ความเห็นหลังชม –[ Transformers: Dark of the Moon ]– ฉบับ 4DX เต็มอรรถรสทุกกระบวนยุทธ

Posted: กรกฎาคม 12, 2011 in ความเห็นหลังชม @ Cinema, หนังแอ๊กชั่น, หนังไซไฟ
ป้ายกำกับ:, , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ…

Transformers: Dark of the Moon

Transformers: Dark of the Moon กับการรับชมในระบบ 4DX

ก่อนอื่นขอบอกไว้เลยว่าบทความนี้จะเล่าเนื้อเรื่องแบบไม่ค่อยละเอียดนัก เหตุผลไม่ใช่เพราะกลัวเสียอรรถรสสำหรับคนที่ยังไม่ได้ไปดู แต่เหตุผลจริงๆคือ ผมเสียสมาธิไปเยอะมากกับการดูในรอบนี้ เนื่องด้วยมัวพะวงไปกับเอฟเฟ็กต์ที่โรง 4DX ใส่เข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเอฟเฟ็กต์เก้าอี้เขย่า ทำให้แว่นตา 3 มิติของผมที่ใส่ทับแว่นสายตาอีกชั้นหล่นไปอยู่ที่จมูกเป็นประจำ ทำให้เสียสมาธิในการดูภาพ และอ่านซับไทยได้ลำบาก เลยไม่ค่อยได้อ่าน ฟังอังกฤษแล้วก็ใช้สมองรีบๆแปลเอา เลยขาดความรู้เรื่องไปเยอะเลยทีเดียว เพราะไม่คิดว่าแว่น 3 มิติมันจะเปลี่ยนไป ผมเคยดูโรง IMAX ที่ Paragon Cineplex สยามพารากอน, MMAX ที่ Esplanade Cineplex งามวงศ์วาน-แคราย และโรง 3 มิติทั่วไป ทั้งของเครือ Major Cineplex, SF Cinema, Major Hollywood, Century และอีกเยอะมาก แว่น 3 มิติมันจะสามารถเกี่ยวด้านบนของตัวแว่นสายตาไว้ได้และจะไม่หล่น แต่แว่น 3 มิติของโรง 4DX ที่ใส่ในซองผ้า (เขียนบนซองว่า MMAX แต่ไม่เหมือนกับแว่นของโรง MMAX) ไม่สามารถเกี่ยวแว่นผมไว้ได้เลย แถมเก้าอี้ก็เขย่าเกือบตลอดทั้งเรื่อง แว่นเลยหล่นมาที่จมูกประจำ ผมเลยต้องแหงนหน้ามอง เพราะขี้เกียจปรับแว่นทุกครั้งที่แว่นหล่น รู้งี้ใส่คอนแทคเลนส์มาดูดีกว่า จะได้เข้าใจเนื้อเรื่องได้มากขึ้น

ก่อนที่หนังจะออกฉายจริง TF3 ก็ส่งตัวอย่างหนังมายั่วน้ำลายก่อน แบบน้ำลายหมดปาำกกันไปเลยทีเดียว เพราะความอลังการที่ปรากฎในเทรเลอร์นั้น กระตุ้นความอยากเสียตังได้ดีมากๆ แถมพอช่วงหนังจะเข้าฉายก็มีข่าวคราวการเปิดตัวโรงหนังแบบใหม่ที่ได้รับความร่วมมือจาก AIS และ Major สร้างประสบการณ์หน้าใหม่ในการชมภาพยนตร์ ทำให้ผมตั้งใจจะดูระบบ 4DX นี้เต็มที่ พอเก็บตังทั้งชีวิตได้พอค่าตั๋วหนัง ก็ไม่เสียเวลาไปซื้อตั๋วทันที และไปสัมผัสกับอารมณ์แบบใหม่มาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งผมจะมาเล่าให้อ่านกันว่า ระบบ 4DX นี้คุ้มค่าตั๋วหรือไม่ รวมทั้งหนัง TF3 เองนั้นสนุกสนานเพียงใด ติดตามกันต่อไปได้เลยครับ

โรง 4DX นั้นตั้งอยู่ที่ Paragon Cineplex ชั้น 5 สยามพารากอน โดยปรับเอาโรง 5 เดิม (อยู่ด้านขวาของโรง Siam Pavalai) มาใส่เอฟเฟ็กต์เติมแต่งเพื่อเพิ่มอรรถรสในการชม โรงนี้มีทั้งหมด 140 ที่นั่ง (ดูภาพด้านล่างตามเอานะครับ) แบ่งโซนราคาเป็น 2 แบบใหญ่ (สามารถใช้บัตรลดราคาได้ตามรายละเอียดในรูปด้านล่าง) โซนสีเหลืองจะดีกว่าโซนสีน้ำเงินและเทา ซึ่งราคาจะแพงกว่า แต่ละเก้าอี้ในแต่ละโซนจะโดนเอฟเฟ็กต์ไม่เท่ากัน จากการเก็บรายละเอียดมาไม่นานนี้ ผมสรุปได้ว่า ที่นั่งที่จะโดนเอฟเฟ็กต์ได้ดีที่สุดคือ ที่นั่ง 9-12 โซนสีเหลืองแถว D และ E (แต่ไม่ยืนยัน เพราะอาจมีการปรับปรุงโรงในอนาคต) แต่ที่นั่งที่ผมไปดูมาเมื่อวานอยู่ในแถว F ริมๆ ซึ่งโดนเอฟเฟ็กต์ไม่จุใจเท่าไร เนื่องด้วยคนจองกันเร็วมาก ผมเลยจองไม่ทัน

AIS 4DX @ Paragon Cineplex

แผนผังที่นั่ง และราคาของโรง 4DX

เนื้อเรื่องใน TF3 นี้กล่าวโยงไปถึงการส่งยานอวกาศไปบนดวงจันทร์ในสมัยก่อนของรัสเซีย และสหรัฐอเมริกา โดยการส่งยาน Apollo 11 ไปดวงจันทร์ของสหรัฐอเมริกาก็เพื่อสำรวจการตกของยานอวกาศที่ตกลงบนด้านมืดของดวงจันทร์ (ด้านที่ไม่โดนแสงอาทิตย์ส่อง) ซึ่งก็คือ “อาร์ก” ซึ่งเป็นแหล่งเก็บเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยหยุดยั้งสงครามระหว่างฝ่ายออโต้บอทและดิเซ็ปติคอน ซึ่งการเหยียบบนดวงจันทร์ของเหล่ามนุษย์อวกาศคราวนั้นก็เพื่อสำรวจยานอวกาศแห่งนี้

ในขณะที่ช่วงเวลาปัจจุบัน เหล่าออโต้บอทให้ความช่วยเหลือแก่เหล่าทหารสหรัฐที่นำโดยพันโทวิลเลียม เลนนอกซ์ (จอช ดูฮาเมล) ในการป้องกันความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในโลก โดยในระหว่างภารกิจไปโรงพลังงานนิวเคลียร์เชอโนบิลเพื่อสำรวจเทคโนโลยีในสถานที่แห่งนั้น ออพติมัส ไพร์ม (ปีเตอร์ คัลเลน: ให้เสียง) ได้พบเซลล์พลังงานจากอาร์ก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเซลล์นี้ได้อยู่รอดจากการเดินทางอันยาวไกลจากไซเบอร์ตรอน ในระหว่างที่กำลังเก็บรักษาเซลล์พลังงาน ฝ่ายออโต้บอทก็ถูกโจมตีโดยฝ่ายดิเซ็ปติคอนนามว่า “ช็อคเวฟ” (แฟรงค์ เวลเคอร์: ให้เสียง) และสมุนของมัน “ดริลเลอร์” ซึ่งกำัลังทำการหลบหนี

Optimus prime

ออพติมัส ไพร์ม หัวหน้าเหล่าออโต้บอท

Shockwave & Driller

ดริลเลอร์ (ซ้ายมือ) และช็อคเวฟ (ขวามือ)

หลังจากที่ได้รู้ความลับของภารกิจไปดวงจันทร์ในสมัยก่อนจากมนุษย์ ออพติมัส ไพร์มก็โกรธพวกมนุษย์ที่ไม่ส่งข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวกับไซเบอร์ตรอนให้เหล่าออโต้บอทได้ทราบ โดยหลังจากที่ได้พูดคุยกับผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐ ชาร์ล็อต เมียร์ริ่ง (ฟรานเชส แม็คดอร์มานด์ออพติมัส ไพร์มและแร็ทเช็ท (โรเบิร์ต ฟ็อกซ์เวิร์ธ: ให้เสียง) ก็ได้เดินทางไปดวงจันทร์เพื่อสำรวจอาร์ก และพบกับร่างที่หลับไหลของ เซนติเนล ไพร์ม (ลีโอนาร์ด นิมอย: ให้เสียง) ผู้ซึ่งเคยครองตำแหน่งหัวหน้าของเหล่าออโต้บอทในสมัยก่อน รวมทั้งยังค้นพบ “พิลลาร์” ซึ่งเป็นแท่งพลังงานที่เปรียบเหมือนสะพานอวกาศที่ใช้ถ่ายเทพลังงานจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง หลังจากที่ออโต้บอทกลับมายังโลก ออพติมัส ไพร์มก็นำ “แมทริกซ์ของผู้นำ” (Matrix of Leadership) ซึ่งจะมีเฉพาะไพร์มเท่านั้น เพื่อเป็นพลังงานในการฟื้นคืนชีพให้กับเซนติเนล ไพร์ม

Ratchet

แร็ทเช็ท หน่วยพยาบาทประจำฝ่ีายออโต้บอท

Sentinel Prime

เซนติเนล ไพร์ม อดีตหัวหน้าของเหล่าออโต้บอท

ในระหว่างนั้น แซม วิทวิคกี้ (ไชอา ลาบัฟ) ผู้เคยให้ความช่วยเหลือเหล่าออโต้บอทในสงคราม 2 ครั้งที่ผ่านมา กำลังอยู่ในภาวะสับสนกับชีวิต ถูกแฟนทิ้ง และยังหางานใหม่ไม่ได้ แต่ก็ได้แฟนใหม่ คาร์ลี่ สเปนเซอร์ (โรซี่ ฮันทิงตัน-ไวท์ลีย์) คอยให้กำลังใจ ซึ่งทั้งสองเจอกันตอนที่แซมได้รับเหรียญกล้าหาญจากบารัค โอบาม่่าที่ทำเนียบขาว รวมทั้งยังมี “วีลลี่” (ทอม เคนนี่: ให้เสียง) และ “เบรนส์” (เรโน วิลสัน: ให้เสียง) สองออโต้บอทจิ๋วคอยอยู่เป็นเพื่อน และไม่นานหลังจากนั้นแซมก็ได้งานใหม่เป็นแมสเซนเจอร์ส่งเอกสารในบริษัทแอคคูเรตต้า ซิสเต็มส์ (Accuretta Systems) ที่มีบรูซ (จอห์น มัลโควิช) เป็นเจ้าของบริษัท โดยเขาได้พบกับเจอร์รี่ หวัง (เคน จุง) ผู้ให้ข้อมูลกับเขาเรื่องอาร์ก ก่อนที่หวังจะโดนฆ่าโดย “เลเซอร์บีค” (คีธ ซาราบัจคา: ให้เสียง)

Wheelie

วีลลี่ เคยอยู่ฝ่ายดิเซ็ปติคอนมาก่อน ก่อนจะกลับใจ

Brains

เบรนส์ ก็เคยอยู่ฝ่ายดิเซ็ปติคอนมาก่อนเหมือนกัน ก่อนจะมาอยู่กับแซมพร้อมกับวีลลี่

Laserbeak

เลเซอร์บีค นกวายร้ายจากฝ่ายดิเซ็ปติคอน

เมื่อแซมได้ทราบข้อมูลที่หวังเล่าให้ฟัง เขาก็ไปขอความช่วยเหลือจากซีมัวร์ ซิมมอนส์ (จอห์น เทอร์เทอร์โร่) และเล่าว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับการส่งยานอวกาศไปดวงจันทร์ของรัสเซียและสหรัฐในสมัยก่อน ทั้งสองคนค้นพบภาพถ่ายที่ปรากฎรูปมนุษย์อวกาศชาวรัสเซียกับพิลลาร์บนดวงจันทร์ และพบอีกว่าฝ่ายดิเซ็ปติคอนได้พบอาร์กมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ปล่อยเซนติเนล ไพร์มกับพิลลาร์อีก 5 แท่งไว้ในอาร์กเพื่อหลอกล่อให้ฝ่ายออโต้บอทมาติดกับ เนื่องจากกุญแจสำคัญในการปลดปล่อยพลังงานจากพิลลาร์คือ เซนติเนล ไพร์ม ที่เป็นเพียงผู้เดียวที่รู้การควบคุมพลังงานของแท่งพิลลาร์ ซึ่งฝ่ายดิเซ็ปติคอนนั้น ไม่มี “แมทริกซ์ของผู้นำ” จึงไม่สามารถที่จะทำการปลุกชีพของเซนติเนล ไพร์มขึ้นมาได้

หลังจากที่ออพติมัส ไพร์มมอบ “แมทริกซ์ของผู้นำ” สู่ร่างของเซนติเนล ไพร์ม และปลุกให้ฟื้นชีพได้นั้น เซนติเนล ไพร์มก็ได้ทรยศต่อฝ่ายออโต้บอทและสังหาร “ไอร่อนไฮด์” (เจส ฮาร์เนล: ให้เสียง) โดยให้เหตุผลว่า เมื่อครั้งอดีตเขาเคยให้ข้อตกลงกับ “เม็กกะตรอน” (ฮิวโก้ วีฟวิ่ง: ให้เสียง) ในการปกป้องความมีชีวิตรอดของเผ่าพันธุ์ไซเบอร์โตรเนี่ยน หลังจากที่เซนติเนล ไพร์มก่อความวุ่นวายแก่บรรดาออโต้บอท ก็ได้นำพิลลาร์ทั้ง 5 แท่ง และหลบหนีไปชิคาโกเพื่อดำเนินการสร้างสะพานอวกาศกับดวงจันทร์ และนำเหล่าดิเซ็ปติคอนที่ฝังตัวในด้านมืดของดวงจันทร์มายังโลก

Ironhide

ไอร่อนไฮด์ ออโต้บอทที่มีความเชี่ยวชาญอาวุธหนัก โดนเซนติเนล ไพร์มลอบยิงจากด้านหลัง

Megatron

เม็กกะตรอน ผู้นำฝ่ายดิเซ็ปติคอน

ในระหว่างนั้น แซมกังวลเกี่ยวกับคาร์ลี่ จึงไปหาเธอในที่ทำงาน และพบกับ ดีแลน กูลด์ (แพทริค เด็มพ์ซีย์) เจ้านายของคาร์ลี่ และหลังจากที่แซมไปพบกับดีแลนอีกครั้ง เขาก็ทราบว่าดีแลนเป็นกองหนุนให้กับฝ่ายดิเซ็ปติคอนเพื่อยับยั้งโครงการสำรวจดวงจันทร์ของสหรัฐอเมริกา แซมจึงพาคาร์ลี่ขึ้นรถของเธอเพื่อจะหนี แต่รถของคาร์ลี่ก็กลายร่างเป็น “ซาวด์เวฟ” (แฟรงค์ เวลเคอร์: ให้เสียง) และขังตัวเธอไว้ในรถ ดีแลนให้ข้อเสนอแก่แซม โดยให้แซมไปล้วงความลับจากออพติมัส ไพร์ม เพื่อแลกกับชีวิตของคาร์ลี่

Soundwave

ซาวด์เวฟ สามารถแปลงกายเป็นยานบินเพื่อเชื่อมต่อระบบดาวเทียมได้

ขณะเดียวกันมีกฎหมายใหม่ออกมา ให้เหล่าออโต้บอทออกไปจากโลก แซมได้กล่าวอำลาออโต้บอททั้งหลาย รวมทั้งออพติมัส ไพร์ม และถามถึงแผนการของพวกเขา (จากการบังคับของดิเซ็ปติคอนที่ข้่อมือของแซม) แต่ออพติมัส ไพร์มก็บอกว่ายังไม่ได้วางแผนใดๆไว้ และในระหว่างที่เหล่าออโต้บอทจะถูกนำตัวขึ้นยาน “แซนเทียม” เพื่อพาออกนอกชั้นบรรยากาศโลก ดิเซ็ปติคอนนามว่า “สตาร์สกรีม” (ชาร์ลส์ แอดเลอร์: ให้เสียง) ที่รอการขึ้นของยานแซนเทียมในชั้นบรรยากาศ ก็ยิงจรวดเพื่อไปทำลายยานแซนเทียมและระเบิดกลางอากาศทันที ท่ามกลางสายตาตื่นตกใจของเหล่ามนุษย์ทั้งหลายรวมทั้งแซม

Starscream

สตาร์สกรีม สมุนมือขวาของเม็กกะตรอน

ฝ่ายดิเซ็ปติคอนที่คิดว่าเหล่าออโต้บอทถูกทำลายแล้ว ก็ได้ทำการยึดเมืองชิคาโก โดยฆ่าผู้คนมากมาย และติดตั้งพิลลาร์บนยอดตึกสูง พร้อมไปกับเหล่าดิเซ็ปติคอนอีกมากมายที่เตรียมพร้อมติดตั้งพิลลาร์อยู่ทั่วทุกมุมโลก ในขณะเดียวกับที่แซมได้วางแผนบุกเข้าเมืองชิคาโก เพื่อช่วยเหลือแฟนสาวคาร์ลี่ และทำลายพิลลาร์ที่จะเทเลพอร์ทดาวไซเบอร์ตรอนทั้งดวงมายังโลก

Bumblebee

บัมเบิ้ลบี รถเชฟโรเล็ต คาเมโร่ของแซม

Sideswipe

ไซด์สไวพ์ มีแขนเป็นใบมีด แปลงร่างเป็นรถเชฟโรเล็ต คอร์เว็ตต์สีเงิน

ในการต่อสู้ครั้งนี้ เหล่าออโต้บอทที่ประกอบไปด้วย ออพติมัส ไพร์ม, บัมเบิ้ลบี, แร็ทเช็ท, ไซด์สไวพ์ (เจมส์ เรมาร์: ให้เสียง) และออโต้บอทอื่นๆ ที่วางแผนหลบหนีจากการขึ้นของยานแซนเทียม และหนีรอดการระเบิดออกมาได้ ก็ได้มาช่วยเหลือแซม และเหล่าทหารสหรัฐในการต่อสู้กับฝ่ายดิเซ็ปติคอนอย่าง เม็กกะตรอน, บาร์ริเคด, สตาร์สกรีม, ซาวด์เวฟ และศัตรูตัวอันตรายที่สุดอย่างช็อคเวฟที่มีดริลเลอร์เป็นส่วนประกอบ รวมทั้งเซนติเนล ไพร์มที่หันมาอยู่ฝ่ายดิเซ็ปติคอน และยังมีดิเซ็ปติคอนตัวอื่นๆอีกเพียบ

Dino

ดิโน ออโต้บอทที่แปลงร่างเป็นรถเฟอร์รารี่ 458 อิตาเลีย สีแดง

Que or Wheeljacks

คิวหรือวีลแจ็คส์ ออโต้บอทนักวิทยาศาสตร์หน้าเหมือนไอสไตล์

Leadfoot

ลีดฟุต ออโต้บอทหนึ่งในกลุ่มเร็คเกอร์ส (Wreckers) แปลงร่างเป็นรถเชฟโรเล็ต อิมพาล่า สีแดง

Roadbuster

โร้ดบัสเตอร์ ออโต้บอทกลุ่มเร็คเกอร์ส แปลงร่างเป็นรถเชฟโรเล็ต อิมพาล่า สีเขียว

Topspin

ท็อปสปิน ออโต้บอทกลุ่มเร็คเกอร์ส แปลงร่างเป็นรถเชฟโรเล็ต อิมพาล่า สีน้ำเงิน

ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างหนักหน่วง จนในที่สุดออพติมัส ไพร์มก็กำจัดช็อคเวฟลงได้ และนำแขนจักรกลของช็อคเวฟยิงไปยังพิลลาร์เพื่อหยุดยั้งการเทเลพอร์ทดาวไซเบอร์ตรอน จนทำให้เซนติเนล ไพร์มไม่พอใจ เมื่อคาร์ลี่เห็นอย่างนั้นจึงวิ่งไปหาเม็กกะตรอน และพูดเป่าหูว่าเซนติเนล ไพร์มจะมาทวงบัลลังก์ความเป็นใหญ่ของเหล่าดิเซ็ปติคอน จึงทำให้เกิดการต่อสู้ระหว่างเม็กกะตรอนและเซนติเนล ไพร์ม ท้ายที่สุดแล้วออพติมัส ไพร์มก็กำจัดทั้งเม็กกะตรอน และเซนติเนล ไพร์มลงได้ ทำให้โลกกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

Barricade

บาร์ริเคด ดิเซ็ปติคอนที่แปลงร่างเป็นรถตำรวจ

เนื้อเรื่องย่อออกจะสนุกสนานเอาการ และเมื่อทำออกมาก็ใส่เอฟเฟ็กต์อลังการใช้ได้ แต่ทุกครั้งที่มีหนัง 3 มิติออกมา ผมมักจะนำไปเปรียบเทียบกับสุดยอดหนัง 3 มิติเรื่อง Avatar เสมอ เมื่อเรื่องอื่นๆทำได้ไม่ดีเท่า ก็กลายเป็นว่ายังไม่ดีพอ ซึ่งแล้วแต่คนจะมองครับ แต่ TF3 ทำระบบ 3 มิติได้ดีแล้ว แต่ยังให้ความลึกหรือความนูนของภาพไม่สวยเท่าไร บางครั้งมองๆไปก็เหมือนภาพธรรมดาๆ ส่วนในเรื่องของเอฟเฟ็กต์ก็สุดยอดแล้ว เพราะทำตัวละครหุ่นยนต์แต่ละตัวออกมาได้มีสีสันมากๆ คงมาตรฐานของภาคก่อนหน้าไว้ และเพิ่มมาตรฐานไปอีกขั้นกับการออกแบบตัวร้าย “ช็อคเวฟ” ที่รวมตัวกับ “ดริลเลอร์” ในฉากทำลายตึกได้สวยงามอลังการงานสร้างจริงๆ

ถ้าพูดถึงการดำเนินเรื่องก็ออกจะงงๆไปนิด เนื้อเรื่องปูเรื่องได้ดี แต่เมื่อนำมาขึ้นบนจอ ก็ไม่ได้ใส่รายละเอียดให้มากพอ จึงทำให้งงมากๆว่า “ตัวนี้อยู่ฝ่ายไหนวะ?”  —-  “แล้วตัวนั้นมันคือตัวอะไร ชื่อว่าอะไร?”  —-  ถ้าไม่ได้เก็บข้อมูลก่อนไปดูก็งงได้แบบผมเนี่ยแหละ แต่ก็พอจะเข้าใจเมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆจนถึงตอนจบ

แต่บทพูดของเรื่องนี้ผมก็ชอบในหลายส่วนนะครับ ขอยกตัวอย่างบทพูดมาซักเล็กน้อย

You may lose faith in us, but never in yourselves.”  —-  “เธออาจจะหมดความศรัทธาในตัวพวกเรา แต่อย่าหมดความศรัทธาในตัวเอง”  เป็นคำพูดของออพติมัส ไพร์มที่กล่าวกับแซม ซึ่งสำเนียงการพูดของปีเตอร์ คัลเลนคนให้เสียงพากย์ ดูนุ่มนวลและมีพลังมาก เป็นกำลังใจให้เดินหน้าต่อไปได้ดีจริงๆ

Sentinel Prime:  Optimus, all I ever wanted was the survival of our race. You must see why I had to betray you.
Optimus Prime:  You didn’t betray me, you betrayed yourself.
เซนติเนล ไพร์ม:  ออพติมัส ทั้งหมดที่ข้าต้องการคือความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์เรา เจ้าต้องเข้าใจว่าทำไมข้าถึงทรยศเจ้า
ออพติมัส ไพร์ม:  เจ้าไม่ได้ทรยศข้า เจ้าทรยศตัวเอง
เป็นคำพูดของเซนติเนล ไพร์มต่อ ออพติมัส ไพร์มในตอนจบของเรื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าที่เซนติเนล ไพร์มทำมาทั้งหมดนั้นไม่ใช่การทรยศต่อออพติมัส ไพร์ม แต่เป็นการทรยศต่อตัวเอง และเผ่าพันธุ์ไซเบอร์โตรเนี่ยนทั้งมวล

In any war, there are calms between storms. There will be days when we lose faith. Days when our allies turn against us. But the day will never come, that we forsake this planet, and its people. For I am Optimus Prime, and I send this message to the universe: We are here. We are home.”  —-  “ในทุกการต่อสู้ จะมีความสงบสุขท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย จะมีอยู่หลายครั้งที่เราสูญสิ้นศรัทธา อีกหลายครั้งเมื่อพันธมิตรของเรากลายไปเป็นศัตรู แต่วันเหล่านั้นจะไม่มีวันมาถึง วันที่เราจะทิ้งโลกใบนี้ และทิ้งมนุษย์โลกไป เราคือออพติมัส ไพร์ม และเราส่งสาส์นไปในห้วงจักรวาลว่า เราอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เราอยู่ที่บ้านของเรา”  เป็นคำกล่าวของออพติมัส ไพร์มในตอนใกล้จบของเรื่อง เพราะเขาคิดว่าพันธมิตรที่ดีที่สุดก็คือมวลมนุษย์ที่อาศัยบนโลกใบนี้ ซึ่งโลกก็เป็นเหมือนบ้านของพวกเขาเหมือนกัน

สำหรับระบบ 4DX ส่วนที่ทำได้ดีที่สุดก็คือ ระบบเก้าอี้สั่น ซึ่งทำได้ตรงกับฉากนั้นๆที่สุดแล้ว นั่งอยู่ดีๆก็เขย่าซะแว่นหล่นเลยทีเดียว แต่ป๊อปคอร์นกับน้ำอัดลมไม่หกเลอะเทอะนะ ส่วนระบบเอฟเฟ็กต์ของโรงอื่นๆที่ผมได้สัมผัสก็จะมี เป่าลมข้างหูตอนเริ่มเรื่อง (มีช่องลมข้างหูอยู่บนเก้าอี้), มีแสงแว๊บๆ มาจากด้านบนของโรงใน 2-3 ฉากตอนต้นๆเรื่อง, มีกลิ่นน้ำมันเครื่องมาประมาณ 2-3 ฉากตอนที่มีหุ่นยนต์ปรากฎบนจอ, มีลมพัดมาจากด้านบนลงมาที่เก้าอี้ในฉากรถวิ่ง และฉากอื่นๆ ประมาณ 3-4 ฉาก แต่ที่ไม่เจอเลยตลอดทั้งเรื่องก็คือ “น้ำ” ทำไมไม่มี มีฉากน้ำตั้งหลายฉาก น้ำหายไปไหนหมด.. น้ำหมดหรือเปล่า? ผมดูรอบแรกของวันเลยนะ น้ำจะหมดได้ไง?..  ส่วนระบบสะกิดก็ไม่มี แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใส่มาในฉากไหนได้

ความสนุกสนานของหนังในภาคนี้ มาเต็มๆกับฉากเทคนิคพิเศษทั้งหลายที่ดูตื่นตาตื่นใจได้ดี แม้จะไม่สวยงามแบบอลังการเท่าไรในแบบ 3 มิติ แต่ก็สวยงามในตัวมันเอง โดยมีเนื้อเรื่องเป็นรองตามเคย และภาคนี้ก็แย่กว่าภาคที่แล้วนิดหน่อยตรงที่ใส่รายละเอียดตัวละครไว้นิดเดียว แต่ถ้าพูดถึงฉากต่อสู้ ภาคนี้สุดยอดที่สุดแล้ว โดยคุณจะได้พบกับความยิ่งใหญ่ของฉากต่อสู้กลางมหานครชิคาโก ที่ทีมงานไปปักหลักถ่ายทำที่ชิคาโกกันจริงๆ โดยใส่รายละเอียดของเอฟเฟ็กต์เข้าไปภายหลัง

ในส่วนของการเปลี่ยนตัวนางเอก ที่เคยเป็นบทของเมแกน ฟ็อกซ์ในบทมิคาเอลล่า ก่อนที่เมแกนจะมีปัญหาเล็กน้อยกับผู้กำกับไมเคิล เบย์ ทำให้บทเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นของ โรซี่ ฮันทิงตัน-ไวท์ลีย์ ที่มารับบทคาร์ลี่ แฟนใหม่ของพระเอก ก่อนหน้าที่โรซี่จะมาเล่นในเรื่องนี้ ผมกลับมองว่าเธอไม่เหมาะที่จะมารับบทนี้ เพราะผมคิดว่าเมแกนดูดีกว่า สวยกว่า และเหมาะสมกว่า แต่หลังจากที่ดูหนังจบ ผมกลับมองว่าโรซี่เหมาะกว่าเมแกนซะนี่ เพราะเธอดูมีเสน่ห์มากจริงๆ ดูสวยกว่าภาพนิ่งที่เคยเห็น และเหมาะสมกว่าเมแกนในความคิดของผมไปแล้ว แต่ถ้าให้เลือกระหว่างเมแกนกับโรซี่ ผมขอไม่เลือกใคร “อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน” ดีกว่า…

ถ้าเทียบกับ 2 ภาคที่ผ่านมา ผมยกให้ภาค 3 นี้เป็นภาคที่ฉากอลังการที่สุด การต่อสู้ที่สนุกที่สุด แต่นำมาด้วยการเล่าเรื่องที่ห้วนเกินไป ส่วนภาค 1 เป็นภาคที่ดำเนินเนื้อเรื่องได้ดีที่สุด ฉากต่อสู้ก็สนุก ก่อนที่จะถูกลบด้วยฉากต่อสู้ของภาคล่าสุดนี้ ทางด้านของภาค 2 มีฉากการต่อสู้ที่สนุกกว่าภาคแรก สรุปแล้วทั้ง 3 ภาคต้องดูทุกภาครวมกันถึงจะสนุกครับ

สรุปแล้วการดูหนัง TF3 ของผมในครั้งนี้คุ้มค่าตั๋วในระดับหนึ่งครับ เพราะระบบ 4DX ดูจะยังไม่สมบูรณ์เท่าไร ถ้าดูแบบธรรมดาจะคุ้มค่าตั๋วที่สุด และถ้าดูแบบ 3 มิติก็คุ้มค่าตั๋วน้อยลงนิดนึง เพราะในความเห็นของผม ความเป็น 3 มิติของหนัง อลังการแค่ในฉากต่อสู้ 30 นาทีท้ายเรื่อง และฉากต่อสู้อื่นๆเล็กน้อย นอกนั้นเฉยๆ แต่ก็แล้วแต่ความคิดเห็นของแต่ละคนด้วยครับ และถ้าครั้งหน้ามีหนัง 4DX เรื่องอื่ีนๆมาอีก ผมก็จะไปดูแน่นอน เพราะอยากรู้ว่าจะมีอะไรใหม่ๆมาให้สัมผัสอีก

เรื่องนี้ผมให้เกรด B-
★★★1/2
คะแนน 7.4 เต็ม 10

.

ตัวอย่างภาพยนตร์ Transformers: Dark of the Moon

.

เบื้องหลังกองถ่ายภาพยนตร์ Transformers: Dark of the Moon

.

สัมภาษณ์นักแสดง ไชอา ลาบัฟ ผู้รับบทแซม วิทวิคกี้

.

สัมภาษณ์นักแสดง โรซี่ ฮันทิงตัน-ไวท์ลีย์ ผู้รับบทคาร์ลี่ สเปนเซอร์

.

สัมภาษณ์นักแสดง จอช ดูฮาเมล ผู้รับบทพันโทวิลเลี่ยม เลนนอกซ์

.

สัมภาษณ์ผู้กำกับไมเคิล เบย์ และเจมส์ คาเมรอน เกี่ยวกับโปรเจค Transformers: Dark of the Moon

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s