ความเห็นหลังชม –[ Mission: Impossible – Ghost Protocol ]– มหึมาความมันส์แบบเหินเวหา

Posted: ธันวาคม 27, 2011 in ความเห็นหลังชม @ Cinema, หนังทริลเลอร์, หนังแอ๊กชั่น
ป้ายกำกับ:, , , , , , , , ,

เปิดเผยเนื้อหาสำคัญเล็กน้อย…

Mission: Impossible - Ghost Protocol

มิสชั่น อิมพอสสิเบิ้ล: ปฏิบัติการไร้เงา

เคยอยากไปยืนด้อมๆมองๆบนตึกที่สูงที่สุดในโลกบ้างมั้ย?   ผมเป็นคนนึงล่ะที่เคยมีความคิดอย่างนี้ แต่ทำไมไม่ไปนะหรอ สาเหตุก็มีหลายอย่าง อย่างแรกสำคัญมาก ตังไม่มี ถ้าไม่มีตังแล้วจะไปยังไงล่ะ — อย่างที่สอง เป็นโรคกลัวความสูง หูย.. แค่นึกก็เสียวแล้ว — ส่วนอย่างสุดท้าย ก็เพราะว่าตึกที่สูงที่สุดในโลกมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเลยน่ะสิ จะไปก็กลัวมันจะเปลี่ยนตำแหน่งเอาซะอีก แต่ล่าสุดตึกที่ครองแชมป์อยู่ในปัจจุบันก็คือ ตึกเบิร์จคาลิฟา ตั้งอยู่ในเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีความสูงทั้งสิ้น 2,717 ฟุต หรือ 828 เมตร ทั้งหมด 162 ชั้น เอาชนะแชมป์เก่า ตึกไทเป 101 ประจำเมืองไทเป ประเทศไต้หวัน ที่มีความสูง 1,671 ฟุต หรือ 509 เมตร ทั้งหมด 101 ชั้น ลงอย่างราบคาบ ที่เอาเรื่องตึกๆ มาพูดนี่ก็ไม่ใช่อะไรหรอกนะ เพราะเราไม่ต้องบินไปให้เสียเงิน เสียเวลา หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต เพื่อไปด้อมๆมองๆบนตึกเอาเองแล้วล่ะ เพียงแค่ดูเรื่องนี้ คุณก็พร้อมจะเยี่ยวราดได้ทันทีกับความมันส์แบบนอนสต๊อป ความเสียวแบบเหินเวหา เอาล่ะมาเริ่มกันเลยดีกว่า

Burj Khalifa

ตึกเบิร์จคาลิฟา ตึกที่สูงที่สุดในโลก

ก่อนอื่นบทวิจารณ์นี้ไม่ได้มาบอกว่าหนัง MI4 ภาคล่าสุดนี้เป็นหนังที่สนุกมากๆๆๆๆๆ หรือ มันส์มากๆๆๆๆๆ หรือดีมากๆๆๆๆๆ แต่อย่างใด แต่ก็บอกได้เลยว่านี่เป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญของหนังแอ๊กชั่นทอม ครูซ ตระกูลมิสชั่นอิมฯ ที่มีความลงตัวที่สุดนับตั้งแต่สร้างกันมา เพราะนอกจากหนังจะให้ความอิ่มเอมสะใจไปกับฉากต่อสู้อันตระการตา เสียงดนตรีประกอบที่คุ้นเคยที่ช่วยส่งเสริมความมันส์อีกระดับ หรือเรื่องราวสายลับที่พบเห็นกันในหนังแอ๊กชั่นสายลับทั่วๆไป แต่หนังยังมาพร้อมกับตัวละครทีมใหญ่ที่ส่งเสริมกันได้อย่างดี และไม่ได้ขึ้นอยู่กับทอม ครูซแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป เรื่องนี้นอกจากเราเจอกับทอม ครูซแล้ว เรายังได้พบกับ เจเรมี่ เรนเนอร์, ไซม่อน เพ็กก์ และพอลล่า แพตตั้น ซึ่งถ้าขาดตัวละครอีก 3 ตัวที่กล่าวมานี้ อารมณ์ในหนังคงจะไม่ลงตัวอย่างที่เป็นอยู่นี้

สาเหตุที่หนังดูโดดเด่นกว่าทุกภาคที่ผ่านมา ประัการหนึ่งก็มาจากการได้ผู้กำกับ แบรด เบิร์ด มากำกับความมันส์ ถ้าพูดแค่ชื่อก็คงนึกไม่ออกว่าผู้กำกับคนนี้คือใคร แต่ถ้าบอกว่าผู้กำกับคนนี้เป็นผู้กำกับหนังการ์ตูนอนิเมชั่นเรื่อง The Incredibles ของดิสนีย์ หลายคนก็เริ่มจะร้องอ๋อทันที จากเรื่องราวที่ดำเนินแบบรวดเร็วและดูสนุกมากในหนังการ์ตูนยอดมนุษย์ ผู้กำกับแบรด เบิร์ด ได้นำเอาการดำเนินเรื่องแบบรวดเร็ว และการเล่าเรื่องที่เก็บรายละเอียดได้ดี มานำเสนอในหนังที่ใช้คนแสดงจริงเรื่อง MI4 นี้ โดยทอม ครูซ ที่ทำหน้าที่อำนวยการสร้างให้กับหนังเรื่องนี้ ได้ชักจูงแบรด เบิร์ดให้มากำกับหนังเรื่องนี้ เพราะทอม ครูซให้ความเห็นว่า   “แม้หนังเรื่องเก่าๆที่แบรดเคยกำกับมาจะมีแต่หนังอนิเมชั่นทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นซีรีย์ The Simpsons, The Iron Giant, The Incredibles หรือ Ratatouille  แต่หนังอนิเมชั่นของแบรดก็ให้อารมณ์เหมือนกับหนังที่มีคนแสดงอย่างน่าทึ่ง”   และการกำกับ MI4 ในครั้งนี้ จึงเป็นการกำกับหนังที่ใช้คนแสดงจริงเป็นครั้งแรกของผู้กำกับแบรด เบิร์ด

และสาเหตุอื่นๆที่นอกเหนือจากที่กล่าวไปตั้งแต่ต้น ก็คือหนังนำเสนอฉากเด็ดในเนื้อเรื่องมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฉากถล่มพระราชวังเครมลิน (ซึ่งเป็นฉากที่อยู่ตอนต้นๆของเรื่อง), ฉากต่อสู้ฝ่าพายุทรายในตัวเมือง (ที่ไม่เคยเห็นในเรื่องอื่นมาก่อน), ฉากต่อสู้กันในโรงจอดรถยนต์หลายระดับ (ปรากฎอยู่ตอนท้ายเรื่อง ซึ่งนอกจากจะตื่นเต้นในตัวแล้ว ยังต้องเอาใจช่วยคนสูงวัย 2 คนทะเลาะกันเพื่อให้ผ่านฉากนี้ไปให้ได้อีกต่างหาก) และฉากเด็ดที่สำคัญที่สุด และเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดก็คือ ฉากโหนตึกเบิร์จคาลิฟา นั่นเอง (ฉากนี้อยู่ประมาณกลางๆเรื่อง) นอกจากหนังจะนำเสนอฉากเด็ดต่างๆมากมายแล้ว หนังยังนำเสนอเทคโนโลยีความล้ำหน้าของแก๊ดเจ็ตต่างๆ ที่ไม่แพ้เจมส์ บอนด์เลยทีเดียว

Tom Cruise on Burj Khalifa

โห สูงเกินไปป๊ะ!

ในส่วนของประเด็นหลักของเรื่อง หนังก็เล่าเรื่องราวที่มีความซับซ้อนเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เข้าใจยากมากเกินไป ในขณะที่หนังหลายเรื่องจะมีฉากที่ตัวละครพล่ามบทสนทนากันเยิ่นเย้อ ก่อนที่จะไปแอ๊กชั่น แต่ MI4 นำเสนอฉากบทสนทนาที่ไม่นานจนเกินไป และนำไปสู่ฉากแอ๊กชั่นอันตระการตาหลายๆฉาก ทำให้ดูแล้วไม่เกิดอาการเบื่อหรือง่วงนอน ประกอบไปกับการใส่เสียงดนตรีประกอบที่มาช่วยเสริมความมันส์ให้กับหนัง ก็ได้ช่วยสร้างอารมณ์ความตื่นเต้นให้มันส์ขึ้นไปอีกระดับ

อีกทั้งการใช้คำในการแปลซับของเรื่องนี้ก็ดูดี โดยส่วนที่ผมชอบก็คือ ฉากสนทนาฉากนี้

Benji Dunn:    [showing a glove]  Now remember: “Blue is glue!”.
Ethan Hunt:    And red?
Benji Dunn:    Dead.

เบนจี้ ดันน์:    [โชว์ถุงมือ]  เอาล่ะจำไว้ให้ดี…  “น้ำเงินคือหนืด”
อีธาน ฮันต์:    แล้วแดงล่ะ?
เบนจี้ ดันน์:    เน่า!

จะเห็นได้ว่ามีการเล่นคำที่กลมกลืนทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย โดยในภาษาอังกฤษก็เล่น Rhyming ในคำ Blue-Glue และ Red-Dead  ส่วนในภาษาไทยก็เล่นเสียงพยัญชนะตัวเดียวกัน ในคำ หนืด-เน่า ซึ่งนับว่าเป็นการใช้คำที่ดูดีและเหมาะสม

และทั้งหมดนี้คือสาเหตุที่ทำให้หนัง MI4 เรื่องนี้มีความลงตัวมากกว่าทุกภาคที่ผ่านมา แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความคิดเห็น ความชอบ และการตีความของแต่ละบุคคล เนื่องจากแต่ละคนก็มีการตีค่า ตีความหมาย หรือให้ระดับความสนุกของหนัง ในรูปแบบที่ต่างกัน จึงไม่อาจจะบอกได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่สนุกมากๆๆๆๆๆ หรือ หรือ มันส์มากๆๆๆๆๆ หรือดีมากๆๆๆๆๆ อย่างที่ได้เกริ่นไว้ตั้งแรก

มาดูกันที่ส่วนเนื้อเรื่องกันบ้าง ครั้งนี้ขอไม่เจาะลึกถึงรายละเอียดมาก ด้วยเหตุผลหลักก็คือ ผมลืมเนื้อเรื่องไปค่อนข้างเยอะ เพราะตอนดูหนังปวดเยี่ยวสุดๆ จึงทำให้ดูเนื้อเรื่องไป ต้องมาพะวงเรื่องเยี่ยวราดอีก ทำให้จับประเด็นได้น้อยไปนิด ฉากที่เสียวสุดๆก็คือ ฉากทอม ครูซโหนตึก เกือบจะราดอยู่แล้ว เพราะเป็นโรคกลัวความสูงเป็นทุนเดิม แต่ก็ยังดีที่ไม่ราด เฮ้อ!  มิฉะนั้น จะเหม็นไปทั้งโรง!!!

เนื้อเรื่อง MI4 กล่าวถึงการแย่งชิงเอกสารสำคัญที่จะบอกรหัสปล่อยขีปนาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเหตุการณ์การแย่งชิงในบูดาเปสต์นี้ เทรเวอร์ ฮันนาเวย์ (จอช ฮัลโลเวย์) หนึ่งในสมาชิก IMF ที่มีโค้ดเนมว่า  “โคบอลต์”  ถูกยิงตาย ทำให้หัวหน้าทีมอย่าง เจน คาร์เตอร์ (พอลล่า แพตตั้น) กับเบนจี้ ดันน์ (ไซม่อน เพ็กก์) เอเจนท์ที่ได้รับการเลื่อนขั้น ต้องไปช่วย อีธาน ฮันต์ (ทอม ครูซ) เพื่อให้หนีรอดจากคุกในกรุงมอสโคว และมาสานต่อภารกิจที่ล้มเหลวนี้ให้สำเร็จ

หลังจากที่ฮันต์หนีรอดออกจากคุกมาได้ ก็ได้รับภารกิจแรกเป็นการไปสืบข้อมูลในพระราชวังเครมลิน แต่การไปหาข้อมูลในครั้งนี้ก็ไม่พบกับข้อมูลอย่างที่ตั้งใจไว้ และพระราชวังเครมลินยังถูกถล่มจากวายร้ายตัวจริง ก่อนจะโดนป้ายความผิดให้กับทีมของฮันต์ ทำให้นอกจากฮันต์จะต้องขัดขวางการดำเนินงานของวายร้ายตัวจริงอย่าง เคิร์ท เฮนดริก (ไมเคิล นิควิสท์) แล้ว เขายังต้องหลบหนีจากการตามล่าของทางการอีก

หลังโดนกล่าวหาว่าเป็นผู้วางระเบิดพระราชวังเครมลิน เจ้าหน้าที่หน่วย IMF อีธาน ฮันต์ และเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ จึงถูกตัดความช่วยเหลือจากทางการ โดยทางรัสเซียประำกาศแถลงการว่าการกระทำครั้งนี้ถือว่าเป็นการประกาศสงคราม ทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สั่งเริ่ม “ปฎิบัติการไร้เงา” ซึ่งให้ความหมายว่า การดำเนินการของ IMF นี้ไม่เคยเกิดขึ้น และพวกเขาก็ไม่มีตัวตน ทำให้อีธาน ฮันต์อยู่ในสภาพไร้ทางออกและไม่มีผู้สนับสนุน ทำให้ทุกคนต้องหาทางออกด้วยการดำเนินภารกิจนี้กันเอง ซึ่งก็ทำให้เกิดเรื่องราวต่อสู้ตามมาอีกมากมาย

Tom Cruise on Burj Khalifa

ดูดีๆนะ มีสลิงดึงตัวทอม ครูซไว้นะ

และเรื่องราวต่อสู้ที่โดดเด่นที่สุด ก็คือ ฉากโหนตึกเบิร์จคาลิฟา นั่นเอง โดยนอกจากจะได้เห็นความสวยงามของตึกแล้ว เรายังจะได้เห็นทอม ครูซ ปีนตึก และวิ่งไปรอบๆตึกอีกต่างหาก โดยฉากนี้นับว่าเป็นฉากเด็ดที่สุดในหนัง MI4 เลยทีเดียว และทีมงานก็ภูมิใจกับฉากนี้สุดๆ เพราะทอมไม่ได้ใช้สตันท์ในการแสดงฉากนี้เลย เขาโหนตึกจริงๆ เขาวิ่งไปรอบๆตัวตึกจริงๆ  โดยฉากที่ทอมต้องวิ่งไปรอบๆตึกบนชั้น 124 ซึ่งเป็นชั้นชมวิว 360 องศานั้น เขาใช้เวลา 2 วันในการถ่ายทำฉากนี้ด้วยฟิล์ม IMAX เพื่อให้เห็นความเสียวแบบเต็มๆตา และถ้ายังไม่ถึงใจพอ ในภาพหลุดที่เผยแพร่ออกมา ยังเห็นทอมไปนั่งบนเสาอากาศของตึก ที่อยู่บนดาดฟ้าของชั้น 162 อีกต่างหาก นับว่าเป็นความบ้าระห่ำที่คงไม่มีใครกล้าทำเท่าเขาอีกแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างจากในหนังก็คือ ในระหว่างการถ่ายทำ มีสลิงขึงรอบตัวทอมอยู่นะ และทีมงานที่เหลือทั้งหลายก็คอยดึงสลิงนั้นไว้ พร้อมกับดูกันอย่างเงียบๆ เพื่อให้ทอมมีสมาธิในการปีนตึกได้ดีนั่นเอง แต่ถ้าไม่มีสลิงจะเจ๋งกว่านะทอม!

Tom Cruise

เสียวบ้างหรือเปล่าเนี่ย ยังยิ้มอยู่อีก

Tom Cruise on Burj Khalifa

โห เหมือนวิ่งเล่นในสนามหญ้าเลยทีเดียว

โดยหลังจากเหตุการณ์แย่งชิงเอกสารในตึกเบิร์จคาลิฟาแล้ว ก็จะมาถึงฉากวิ่งไล่ฝ่าพายุทรายในเมืองดูไบ ซึ่งก็เป็นฉากแอ๊กชั่นที่ดูสนุกไปอีกแบบ พอจบจากฉากนี้ไปแล้ว หนังก็ไปเล่าเรื่องราวอีกเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินเรื่องกันต่อในมุมไบ ประเทศอินเดีย ในฉากงานเลี้ยงอ่อยเหยื่อ เพื่อหวังทวงรหัสปล่อยขีปนาวุธ แต่วายร้ายอย่างเฮนดริกก็คว้าไปได้ก่อน และมาจบเรื่องราวทั้งหมดในฉากต่อสู้ในโรงจอดรถยนต์หลายระดับ ซึ่งนำเสนอฉากต่อสู้ระหว่างเคิร์ท เฮนดริก กับอีธาน ฮันต์

เรื่องราวมาลงเอยด้วยกล่าวถึงตัวละครภรรยาของฮันต์ในภาคที่แล้ว นั่นก็คือ จูเลีย (มิเชล โมนาแกน) ที่ได้กล่าวมาตั้งแต่กลางเรื่อง โดยความเข้าใจผิดของแบรนท์ (เจเรมี่ เรนเนอร์) ที่คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ทำให้จูเลียเสียชีวิต และยังไม่ได้บอกอีธาน ก็ได้มาเฉลยตอนท้ายเรื่อง ว่าแท้จริงแล้ว จูเลียยังมีชีวิตอยู่ และอีธานก็รู้มาตั้งแต่ต้น

ก่อนที่จะไปพูดถึงบทสรุปกันในตอนท้าย ผมได้นำเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของหนัง รวบรวมมาให้อ่านดังนี้

  • ตัวละคร แบรนท์ เดิมทีแล้วจะเป็นตัวละครหลักของหนังในภาคนี้ที่แทนที่บทอีธาน ฮันต์เดิม เพราะทอม ครูซมีท่าทีที่จะหันหลังให้กับโปรเจคนี้ แต่ท้ายที่สุดทอมก็ไม่ได้หายไป จึงส่งผลให้บทแบรนท์กลายเป็นหนึ่งในทีมของฮันต์
  • คริส ไพน์ และทอม ฮาร์ดี้ เคยได้รับการคัดเลือกให้มารับบทแบรนท์
  • ฉากในตอนท้ายของเรื่องที่เราเห็นมิสไซล์กำลังพุ่งชนตึก ในบริเวณนั้นเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพิกซาร์สตูดิโอ
  • โรงแรมที่กล่าวถึงในตึกเบิร์จคาลิฟาในเรื่องคือ Armani Hotel Dubai ซึ่งเป็นโรงแรมแรก และอาจจะเป็นโรงแรมเดียวที่ได้รับการออกแบบโดย จิออร์จิโอ อาร์มานี่
  • MI4 เป็นหนังเรื่องแรกที่ใช้โลโก้ฉลองครบรอบ 100 ปีของสตูดิโอพาราเมาท์
  • ระบบเซิร์ฟเวอร์ที่เราเห็นในตึกเบิร์จคาลิฟาในเรื่อง ใช้ระบบของเดล พาวเวอร์เอดจ์ 2650 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เดลได้ยกเลิกผลิตตั้งแต่ปี 2004 และไม่ควรจะมีในตึกนี้เลย เพราะตึกนี้ถูกสร้างปลายปี 2004 เป็นต้นมา
  • ทีมของอีธาน ฮันต์เช็คอินโรงแรมชั้น 130 ในตึกเบิร์จคาลิฟา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชั้น 130 ไม่ได้เป็นโรงแรม แต่เป็นชั้นธุรกิจ
  • ฉากต่อสู้ตอนท้ายของเรื่อง ที่ต่อสู้กันในโรงจอดรถยนต์หลายระดับในอินเดีย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในอินเดียไม่มีโรงจอดรถยนต์หลายระดับแบบนี้เลย ซึ่งเข้ากันกับข้อเท็จจริงนี้ด้วย รถยนต์ทุกคันในโรงจอดรถนี้มีพวงมาลัยอยู่ด้านซ้าย แต่ในความเป็นจริงรถในอินเดียทุกคัน จะมีพวงมาลัยอยู่ด้านขวา (ตกทอดมาจากอังกฤษ) ซึ่งทำให้ทราบว่าฉากนี้ไม่ได้ถ่ายทำในอินเดีย

และนี่ก็คือทั้งหมดสำหรับรีวิวในครั้งนี้ โดยอาจจะไม่ได้เล่าเนื้อเรื่องในแบบเจาะลึกเหมือนเคย แต่ผมก็ได้ใส่ประเด็นความน่าสนใจที่ตัวหนังมี และจุดเด่นที่จะเป็นตัวตัดสินว่า หนังเรื่องนี้น่าดูหรือไม่ สรุปแล้วหนังเรื่องนี้เน้นฉากความมันส์แบบอลังการ นำเสนอผ่านฉากเด็ดอันหลากหลาย มีเนื้อเรื่องที่ไม่ซับซ้อนจนเกินไป ก็แล้วแต่ความเห็นของแต่ละคนล่ะครับ ที่จะตัดสินเอาเองว่าหนังเป็นอย่างที่คุณอยากให้เป็นหรือเปล่า…

ระดับคะแนน


.

ตัวอย่างภาพยนตร์ Mission: Impossible – Ghost Protocol (ซับไทย)

.

เบื้องหลังภาพยนตร์ ฉากปีนตึกเบิร์จคาลิฟา

ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s