆ แม้ว่าตอนที่ดูก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก หนังมีการดำเนินเรื่องที่ซับซ้อนแต่ไม่สับสน กล่าวถึงพฤติกรรมมนุษย์ที่เกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย ทุกวันทุกเวลา และทุกสถานที่ นั่นคือ  “ความกลัว”  เพื่อให้เรารับมือกับมันได้ทันท่วงที

.
อันดับ 9
Source Code
Source Code

Source Code

เป็นหนังเรื่องแรกๆของปี 2011 ที่ตื่นเต้นไปตลอดทั้งเรื่อง ด้วยการดำเนินเรื่องราวแบบย้อนกลับไปมา นำเสนอความพยายามที่ยากจะเป็นไปได้ แต่ก็จะทำให้ถึงที่สุดของพระเอก พร้อมกับปล่อยให้ไปคิดกันเอาเองในตอนท้ายว่าตกลงแล้วพระเอกอยู่ในโลกไหนกันแน่ ซึ่งก็ทำให้หนังติดอันดับเข้ามาถึงรอบสุดท้าย

.
อันดับ 8
Top Secret วัยรุ่นพันล้าน
Top Secret วัยรุ่นพันล้าน

Top Secret วัยรุ่นพันล้าน

หนังไทยเรื่องเดียวในท๊อป 10 ประจำปี 2011 นำเสนอความอดทนของเด็กหนุ่มที่ไม่เคยท้อถอย ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้นก็ตาม หนังเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับวัยรุ่นไทยทั้งประเทศที่พยายามจะทำความฝันให้เป็นความจริง และมันคงจะเกิดขึ้นได้ในวันหนึ่งถ้าไม่ละความพยายาม

.
อันดับ 7
Super 8
Super 8

Super 8

นำเสนอเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นที่โตเกินวัย แม้กายจะเป็นเด็ก แต่ใจใหญ่เกินตัว พยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง โดยที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร สร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองตั้งแต่เด็ก เพื่อเผชิญกับโลกอันโหดร้ายในปัจจุบัน

.
อันดับ 6
The King’s Speech
The King's Speech

The King’s Speech

แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมออสการ์มาครอง แต่ทำไมถึงไม่ได้อันดับ 1 ล่ะ ไม่ใช่ว่าผมเห็นหนังเรื่องนี้ดูด้อยกว่าเรื่องอื่นหรอกนะ แต่หนังออสการ์ส่วนมากจะมีเนื้อเรื่องที่เครียดและลุ้นไปกับเรื่องราวอันเข้มข้น เรื่องนี้ก็เด่นมากๆในส่วนของนำชาย ที่ทำให้ผมอึดอัดมากๆกับการพูดติดอ่างของตัวละครนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่ใช่หนังโดนใจที่สุดของผมประจำปี 2011 ล่ะ

.
อันดับ 5
Black Swan
Black Swan

Black Swan

เรื่องนี้ก็มีบทบาทในเวทีออสการ์เช่นเดียวกัน และที่ผมจัดอันดับให้สูงกว่าเรื่องที่แล้วก็เพราะว่า การแสดงอันเข้าถึงบทบาทของนำหญิง ตั้งแต่เปิดเรื่องไปจนถึงฉากจบ แทบไม่ได้ละสายตาเลยทีเดียว นับว่าสุดยอดมากๆสำหรับหนังซักเรื่อง

.
อันดับ 4
Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2
Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2

Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2

หลายคนอาจจะบอกว่าทำไมหนังแฮร์รี่ถึงติดอันดับได้สูงขนาดนี้ ซึ่งถ้าเป็นตอนอื่นๆของหนังผมก็คิดว่าคงตกรอบแรกไปแล้ว แต่กับภาคสุดท้ายของหนังพ่อมดอันยาวนานเรื่องนี้ กลับทำให้ผมทึ่ง เพราะเป็นการปิดเรื่องราวที่ทรงพลังมากๆ จากหนังภาคก่อนๆที่กระท่อนกระแท่นมาตลอด พอมาปิดท้ายเรื่องราวด้วยหนังเรื่องนี้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งหนังที่ปิดเรื่องราวได้สมบูรณ์ และประทับใจแฟนคลับอย่างผมมาก

.
อันดับ 3
Rise of the Planet of the Apes
Rise of the Planet of the Apes

Rise of the Planet of the Apes

แม้ว่าจะเป็นหนังอีกเรื่องที่นำของเก่ากลับมาสร้างใหม่ ซึ่งแต่ละเรื่องที่เคยทำมาก็มักจะทำได้แย่กว่าของเก่าเสมอ แต่เรื่องนี้เป็นในทางตรงกันข้าม หนังดำเนินเรื่องราวอย่างมีพลัง และดูสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ รวมทั้งประโยคเด็ดของตัวละครซีซาร์ที่พูดออกมาตอนท้ายเรื่อง ก็เป็นอีกหนึ่งฉากที่โดนใจมากๆ ได้ยินฉากนี้แล้วรู้สึกขนลุกเลยทีเดียว

.
อันดับ 2
Real Steel
Real Steel

Real Steel

เป็นการฉายปิดท้ายปลายปีแบบยิ่งใหญ่จริงๆ หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากต่อสู้แบบมันส์สุดๆ และดนตรีที่ฟังแล้วโยกตัวตาม พร้อมด้วยเรื่องราวที่แฝงแง่คิดที่ว่า จะทำอะไรต้องมีการวางแผนที่ดี และถ้าผิดพลาดเมื่อใด ก็จงอย่าย่อท้อ ต้องพยายามอย่างถึงที่สุด ความสำเร็จจะรออยู่อีกไม่ไกล

.
อันดับ 1
X-Men: First Class
X-Men: First Class

X-Men: First Class

ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดเหมือนกับผมหรือเปล่าว่านี่ไม่ใช่หนังยอดมนุษย์ธรรมดา แต่เป็นหนังที่แฝงความหมายได้อย่างลึกซึ้ง กล่าวถึงการยอมรับในสังคม ความกล้าเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตัวเองต่อสาธารณชน ไม่ว่าสังคมจะมองเราเป็นเช่นใด จุดสำคัญไม่ใช่อยู่ที่สายตาของคนอื่น แต่มันอยู่ที่ตัวเราเองว่าอยากจะให้ตัวเองเป็นแบบไหน คนรอบกายเป็นเพียงแค่ทางผ่าน ตัวเราต่างหากที่เป็นทางหลวงสายสำคัญ ดังนั้นเราอยากจะเป็นแค่ทางผ่าน ใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าไปวันๆ หรืออยากจะเป็นทางหลวงที่จะนำเราไปสู่สิ่งที่สำคัญในชีวิต นั่นขึ้นอยู่กับการเลือกของเรา

.
จบกันไปแล้วนะครับสำหรับ 10 อันดับหนังโดนใจประจำปี 2011 ของผม ไม่รู้ว่าคิดเห็นเหมือนผมกันบ้างหรือเปล่า ลองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ ทิ้งคอมเมนท์ไว้ด้านล่างนี้แหละ ผมอยากรู้บ้างว่ามีใครอ่านบทความของผมกันบ้าง และคิดเห็นกันอย่างไร เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมเขียนบทความต่อๆไปครับ สุดท้ายนี้ขอให้ดำเนินชีวิตกันอย่างมีความสุขกับปีใหม่ที่จะมีหนังดีเรื่องใหม่ๆตามมาอีกมากมาย ลองเลือกเรื่องที่ตรงใจคุณ หลังจากนั้นก็ดูมันซะ แล้วคุณจะรู้ว่าความสุขเล็กๆ หาไม่ยากเลยเพียงแค่คุณเปิดใจมอง…

.
บทความต่อเนื่อง 10 หนังโดนใจประจำปี 2012

ความเห็น
  1. จากที่ดูในลิสนี้ ปีนี้ดูไป 17เรื่องจ้า ^^

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s