Movie @ Home +++ Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides +++ การกลับมาของโจรสลัดที่ขาดเสน่ห์ไปเยอะ

Posted: มกราคม 7, 2012 in ความเห็นหลังชม @ Home, หนังผจญภัย
ป้ายกำกับ:, , , , , ,

เปิดเผยเนื้อหาเล็กน้อย…

Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides

Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides

ภาพยนตร์  Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl  หนังโจรสลัดยอดฮิตต้นฉบับที่ออกฉายในปี 2003 สร้างความฮือฮาแก่ตารางอันดับหนังทำเงิน แม้ว่าจะเปิดตัวด้วยรายได้ที่ไม่น่าตกใจเท่าไร แต่ท้ายที่สุดแล้วหนังก็จบรายได้ไปสูงถึง 305.4 ล้านดอลลาร์ จนสามารถครองอันดับ 3 หนังทำเงินสูงสุดประจำปี 2003 ตามหลังหนังเพียงแค่ 2 เรื่อง นั่นคือหนังผจญภัยภาคต่อเรื่องยิ่งใหญ่ของนิวไลน์  The Lord of the Rings: The Return of the King  ที่ทำไว้ 377 ล้านดอลลาร์ และหนังอนิเมชั่นเรื่องเยี่ยมจากดิสนีย์-พิกซาร์  Finding Nemo  ที่ทำตัวเลขไว้ 339.7 ล้านดอลลาร์ โดยมีเพียง 3 เรื่องที่กล่าวมานี้เท่านั้น ที่เป็นหนังปี 2003 ทำรายได้เกิน 300 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้หนังโจรสลัดภาคแรกยังกวาดรายได้นอกอเมริกาไปอีก 348.9 ล้านดอลลาร์ รวมรายได้เหนาะๆ 654.3 ล้านดอลลาร์!

ด้วยเหตุนี้ ดิสนีย์สตูดิโอเจ้าของผลงานจึงอนุมัติในการสร้างภาคต่อ ซึ่งตามมาในปี 2006 ด้วยชื่อ  Pirates of the Caribbean: Dead Man’s Chest  ที่ดิสนีย์คาดหวังเอาไว้สูง เพราะดิสนีย์เพิ่มทุนสร้างจาก 140 ล้านดอลลาร์ในภาคแรก เป็น 225 ล้านดอลลาร์ในภาคต่อ และหนังภาคต่อเรื่องที่ 2 นี้ก็ไม่ทำให้สตูดิโอผิดหวัง เพราะหนังเปิดตัวแบบสร้างปรากฏการณ์ในสัปดาห์แรกของการออกฉาย ด้วยรายได้ 135.6 ล้านดอลลาร์ ขึ้นอันดับ 1 หนังที่เปิดตัวสุดสัปดาห์สูงสุดตลอดกาลทันทีในปีนั้น  (แต่ก็โดนหนังเรื่องอื่นมาแย่งแชมป์ไปแล้วจนปัจจุบันรั้งอันดับ 6 ซึ่งแชมป์ล่าสุดของตารางเป็นของหนัง  Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2  กับรายได้เปิดตัว 169.2 ล้านดอลลาร์)  และไม่เพียงแค่การเปิดตัวเท่านั้นที่สร้างปรากฏการณ์ เพราะหนังยังเก็บรายได้ในแต่ละสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง จนพุ่งรายได้รวมไปสูงถึง 423.3 ล้านดอลลาร์ ครองแชมป์หนังจากสตูดิโอดิสนีย์ที่ทำรายได้รวมสูงสุดตลอดกาล นอกจากนั้นยังทำรายได้รวมนอกอเมริกาไป 642.9 ล้านดอลลาร์ รวมทั่วโลก 1,066.2 ล้านดอลลาร์!

จากความสำเร็จอันมหัศจรรย์ของภาค 2 ที่โกยรายได้ทั่วโลกไปกว่าพันล้าน ดิสนีย์ก็ทุ่มไม่อั้นไปกว่า 300 ล้านดอลลาร์กับภาคต่อ  Pirates of the Caribbean: At World’s End  ที่รีบสร้างเหลือเกินเพื่อให้ทันฉายในปี 2007  แต่ด้วยความรีบเร่งเกินไป การทำงานจึงไม่พิถีพิถันพอ และเรื่องราวเริ่มออกนอกลู่นอกทาง จนหนังปิดรายได้ไปที่ตัวเลขเพียง 309.4 ล้านดอลลาร์ซึ่งน้อยกว่าที่ดิสนีย์คาดการณ์ไว้ แต่หนังก็ยังได้รายได้นอกอเมริกาอีก 654 ล้านดอลลาร์มาช่วยชีวิต เพราะถ้าไม่นับรายได้นอกอเมริกา หนังก็จะได้กำไรเพียงเกือบๆ 10 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

เมื่อดิสนีย์เห็นท่าไม่ดี จึงเริ่มฉุกคิดและพิถีพิถันกับภาคต่อมากขึ้น ซึ่งก็เป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของแฟรนไชส์หนังโจรสลัด ด้วยการเปลี่ยนตัวผู้กำกับจาก กอร์ เวอร์บินสกี้ ที่ทำหน้่าที่มาตลอดทั้ง 3 ภาค ให้เป็นผู้กำกับคนใหม่ ร๊อบ มาร์แชล ที่สร้างชื่อด้วยการเข้าชิงออสการ์สาขาผู้กำกับจากหนังเพลง Chicago แต่นั่นก็เป็นเพียงครั้งเดียวที่เข้าชิง เพราะความหวังหลังจากนั้นจากหนังเพลงเรื่อง Nine ก็ดูจะห่างไกลจากออสการ์มากเหลือเิกิน

สตูดิโอดิสนีย์คงจะเห็นว่าผู้กำกับร๊อบ ที่ครั้งหนึ่งเคยทำเข้าชิงรางวัล น่าจะหันหัวเรือของหนังโจรสลัดให้เดินได้ถูกทิศทาง เพราะหลังจากที่ผู้กำกับเวอร์บินสกี้กำกับมา 3 ภาคติดกัน ดูท่าจะหมดมุกซะแล้ว หนังภาค 3 จึงดูเป๋ๆไป โดยร๊อบถูกให้ความหวังว่าจะทำให้หนังภาคต่อ  Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides มีการดำเนินเรื่องที่สมเหตุสมผลขึ้น และดูไม่เลื่อนลอยไร้จุดหมายเหมือนอย่างในภาค 3

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ นอกจากจะเปลี่ยนตัวผู้กำกับให้เป็นร๊อบ มาร์แชลแล้ว หนังยังนำตัวละครหลักที่ผู้คนรู้จักกันดีอย่าง วิลล์ เทอร์เนอร์ ของหนุ่มหล่อ ออร์แลนโด บลูม และอลิซาเบธ สวอนน์ ของสาวสวยเคียร่า ไนท์ลีย์ ออกไปด้วย โดยภาค 4 นี้หนังจะเหลือตัวละครหลักเพียง กัปตันแจ๊ค สแปร์โรว ของจอห์นนี่ เด็ปป์ และกัปตันเฮคเตอร์ บาร์บอสซ่า ของเจฟฟรีย์ รัช แต่ได้เพิ่มตัวละครอื่นๆเข้ามา โดยดึงดาราสาวสวยดีกรีออสการ์อย่างเพเนโลเป้ ครูซ มาเล่นเป็นแองเจลิก้า ทีช คนรักเก่าของกัปตันแจ๊ค และดารารุ่นลายครามอย่าง เอียน แม็คเชน มาเล่นเป็นแบล็คเบียร์ด โจรสลัดเคราดำ

และการพิถีพิถันกับภาคใหม่นี้ยังรวมไปถึงการลดทุนสร้างลง จาก 300 กว่าล้านในภาค 3 เหลือเพียงประมาณ 250 ล้านในภาค 4 ซึ่งจะเป็นการเซฟค่าใช้จ่ายของดิสนีย์ให้มากที่สุด และดิสนีย์ก็คิดว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว ซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนั้น การเปิดตัวกว่า 90 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์แรกของ  Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides ทำให้ดิสนีย์พอใจขึ้นมาได้บ้าง ถึงแม้ว่าจะน้อยกว่าภาค 2  (135.6 ล้านดอลลาร์)  และภาค 3  (114.7 ล้านดอลลาร์)  แต่ก็ยังดีกว่าภาคแรก  (46.6 ล้านดอลลาร์)  ดิสนีย์คิดว่านี่เป็นแค่การเริ่มต้น หนทางเก็บเกี่ยวรายได้ยังอีกยาวไกล

แต่เมื่อรายได้สัปดาห์ต่อๆมา ที่ลดลงจาก 90.2 ล้านในสัปดาห์แรก เป็น 39.8 ล้านในสัปดาห์สอง, 18 ล้านในสัปดาห์ที่สาม, 10.9 ล้านในสัปดาห์ที่สี่ และหลังจากนั้นหนังก็เก็บรายได้แต่ละสัปดาห์น้อยกว่า 10 ล้านดอลลาร์ ดิสนียก็เริ่มคิดว่า ตกลงแล้วคิดผิดหรือคิดถูกกันแน่ที่เปลี่ยนแปลงหนังซะไม่เหลือเค้าเดิมอย่างนี้

แม้รายได้ในอเมริกาจะเหมือนเป็นฝันร้าย แต่ถ้าว่าถึงรายได้นอกอเมริกา ดิสนีย์ยิ่งกว่าถูกหวย เพราะหนังโจรสลัดภาค 4 นี้ กลับโกยรายได้อย่างไม่บันยะบันยัง โกยอยู่นั่นแหละ โกยเข้า โกยจนไม่เหลืออะไรจะโกยแล้ว จนท้ายที่สุดหนังก็กวาดเหี้ยนเตียนไปกว่า 802.8 ล้านดอลลาร์! กลายเป็นภาคที่ทำรายได้นอกอเมริกาสูงที่สุดไปซะได้ และถ้ารวมรายได้ในอเมริกาที่หยุดไว้ที่ 241.1 ล้านดอลลาร์เข้าไป หนังก็ทำไปถึง 1,043.9 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก!

ซึ่งผลที่ออกมานี้ ก็ทำให้ดิสนีย์พอใจมาก ถึงแม้ว่าจะโดนนักวิจารณ์หลายสำนักสับเละว่าหนังลดเสน่ห์ลงไปเยอะ เหมือนเป็นหนังภาคใหม่ที่ถีบตัวเองจาก 3 ภาคก่อนหน้า แต่ด้วยรายได้ทั่วโลกที่เป็นอยู่ ก็มองให้เห็นว่า ถึงแม้อารมณ์เดิมๆจะหายไปบ้าง แต่รายได้มันยังไม่หายไปไหนนะ ผู้ชมยังชื่นชอบในเรื่องราวโจรสลัดอยู่ เขายังอยากเห็นกัปตันแจ๊คอยู่

Johnny Depp

จอห์นนี่ เด็ปป์ เป็น กัปตันแจ๊ค สแปร์โรว

จากความคิดของผมหลังจากดูหนังภาค 4 จบ หนังลดเสน่ห์ลงไปเยอะจริงๆ ความน่ากลัวของเรือที่แล่นอยู่กลางท้องน้ำในภาคแรกหายไปหมดแล้ว ความสนุกแบบขำก๊ากกับเรื่องราวในหนังภาคสองเหลืออยู่ไม่กี่ฉาก หนังทิ้งตัวละครที่สร้างเสน่ห์ออกไป ทั้งวิลล์ เทอร์เนอร์ และอลิซาเบธ สวอนน์ แต่ก็น่าทิ้งเหมือนกันถ้าตัวละครไม่มีพัฒนาการเหมือนในหนังภาค 3 รวมทั้งการดึงตัวละครใหม่ๆเข้ามาก็ยังดูไม่ชินตาเท่าไร ทั้งเพเนโลเป้ ครูซ ที่แม้เธอจะสวย แต่เธอเหมาะไปเล่นบทดราม่ามากกว่า หรือจะเป็นแบล็คเบียร์ด ที่ดูไม่ค่อยน่ากลัว ทั้งที่หนังพยายามทำให้น่ากลัว

Penélope Cruz

เพเนโลเป้ ครูซ เป็น แองเจลิก้า ทีช

อารมณ์ของหนังถูกทำลายลงไปแล้ว ด้วยเพราะมันไม่ใช่ความแปลกใหม่อย่างเช่นในหนังภาคแรกอีกต่อไป เราเคยเห็นความแปลกใหม่ในหนังภาคแรก แต่พอมันถูกฉายซ้ำหลายครั้ง อารมณ์นั้นๆเลยดูเฉยๆ ไม่เร้าใจเหมือนได้ลองครั้งแรก และถ้ามีภาคต่อไปหลังจากนี้ เสน่ห์ก็จะเริ่มลดลงไปอีกเรื่อยๆ

หนังภาค 4 นี้ เนื้อเรื่องกล่าวถึงความเป็นอมตะจากการดื่มน้ำอมฤต โดยการดื่มน้ำอมฤตพร้อมกันสองคน แค่เนื้อหาก็ขัดแย้งกันเองแล้ว เพราะบางตอนก็กล่าวถึงความเป็นอมตะถ้าได้ดื่มน้ำอมฤตนี้ แต่บางตอนก็กล่าวว่าเมื่อดื่มน้ำอมฤตเข้าไป คนผู้นั้นจะได้เวลาชีวิตที่ผ่านมาและเวลาชีวิตที่เหลืออยู่ของอีกคน ก็แสดงว่าไม่ได้เป็นอมตะ ตกลงดื่มน้ำอมฤตแล้วจะตาย หรือไม่ตาย?

Geoffrey Rush

เจฟฟรีย์ รัช เป็น กัปตันเฮ็คเตอร์ บาร์บอสซ่า

ตอนต้นๆของหนังดูขาดเสน่ห์ไปเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ในห้องโถงของแจ๊คกับเหล่าทหารของกษัตริย์อังกฤษ ที่พยายามใช้เสียงดนตรีช่วยเพิ่มความสนุก แต่ดูไปแล้วเฉยๆมาก หรือการต่อสู้กันบนเรือควีน แอนน์ รีเวนจ์ ที่นอกจากจะไม่มีอะไรใหม่แล้ว ยังออกจะธรรมดาด้วยซ้ำ

แต่ต้องขอชมฉากการล่านางเงือก เพราะเป็นฉากที่ทำให้หนังดูสนุกขึ้นมาได้ เพราะก่อนหน้าฉากนี้ แทบจะฟุบหลับไปอยู่แล้ว พอฉากล่านางเงือกมา หนังเริ่มมีสีสันขึ้นมาทันที ซึ่งหนังเพิ่มความตื่นเต้นเข้ามาในฉากนี้ และน่าจะเป็นฉากเดียวของหนังที่ดูแล้วลุ้น ส่วนฉากอื่นๆที่เหลือลุ้นบ้างไม่ลุ้นบ้างผสมกันไป

Ian McShane

เอียน แม็คเชน เป็น กัปตันแบล็คเบียร์ด

อารมณ์ตลกของหนังที่เคยเป็นเสน่ห์จากหนังภาค 2 ก็ถูกใส่เข้ามาในภาคนี้ด้วย จากตัวละครของจอห์นนี่ เด็ปป์ แต่ฉากแรกๆของหนังกลับไม่ฮา ดูเหมือนว่าเด็ปป์จะพยายามทำให้ฮา แต่มันค่อนข้างแป๊ก แต่หลังจากฉากล่านางเงือกไปแล้ว ก็พอจะมีฉากฮาอยู่บ้างประปราย ถ้าให้เทียบระหว่างหนัง 4 ภาค ผมเลือกภาคแรกและภาคสองเป็นผลงานที่สนุกที่สุด โดยภาคแรกสร้างความขนลุกในเรื่องราว ขนลุกในฉากเดินใต้ทะเล ขนลุกในฉากสู้กันกลางแสงจันทร์สาดส่อง ส่วนภาคสองสนุกไปกับฉากวิ่งบนกรงล้อ และความฮาในหลายฉากในป่า ส่วนภาคสามและภาคสี่ ขาดเสน่ห์ด้วยกันทั้งสองภาค แต่ภาคสามก็มีจุดเด่นเป็นตัวละครเดวี่ โจนส์ ชายหนวดปลาหมึก กับการแสดงที่สื่อออกมาจากดวงตาของบิลล์ ไนฮีย์ ส่วนภาคสี่นี้เด่นในตัวละครนางเงือก

สรุปแล้วหนัง  Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides  พยายามที่จะรื้อฟื้นความสนุกเดิมๆที่เคยเห็นกันมาในภาคก่อนๆ แต่เมื่อเราเคยเห็นกันมาแล้วหลายครั้ง และความแปลกใหม่ก็แทบจะไม่มี หนังเลยออกมาสนุกบ้างไม่สนุกบ้าง ดูแล้วก็อยากจะหลับซักหลายงีบ โดยเฉพาะตอนแรกๆของหนัง ดำเนินเรื่องราวได้ไม่ตื่นเต้น และไม่ค่อยลุ้น แต่ก็ยังดีที่หนังใส่ความตื่นเต้นลงไปบ้างในฉากล่านางเงือก ใส่ความโรแมนติกลงไปในตัวละครนักบวชและนางเงือก แต่ก็ยังไม่ใช่ความสนุกที่ดูกลมกลืนมากนัก และยังดูแปลกไปอีกในฉากที่ถือดาบเพื่อให้ยื่นออกมานอกจอ ก็รู้ว่าทำมาเพื่อระบบ 3 มิติ แต่มันดูจงใจเกินไป นอกจากนี้หนังยังเปิดโอกาสให้สร้างภาคต่อตามมา จากฉากสุดท้ายของตัวละครแองเจลิก้าที่อยู่หลังเครดิต แต่ถ้าจะมาในภาคต่อไป ก็ขอให้สร้างเรื่องราวให้แปลกกว่าเดิมแล้วกัน เพราะมีโอกาสที่คนดูจะเบื่อ ซึ่งนั่นก็จะเป็นผลเสียแก่ดิสนีย์โดยตรง…

เรื่องนี้ผมให้เกรด C-
★★1/2
คะแนน 5.8 เต็ม 10

.

ตัวอย่างภาพยนตร์ Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s