ความเห็นหลังชม –[ Final Destination 5 ]– ฉบับ 3 มิติ สยองขวัญปนแหวะแบบทะลุเต็มตา

Posted: สิงหาคม 19, 2011 in ความเห็นหลังชม @ Cinema, หนังสยอง
ป้ายกำกับ:, , , , , , , , , ,

เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ…

Final Destination 5

Final Destination 5

ด้วยคอนเซ็ปต์ของหนังที่กล่าวถึงการร่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตอันใกล้ของตัวละครหนึ่งๆทำให้หนัง Final Destination ที่ออกฉายในปี 2000 กลายเป็นความแปลกใหม่ในตลาด โดยภาคแรกลางสังหรณ์เกิดขึ้นบนเครื่องบิน ซึ่งมีวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่ขอลงจากเครื่องกระทันหัน และรอดจากเหตุการณ์เครื่องบินระเบิด แต่หลังจากนั้นความตายก็มาเอาชีวิตผู้ที่รอดจากเหตุการณ์เครื่องบินระเบิดทีละคน

หลังจากนั้นในปี 2003 ภาคต่อ Final Destination 2 ก็ตามมา โดยที่มีตัวละคร 1 ตัวละครเกี่ยวโยงมาในเนื้อเรื่องของภาค 2 นั่นคือตัวละคร เคลียร์ ริเวอร์ส รับบทโดยอาลี ลาร์เตอร์ แต่ตัวละครของอาลีก็สิ้นสุดลงแค่ภาค 2 นี้เอง เนื้อเรื่องของภาคนี้ก็ใช้คอนเซ็ปต์เดิมจากภาคแรก แต่เปลี่ยนให้ลางสังหรณ์มาเกิดบนถนนแทน โดยผู้ที่รอดชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนสายใหญ่ก็ถูกตามเอาชีวิตทีละคน

3 ปีต่อมา ในปี 2006 ความตายก็มาเยือนอีกครั้งกับ Final Destination 3 โดยใช้รถไฟเหาะเป็นที่เกิดของลางสังหรณ์ ซึ่งเมื่อวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งรอดจากเหตุการณ์รถไฟเหาะหลุดจากราง ก็ถูกหมายหัวจากการโกงความตายตามคอนเซ็ปต์เดิมๆของหนัง

ในปี 2009 หนังภาคต่อเรื่องที่ 4 ใช้ชื่อว่า The Final Destination ก็กลับมาอีกครั้งในระบบ 3 มิติเป็นครั้งแรก และเป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่เข้าฉายในฤดูฉายซัมเมอร์ หลังจากที่ 3 ภาคก่อนหน้าจะเข้าฉายต้นปี โดยลางสังหรณ์ก็เปลี่ยนไปเกิดขึ้นที่สนามแข่งรถ และใครที่รอดจากสนามแข่งรถนั้นก็ทยอยกันตายต่อๆมา

กลับมาอีกครั้งในปี 2011 นี้ ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมา หนังแฟรนไชส์นี้จะเข้าฉายทุกๆ 3 ปี แต่ครั้งนี้มาเร็วกว่าตั้ง 1 ปี ไม่รู้ว่าผู้สร้างหมดมุกแล้วหรือขี้เกียจทำแล้ว เพราะเรื่องราวปิดท้ายของภาคนี้ก็ไปสอดคล้องกับเรื่องราวในภาคแรกซะด้วย! และทำให้เห็นว่าอาจจะไม่มีภาคต่อจากเรื่องนี้แล้ว นอกจากสตูดิโอมันจะดันทุรังมั่วบทเพื่อสร้างอีกภาค!

สำหรับ Final Destination 5 ที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ ก็เข้าฉายในฤดูฉายซัมเมอร์เป็นเรื่องที่ 2 ของแฟรนไชส์ และมาในระบบ 3 มิติเป็นครั้งที่ 2 เช่นเดียวกัน กับเรื่องราวลางสังหรณ์ที่เกิดขึ้นบนสะพานแขวน และใครที่เสือกรอดจากสะพาน ไม่ยอมตายห่าไปซะ ก็จะไปตายห่ากันทีละคนแบบเงียบๆ ตามคอนเซ็ปต์เดิมๆ ใครที่โชคดีหน่อยก็จะตายห่าอย่างโจ่งแจ้ง เพื่อคนอื่นจะได้รู้ว่า กรูจะตายแล้วนะ มาดูกันหน่อยเร้ว!…

ก่อนที่จะไปกล่าวถึงตัวหนังมาดูถึงการลงทุน รายได้รวม รายได้เปิดตัว รวมถึงรายได้เฉลี่ยเปิดตัวกันดีกว่าว่าหนังแต่ละเรื่องมีพัฒนาการที่ดีขึ้นหรือว่าแย่ลง และภาคต่อๆมา (ถ้ามี) จะไปแทรกอยู่ในตำแหน่งไหน

ถ้าว่ากันถึงการลงทุนของหนังแต่ละภาค ทุนสร้างของหนังแต่ละภาคจะสูงขึ้นเรื่อยๆดังนี้ โดยมี 2 ภาคหลังที่เสียในส่วนของ 3 มิติเพิ่มเข้ามา

  • Final Destination (2000) ใช้ทุนสร้างโดยประมาณ 23 ล้านเหรียญ
  • Final Destination 2 (2003) ใช้ทุนสร้างโดยประมาณ 26 ล้านเหรียญ
  • Final Destination 3 (2006) ใช้ทุนสร้างโดยประมาณ 34 ล้านเหรียญ
  • The Final Destination (2009) ใช้ทุนสร้างโดยประมาณ 43 ล้านเหรียญ
  • Final Destination 5 (2011) ใช้ทุนสร้างโดยประมาณ 47 ล้านเหรียญ

ในขณะที่รายได้ในอเมริกาที่หนังทำได้จะขึ้นๆลงๆ เรียงลำดับจากมากไปน้อยได้ดังนี้

  1. The Final Destination (2009) ทำรายได้ไป 66.4 ล้านเหรียญ
  2. Final Destination 3 (2006) ทำรายได้ไป 54.1 ล้านเหรียญ
  3. Final Destination (2000) ทำรายได้ไป 53.3 ล้านเหรียญ
  4. Final Destination 2 (2003) ทำรายได้ไป 46.5 ล้านเหรียญ

และถ้าว่ากันถึงรายได้เปิดตัวสัปดาห์แรกของหนังแต่ละภาค และรายได้เฉลี่ยต่อโรงฉาย เรียงลำดับจากมากไปน้อยได้ดังนี้

  1. The Final Destination (2009) เปิดตัวด้วยรายได้ 27.41 ล้านเหรียญ จาก 3,121 โรงฉาย (เฉลี่ยต่อโรงฉาย 8,782 เหรียญ)
  2. Final Destination 3 (2006) เปิดตัวด้วยรายได้ 19.17 ล้านเหรียญ จาก 2,880 โรงฉาย (เฉลี่ยต่อโรงฉาย 6,657 เหรียญ)
  3. Final Destination 5 (2011) เปิดตัวด้วยรายได้ 18.03 ล้านเหรียญ จาก 3,155 โรงฉาย (เฉลี่ยต่อโรงฉาย 5,715 เหรียญ)
  4. Final Destination 2 (2003) เปิดตัวด้วยรายได้ 16.02 ล้านเหรียญ จาก 2,587 โรงฉาย (เฉลี่ยต่อโรงฉาย 5,651 เหรียญ)
  5. Final Destination (2000) เปิดตัวด้วยรายได้ 10.02 ล้านเหรียญ จาก 2,587 โรงฉาย (เฉลี่ยต่อโรงฉาย 3,871 เหรียญ)

จะเห็นได้ว่าภาคนี้คนดูเริ่มจะเบื่อๆแล้ว รายได้เปิดตัวจึงไม่มาก และรายได้เฉลี่ยต่อโรงจึงน้อยลง ซึ่งการที่ผู้สร้างวกเรื่องมาวนกับภาคแรก ก็น่าจะเป็นเหตุผลนึงที่ตัวหนังเองถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ถ้าหากมีการสร้างภาคต่อออกมาจริงๆ ก็จะต้องมีการพิจารณาที่รอบคอบกว่าเดิม เพราะเมื่อลงทุนมาก อาจได้ไม่คุ้มเสีย แต่อย่างไรก็ตาม รายได้จากตลาดต่างประเทศของแต่ละภาคก็กระเตื้องรายได้ให้กับแฟรนไชส์หนังได้เป็นอย่างดี…

มาเริ่มกันที่ตัวหนังกันดีกว่า สำหรับรอบที่ผมไปดูมาเป็นรอบ 3 มิติ ซึ่งด้วยอาการที่ไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัว แถมแอร์ของโรงหนังก็เย็นฉ่ำ เลยเกิดอาการสั่นเล็กน้อย ช่วงตอนต้นของหนังก็ขึ้นเครดิตคนเล่น คนกำกับ คนทำนู่นทำนี่ พร้อมภาพกระจกแตก และอะไรก็ไม่รู้นักหนา แตกแมร่งหมด บันได ไม้ยาวๆ มีด บุหรี่ ทั้งหลายแหล่ที่พยายามจะลอยมากระทบหน้า แต่ยังไม่ตื่นเต้นดีก็ตัดไปภาพต่อไปซะและ บอกได้เลยว่าช่วงต้นของหนังนี้เป็นการซ้อมก่อนดูหนังจริงที่บางครั้งก็ดีกว่าตอนหนังเล่นจริงๆซะอีก เพราะช่วงนี้ไม่ต้องมัวอ่านซับ ดูแต่ภาพ แต่พอหนังจริงมา อ่านแต่ซับ ยังไม่ทันตะลึงภาพเลย

หลังจากเครดิตยาวยืด เล่นภาพ 3 มิติต้นเรื่องเสร็จ ก็เริ่มเรื่องทันที หนังก็เกริ่นนำนู่นนี่ซักพัก ว่ามีตัวละครอะไรบ้าง ดูไปก็เล็งๆไว้ว่า ใครจะตายก่อนกันวะ คนนี้หรือว่าคนนั้น เฮ้ย! คนนี้สวย อย่าตายนะ คนนั้นอ้วนว่ะ ตายห่าไปซะเถอะ เล็งไปเล็งมา เรื่องราวดำเนินมาจนถึงตัวละครขึ้นรถบัส กำลังขึ้นสะพานแขวนตัวเอกของเรื่อง ตอนนี้เริ่มตื่นเต้น อากาศในโรงก็หนาว ปวดเยี่ยวอีกต่างหาก ตัวสั่นนิดๆ เสียวแทบหยุดหายใจ…

ทันใดนั้น… จอดับ —- อ้าว! ภาพหายไปไหน —- มีเสียงพนักงานแว่วมาว่า “รอซักครู่นะครับ ระบบขัดข้อง” … พูดประมาณนี้ … อ้าว! เซ็ง! ตกลงนี่จะได้เห็นตัวละครตายห่าบนสะพาน หรือผมจะตายห่าคาโรงกันแน่เนี่ย… รอตั้ง 10 กว่านาที พนักงานก็บอกว่า —- “ขออภัยในความไม่สะดวก ทางเราจะเริ่มฉายใหม่ตั้งแต่ต้นเรื่องค่ะ” … —- อ้าว! เวร… เริ่มเสียวกันใหม่เหรอเนี่ย จะหายใจไม่ออกตายอยู่แล้ว!

ผมก็เลยต้องดูใหม่ตั้งแต่ต้นเรื่อง ตั้งแต่เครดิตยาวยืดขึ้นนั่นแหละ ดูกระจกแตก บันได ไม้ยาวๆ มีด บุหรี่ อีกรอบนึง และก็ดูเหตุการณ์ต้นเรื่องอีกรอบ ยังกะที่ผมดูไปตั้งแต่ครั้งแรก มันเป็นเหตุการณ์ลางสังหรณ์อะไรซักอย่างงั้นแหละ เลยต้องรีรันเหตุการณ์กันอีกรอบ… เฮ้อ! ระบบ 3 มิติที่โรงนี้ดีจริงๆ… ทำให้คนดูอย่างผมอินตั้งแต่หนังยังไม่จบเลยด้วยซ้ำ!

เอาล่ะ บ่นนอกเรื่องมาพอสมควร ก็มาเล่าถึงระบบ 3 มิติของหนังเรื่องนี้กันดีกว่า… ฉากตอนต้นๆของเรื่องที่กล่าวถึงเหตุการณ์สะพานแขวนถล่ม เป็นภาพที่ดูแล้วให้อารมณ์ความตื้นลึกหนาบางได้ดีที่สุดในหนัง เพราะเล่นภาพการตายแบบเหล็กทิ่มจอ หรืออะไรก็แล้วแต่แบบติดๆกันหลายฉาก เลยดูแล้วให้อารมณ์สยองดี ส่วนภาพ 3 มิติหลังจากนั้นไม่ค่อยมีมิติที่โดดเด่นมากนัก เพราะฉากการตายที่เหลือ เป็นการตายแบบ Private ภาพ 3 มิติที่ปรากฎเลยเป็นแบบ Private ด้วย จึงทำให้มองไม่ค่อยจะออกว่ามันมีมิติ แต่บางฉากก็มีมิติดีแต่ไม่ใช่ฉากการตาย เช่น ฉากนางเอกมอลลี่ (เอ็มม่า เบลล์) นั่งอยู่ในร้านอาหาร แล้วพระเอกแซม (นิโคลัส ดากูสโต้) ก็นำอาหารมาเสิร์ฟ ฉากนี้ดูสวยดี

สำหรับเนื้อเรื่องของหนังก็ไม่ต้องกล่าวให้มาความ เพราะมันก็แทบจะลอกกันมาทุกภาคอยู่แล้ว มุกเก่าเอามาเล่าใหม่ เล่าไปเ่ล่ามาเริ่มเบื่อ เพราะไม่มีความแปลกใหม่เกิดขึ้น แต่ที่หนังยังขายได้อยู่ เพราะหนังขายฉากการตายที่เปลี่ยนใหม่ และแปลกตาไปทุกๆภาค ซึ่งเริ่มที่จะโรคจิตเรื่อยๆ จนจะกลายเป็นหนัง Saw อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าพล็อตเรื่องต่างกัน

ฉากการตายของแต่ละภาค ในตอนท้ายๆของหนังภาค 5 นี้ก็ได้นำเอามาให้ดูกันคร่าวๆอีกครั้งตอนเครดิตจบ ทำให้หวนนึกถึง “วันวายยังตายอยู่” ในอดีตของหนังแต่ละเรื่อง โดยฉากการตายของแต่ละเรื่องก็เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เช่น ภาคแรกที่ผมพอจำได้ ก็จะเป็นฉากขวางทางรถไฟ และฉากไฟช็อตอะไรซักอย่างตอนใกล้จะจบ, ภาค 2 ก็เป็นฉากในทุ่งนาที่โดนอะไรซักอย่างตัดร่างเป็นส่วนๆ และก็ฉากระเบิดตอนท้ายๆ, ส่วนภาค 3 ที่จำได้ก็ฉากเครื่องดีดตะปู และฉากอบผิวของสองสาว, ภาค 4 ก็ฉากทีวีทับร่าง ฉากยางรถฟาดหัว และฉากไฟใหม้ในโรงหนังอะไรซักอย่าง… จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะครับ เดี๋ยวต้องไปหามาดูซ้ำ ส่วนภาค 5 นี้ก็จะมีหลายฉากที่น่ากลัว แต่ความสยองของฉากการตายในภาคนี้ ใช้กฏเกณฑ์ “เลือด เละ เรี่ยราด” และทฤษฎี “โชว์อวัยวะภายในร่างกาย” มาเล่นกับฉากสยองทั้งหลาย ซึ่งสร้างความเสียว และแหวะไปพร้อมๆกัน

หนังแต่ละภาคจะเปิดตัวอย่างหนังมาเรียกน้ำย่อย โดยใช้วิธีการตัดต่อแบบตัดจบ และสลับภาพไปมา ทำให้เมื่อดูตัวอย่างหนังแล้ว คนดูก็จะคิดว่า คนนี้จะต้องตายแบบนี้ คนนั้นจะต้องตายแบบนั้น แต่เมื่อมาดูหนังตัวเต็มแล้ว การตายมักจะต่างไปจากตัวอย่างหนัง ขอยกตัวอย่างจากหนังภาค 5 นี้… ฉากการตายของแคนดิส (เอลเลน โร) นักยิมนาสติกแฟนสาวของปีเตอร์ (ไมลส์ ฟิชเชอร์) ที่เมื่อดูในตัวอย่างหนัง จะเห็นว่าเธอเล่นอยู่บนราวทรงตัว และมีน๊อตตัวหนึ่งที่หล่นลงมาจากพัดลมบนเพดาน และเห็นว่าเธอเกือบจะเหยียบน๊อตตัวนั้น ทำให้เราคิดว่าเธอจะต้องตายด้วยอะไรซักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเหยียบน๊อตตาย หรือไม่ก็พัดลมหล่นลงมาฟาดหัว แต่นั่นมันเดาง่ายไป หนังเลยตัดจบฉากการตายของเธอไว้แค่นั้นในตัวอย่างหนัง และพอมาเป็นในหนังตัวเต็ม ฉากเดียวกันนั้นเธอไม่ได้เหยียบตะปู เธอเล่นราวทรงตัวจนจบ หนังทำให้เห็นว่าน้ำจากพัดลมหยดแหมะมาโดนปลั๊กไฟ จนน้ำเกือบจะมาโดนปลายเท้าเธอ แต่เธอก็รอด และเปลี่ยนไปโหนบาร์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ต่อไปในการฝึกซ้อมของเธอ ในขณะที่ราวทรงตัวก็มีคนใหม่มาฝึกซ้อม ซึ่งเป็นที่คนใหม่นั่นเองที่เหยียบตะปู และพลาดตกลงบนพื้นไปชนถังแม็กนีเซียมที่เอาไว้กันมือลื่น จนแม็กนีเซียมฟุ้งกระจาย บดบังวิสัยทัศน์ของแคนดิสที่กำลังโหนบาร์ ทำให้เธอโหนบาร์พลาดและตกลงพื้น คอพับ ขาพับ แขนพับ ตายคาที่ ย่นยู่ยี่เละเทะไปทั้งร่าง!

เมื่อการตายเริ่มที่จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ตัวละครหลักของเรื่องก็จะเดาทางถูก เพราะการตายจะเกิดขึ้นตามลำดับ ซึ่งก็คล้ายๆกับในภาคก่อนๆ โดยภาคนี้คนที่ตายคนแรกก็คือ นักยิมนาสติก ตามด้วยหนุ่มอ้วน (พี เจ เบิร์น) ที่ตายในสปาจีน ซึ่งเป็นฉากฝังเข็มในตัวอย่างหนังนั่นแหละ ฉากนี้มีคติสอนใจว่า “ปลาหมอตายเพราะปาก” เพราะไอ้อ้วนมันไปแซวรูปปั้นพระสังกัจจายน์ ตอนแรกนึกว่าจะตายเพราะเข็ม และต่อมาก็เกิดไฟไหม้ ก็นึกว่าจะโดนเผาตาย แต่สุดท้ายตายเพราะโดนรูปปั้นทับหัว ต่อมาก็จะเป็นสาวซ่าส์ (แจ็คเกอลีน แม็คอินเนส วู้ด) ที่ตายในคลินิกทำสายตา ตายเพราะตัวเองนั่นแหละ วางแก้วน้ำไว้ พอแก้วน้ำหล่นก็ร่วงไปโดนปลั๊กไฟ เครื่องเลเซอร์จึงรวน และอะจ๊ากในลูกตา! แต่เธอตายเพราะตกตึกนะ เพราะตามองไม่เห็นข้างนึง ฉากนี้ตอนท้ายๆ ลูกตาโดนรถเหยียบด้วย แหวะ!… คนต่อไปตอนแรกจะต้องเป็นหนุ่มโรงงานนาธาน (อาร์เล็น เอสคาร์เปต้า) แต่เขารอดตายเพราะมีคนมาตายแทน ตอนแรกนึกว่าจะตายเพราะโดนแท่งแหลมๆเสียบจากด้านล่าง แต่ตายด้วยการโดนตะขอเครื่องจักรแทงทะลุหัว ตามมาด้วยการตายต่อจากนั้นทันทีของเดนนิส (เดวิด เค็กเนอร์) โดนไขควงเสียบทะลุหัว

เนื้อเรื่องมาถึงใกล้จบเรื่อง ก็จะเหลือ 3 ตัวละครที่ยังไม่ตาย คนต่อไปจะต้องเป็นปีเตอร์ แต่เขามาตามฆ่ามอลลี่แฟนของแซม ทั้งสามสู้กันจนปีเตอร์ตายเพราะถูกแซมเสียบเหล็กแหลมทะลุกลางอก หลังจากการตายของปีเตอร์ ทั้งมอลลี่และแซมก็นึกว่าเขาจะรอดแล้ว เพราะปืนที่โดนไฟเผายิงมาไม่โดนแซม แต่ท้ายที่สุดทั้งคู่ก็ต้องมาตายบนเครื่องบินที่จะบินไปฝรั่งเศส โดยหนังก็ดึงเนื้อเรื่องจากภาคแรกมาเกี่ยวเนื่องด้วยตรงที่ ตอนที่มอลลี่และแซมนั่งอยู่บนเครื่องบิน ก็มีวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งขอลงจากเครื่องเพราะเห็นลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง ไม่นานหลังจากนั้นเครื่องบินก็ระเบิด โดยมอลลี่หลุดออกนอกเครื่องบิน ร่างลอยไปกระแทกปีกเครื่องบินเละเทะ ส่วนแซมก็โดนไฟคลอกตายบนเครื่องบิน ซึ่งเป็นการวนเรื่องไปบรรจบกับภาคแรกตอนต้นเรื่อง

ส่วนหนุ่มโรงงานนาธานก็ไม่รอด ด้วยเหตุผลของหนังที่กล่าวไว้ว่า ถ้ารอดตายเพราะมีคนมาตายแทน ก็แสดงว่าได้ชีวิตของคนที่ตายแทนมาใช้ ซึ่งนาธานก็ซวย เพราะคนงานที่ตายแทนเขาก็จะตายมิตายแหล่อยู่แล้ว นั่นแสดงว่าชีวิตที่เหลือของเขาก็สั้นมาก สุดท้ายนาธานก็ตายด้วยการโดนเพดานหล่นลงมาทับ พร้อมมือที่ขาดลอยมาโดนจอ และหนังก็จบ ท่ามกลางความเสียว และปวดเยี่ยวของผม โดยตอนจบก็เอาฉากการตายของแต่ละภาคมาให้ดูคร่าวๆ

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรแปลกใหม่ มีแค่ฉากการตายที่เปลี่ยนไป นอกนั้นก็ตามคอนเซ็ปต์เดิมทุกอย่าง แต่ระบบ 3 มิติก็ดีกว่าภาค 4 ภาพดูสวยกว่า แม้จะไม่ดีไปทุกฉากทุกตอน ทางด้านเสียงก็ใช้ได้ ตื่นเต้นดี และขอบอกว่าฉากต้นเรื่องสนุกที่สุดแล้ว นอกนั้นออกจะเนือยๆ ใครจะมาดูแบบธรรมดาผมว่าจะดีกว่า เพราะดูแบบ 3 มิติก็ไม่ได้หวือหวาอะไรมากนัก

เรื่องนี้ผมให้เกรด D+
★★
คะแนน 5.4 เต็ม 10

.

ตัวอย่างภาพยนตร์ Final Destination 5

Advertisements
ความเห็น
  1. tongmon พูดว่า:

    555555555 อ่านแล้วฮาดีว่ะ สนุกดี เขียนขำอะ บรรยายทุกอนู ดีดี เป็นกำลังใจให้

  2. Kor123456 พูดว่า:

    ขำตอนบอกว่าปวดเยี่ยว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s