คาดการณ์รายได้ในอเมริกาของกองทัพหนังซัมเมอร์ปี 2011

Posted: มิถุนายน 12, 2011 in สถิติบ๊อกซ์ออฟฟิศ
ป้ายกำกับ:, , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

อุตสาหกรรมหนังในอเมริกาใช้ฤดูฉายเป็นตัวบ่งชี้ความแข็งแกร่งของหนังเรื่องนั้น โดยจะแบ่งฤดูฉายหลักๆออกเป็น 3 ฤดูดังนี้

1. ฤดูฉายใบไม้ผลิ อยู่ในช่วงต้นปี เริ่มนับจากเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนเมษายน กินเวลา 4 เดือน
2. ฤดูฉายซัมเมอร์ อยู่ในช่วงกลางปี ส่วนใหญ่เริ่มนับจากสัปดาห์ Memorial Day ซึ่งตรงกับวันจันทร์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ไปจนถึงสัปดาห์ Labor Day ซึ่งตรงกับวันจันทร์แรกของเดือนกันยายน แต่สำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์จะนับตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนสิงหาคม กินเวลา 4 เดือน
3. ฤดูฉายใบไม้ร่วง อยู่ในช่วงปลายปี เริ่มนับจากเดือนกันยายนไปจนถึงเดือนธันวาคม กินเวลา 4 เดือน

และส่วนใหญ่จะแบ่งฤดูฉายมากกว่านี้อีก 2 ฤดูฉาย เพื่อบ่งบอกความแตกต่างของแต่ละฤดูฉายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นดังนี้

1. ฤดูฉาย Winter (ฤดูหนาว) เริ่มนับจากวันแรกของสัปดาห์หลังเทศกาลปีใหม่ ไปจนถึงวันพฤหัสบดีสุดท้ายก่อนวันศุกร์แรกในเดือนมีนาคม หนังที่เข้าฉายในช่วงนี้มักจะเป็นโปรแกรมที่ลงทุนไม่มากนัก หรือหนังที่เลื่อนฉายมาจากฤดูฉายอื่นๆที่ไม่กล้าพอที่จะเปิดตัวในฤดูฉายนั้นๆ และฤดูฉายนี้ก็ยังเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวรายได้ของหนังรางวัลปลายปีที่ผ่านมาเพื่อเกาะกระแสรางวัลออสการ์ต้นปี ทีเด็ดของเทศกาลฉายนี้อยู่ที่วันพิเศษคือ Martin Luther King Day (วันจันทร์ที่ 3 ของเดือนมกราคม), สุดสัปดาห์ Super Bowl (ช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์), Presidents’ Day หรือ Washington’s Birthday (วันจันทร์ที่ 3 ของเดือนกุมภาพันธ์)

2. ฤดูฉาย Spring (ฤดูใบไม้ผลิ) เริ่มนับจากวันศุกร์แรกของเดือนมีนาคม ไปจนถึงวันพฤหัสบดีสุดท้ายก่อนวันศุกร์แรกในเดือนพฤษภาคม หนังที่เข้าฉายในช่วงนี้จะลงทุนในระดับที่สูงขึ้นกว่าฤดูฉายวินเทอร์ แต่ยังไม่กล้าพอที่จะเปิดตัวในฤดูฉายซัมเมอร์ หนังในฤดูฉายนี้จึงมีทั้งหนังใหญ่ และหนังเล็กคละเคล้ากันไป รวมทั้งยังเป็นช่วงท้ายๆของหนังออสการ์ที่ยังเก็บเกี่ยวรายได้เพิ่มอีกนิด ทีเด็ดของฤดูฉายนี้คือ วันเริ่มต้นของเทศกาลอีสเตอร์ (จะตรงกับวันอาทิตย์ในช่วงระหว่างวันที่ 22 มีนาคมถึง 25 เมษายนของแต่ละปี)

3. ฤดูฉาย Summer (ฤดูร้อน) เริ่มนับจากวันศุกร์แรกของเดือนพฤษภาคม ไปจนถึงสุดสัปดาห์ก่อนวันแรงงาน (วันจันทร์แรกในเดือนกันยายน) เหตุผลที่ว่าฤดูฉายนี้มักทำรายได้เยอะ ก็เพราะฤดูฉายนี้ได้ฐานคนดูครบทุกวัย เพราะโรงเรียนต่างๆจะปิดเรียนในช่วงนี้ ฤดูฉายนี้จึงเป็นแหล่งรวมอภิมหาโปรเจคของสตูดิโอต่างๆ ที่ใช้เงินลงทุนมหาศาลและจ้องจะกวาดรายได้แบบไม่อั้น รวมทั้งยังสามารถเปิดตัวหนังต้นทุนต่ำในแบบจำกัดโรง ก่อนที่จะไปเพิ่มโรงฉายในฤดูกาลฉายต่อไป ทีเด็ดของเทศกาลฉายนี้นอกจะมีระยะเวลายาวนานแล้ว ยังมีวันสำคัญให้เก็บเกี่ยวรายได้เพิ่มเติมอีกคือ สุดสัปดาห์ต้อนรับ Memorial Day (วันจันทร์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม) และสุดสัปดาห์ต้อนรับ Independence Day (วันชาติของอเมริกา 4 กรกฏาคมของทุกปี)

4. ฤดูฉาย Fall (ฤดูใบไม้ร่วง) เริ่มนับจากวันศุกร์แรกหลังสัปดาห์วันแรงงาน ไปจนถึงวันพฤหัสบดีสุดท้ายก่อนวันศุกร์แรกในเดือนพฤศจิกายน ฤดูฉายนี้มักเป็นฤดูฉายที่เงียบเหงา เพราะเพิ่งจะผ่านความคึกคักของฤดูฉายซัมเมอร์ โรงเรียนต่างๆเพิ่งเปิดเรียน หนังที่จะลงฉายในฤดูฉายนี้จึงมักจะเป็นหนังหวังรางวัล และการเพิ่มโรงฉายของหนังที่เปิดตัวแบบจำกัดโรงในฤดูฉายที่ผ่านมา แต่ยังสามารถเปิดตัวโปรเจคใหญ่ๆได้ แต่การลงทุนจะไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับฤดูฉายซัมเมอร์ ซึ่งการลงทุนอาจจะมากกว่าฤดูฉายวินเทอร์ หรืออาจจะลงทุนพอๆกับฤดูฉายสปริงก็ได้ ทีเด็ดของฤดูฉายนี้คือ สุดสัปดาห์วันแรงงานที่ได้อานิสงส์จากการปิดฤดูฉายซัมเมอร์ (ปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน) อีกทั้งยังมีทีเด็ดในสัปดาห์สุดท้ายของฤดูฉายต้อนรับการมาของเทศกาลฮัลโลวีน (วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี)

5. ฤดูฉาย Holiday (ต้อนรับวันขอบคุณพระเจ้า, คริสมาสต์ และปีใหม่) เริ่มนับจากวันศุกร์ของเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงสัปดาห์เทศกาลปีใหม่ ฤดูฉายนี้ทีเด็ดอยู่ตรงวันหยุดยาวหลายวันซึ่งได้แก่ วันขอบคุณพระเจ้า (วันพฤหัสที่ 4 ของเดือนพฤศจิกายน), วันคริสมาสต์อีฟและวันคริสมาสต์ (วันที่ 24 และ 25 ธันวาคมของทุกปี) และเทศกาลปีใหม่ (ปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม) จึงทำให้กลายเป็นฤดูฉายใหม่ที่สตูดิโอให้ความสำคัญ และพร้อมเปิดตัวหนังลงทุนสูงๆเรื่องใหม่ทัดเทียมกับฤดูฉายซัมเมอร์ เพียงแต่ว่าซัมเมอร์ดีกว่าตรงที่กินระยะเวลายาวนานกว่า

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าฤดูฉายซัมเมอร์มีความสำคัญมากที่สุดในการเปิดตัวโปรเจคใหญ่ๆเรื่องสำคัญของฮอลลีวู้ด และสตูดิโอก็ให้ความสำคัญกับฤดูฉายนี้มากที่สุดจึงส่งกองทัพหนังซัมเมอร์ชุดใหญ่เข้าฉายมากมายในแต่ละปี โดยในปีนี้ความพิเศษจะอยู่ตรงที่มีหนังเข้าฉายพร้อมระบบ 3 มิติในช่วงซัมเมอร์ถึง 15 เรื่องด้วยกัน มากกว่าปีที่แล้วถึงเท่าตัว ผมจะขอรายงานการคาดการณ์รายได้ในอเมริกาจากอันดับสูงที่สุดไปน้อยที่สุดเฉพาะโปรแกรมใหญ่ๆที่ฉายในฤดูฉายซัมเมอร์ดังต่อไปนี้ครับ

1. Transformers: Dark of the Moon
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     พาราเมาท์ พิคเจอร์ส
วันเปิดตัวฉายในอเมริกา:     1 กรกฏาคม
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     380 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   หนังภาคก่อนหน้านี้อย่าง Revenge of the Fallen สามารถทำรายได้ไปถึง 402.1 ล้านเหรียญ แต่ด้วยหนังภาค 3 หลายเรื่องที่ทำรายได้น้อยกว่าหนังภาค 2 เช่น Shrek 2 กับ Shrek the Third ที่ทำไป 441.2 และ 322.7 ล้านเหรียญตามลำดับ, Pirates of the Caribbean: Dead Man’s Chest กับ Pirates of the Caribbean: At World’s End ที่ทำไป 423.3 และ 309.4 ล้านเหรียญตามลำดับ หรือ Spider-Man 2 กับ Spider-Man 3 ที่ทำไป 373.6 และ 336.5 ล้านเหรียญตามลำดับ จึงน่าจะเป็นข้อคิดที่ว่าหนังเรื่องนี้อาจมีจุดจบที่คล้ายกัน แต่ในด้วยเอฟเฟกต์ในระดับสุดยอดที่ได้เห็นจากเทรเลอร์ของหนังแล้ว รายได้คงไม่ห่างจากภาคที่แล้วเท่าไร

Transformers: Dark of the Moon

Transformers: Dark of the Moon - $380 ล้านเหรียญ

2. Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     วอร์เนอร์ บราเธอร์ส
วันเปิดตัวฉายในอเมริกา:     15 กรกฏาคม
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     350 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   แม้ัว่าหนังแฮร์รี่แต่ละภาคจะทำรายได้ในแบบที่ลดลงสำหรับ 3 ภาคแรก (317.6 / 262 / 249.5 ล้านเหรียญตามลำดับ) และเพิ่มขึ้นตามลำดับใน 3 ภาคที่ตามมา (290 / 292 / 302 ล้านเหรียญตามลำดับ) และลดลงไปเล็กน้อยในภาค 7 ตอนแรก (295 ล้านเหรียญ) แต่สำหรับการปิดฉากเรื่องราวทั้งหมดในหนังเรื่องสุดท้ายนี้น่าจะสร้างปรากฏการณ์ให้กับบ๊อกซ์ออฟฟิศให้ในแบบที่อาจคาดไม่ถึงก็เป็นได้

Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2

Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2 - $350 ล้านเหรียญ

3. Cars 2
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     บัวนาวิสต้า (ดิสนีย์)
วันเปิดตัวฉายในอเมริกา:     24 มิถุนายน
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     270 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   พิจารณาว่าหนังภาคแรกเป็นที่ต้อนรับอย่างดีจากเด็กๆในอเมริกา แต่ไม่ค่อยเป็นที่ต้อนรับเท่าไรสำหรับกลุ่มคนดูที่เหลือ แต่การมาครั้งใหม่นี้คงจะเรียกคนดูในวงกว้างได้มากขึ้น เพราะพิกซาร์ก็ทุ่มเต็มที่ในการปลุกหนังการ์ตูนแข่งรถเรื่องนี้ให้กับมามีชีวิตอีกครั้ง และคงทำรายได้มากกว่า 244.1 ล้านเหรียญซึ่งเป็นของหนังภาคแรกทำไว้

Cars 2

Cars 2 - $270 ล้านเหรียญ

4. The Hangover Part II
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     วอร์เนอร์ บราเธอร์ส
รายได้ในอเมริกาล่าสุด (นับถึง 12 มิถุนายน):     216.6 ล้านเหรียญ
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     265 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   หนังภาคแรกทำรายได้ตลอดโปรแกรมฉายเอาไว้ที่ 277.3 ล้านเหรียญ และแม้ว่าภาค 2 นี้จะเปิดตัวด้วยรายได้ที่มากกว่าภาคแรก แต่เปอร์เซนต์รายได้ที่ลดลงในแต่ละวันของหนังภาค 2 ที่มากกว่าการลดลงของหนังภาคแรก กลับทำให้มองว่ารายได้ปิดโปรแกรมฉายคงจะสู้ภาคแรกไม่ได้

The Hangover Part II

The Hangover Part II - $265 ล้านเหรียญ

5. Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     บัวนาวิสต้า (ดิสนีย์)
รายได้ในอเมริกาล่าสุด (นับถึง 12 มิถุนายน):     208.8 ล้านเหรียญ
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     250 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   ด้วยการเปิดตัว 90.15 ล้านเหรียญที่ชนะเพียงภาคแรกภาคเดียว และรายรับในแต่ละวันที่น้อยกว่า 2 ภาคก่อนในทุกๆวัน จึงน่าจะทำให้หนังโจรสลัดภาคนี้อาจทำรายได้ปิดโปรแกรมได้น้อยที่สุดในทุกภาคที่ผ่านมา และรายได้ปิดโปรแกรมอาจจะพอๆกับทุนสร้าง 250 ล้านเหรียญ

Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides

Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides - $250 ล้านเหรียญ

6. Captain America: The First Avenger
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     พาราเมาท์ พิคเจอร์ส
วันเปิดตัวฉายในอเมริกา:     22 กรกฏาคม
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     200 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   Captain America เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องดังในอเมริกา และจะได้โรงฉายเปิดตัวที่สูงกว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่อง Thor และ Green Lantern แต่ถึงจะได้โรงฉายที่เยอะเอาการ แต่ตัวหนังก็ว่าถึงเรื่องราวในสงครามโลก บวกกับตัวละครต่างๆที่ยังไม่ชัดเจนจนกว่าจะมีภาคต่อ จึงน่าจะทำให้หนังเรื่องนี้ทำรายได้ปิดโปรแกรมฉายในแบบที่หนังภาคแรกควรจะเป็น ก่อนที่รายได้จะมากขึ้นในภาคต่อๆไป

Captain America: The First Avenger

Captain America: The First Avenger - $200 ล้านเหรียญ

7. Kung Fu Panda 2
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     พาราเมาท์ / ดรีมเวิร์กส์
รายได้ในอเมริกาล่าสุด (นับถึง 12 มิถุนายน):     126.9 ล้านเหรียญ
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     185 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   แม้จะได้รับการคาดหมายว่าจะทำรายได้นอกอเมริกาที่สูง แต่สำหรับการเปิดตัวในอเมริกา และการเก็บรายได้ในสัปดาห์ต่อๆมาที่เทียบกับภาคก่อนหน้าไม่ได้ อีกทั้งหนังยังเจอคู่แข่งอีกหลายเรื่องที่แย่งรายได้ไป จึงน่าคิดว่าหนังภาค 2 นี้อาจจะทำรายได้น้อยกว่าที่ภาคแรกทำไว้ 215.4 ล้านเหรียญ

Kung Fu Panda 2

Kung Fu Panda 2 - $185 ล้านเหรียญ

7. Thor
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     พาราเมาท์ พิคเจอร์ส
รายได้ในอเมริกาล่าสุด (นับถึง 10 มิถุนายน):     173.6 ล้านเหรียญ
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     185 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:    เปิดฉายเทศกาลซัมเมอร์ไม่กระหึ่มเท่าไร แต่ก็เก็บรายได้แบบค่อยเป็นค่อยไปจนได้เกือบ 180 ล้านเหรียญแล้ว เหลืออีกเฮือกสุดท้ายก่อนที่จะลาโรงไปคงน่าจะถึง 185 ล้านเหรียญนะ

Thor

Thor - $185 ล้านเหรียญ

9. Zookeeper
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     โซนี่ / โคลัมเบีย
วันเปิดตัวฉายในอเมริกา:     8 กรกฏาคม
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     170 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   เป็นโปรแกรมที่แตกต่างของซัมเมอร์ ท่ามกลางกระแสหนัง 3 มิติที่เปิดตัวกันหลายเรื่อง เรื่องนี้กลับฉายด้วยระบบปกติ แต่เพราะได้ดาราตลกอย่างเควิน เจมส์ที่มีหนัง 3 เรื่องติดต่อกันทำรายได้เกิน 100 ล้านเหรียญทุกเรื่อง นั่นคือ I Now Pronounce You Chuck and Larry (120.1 ล้านเหรียญ), Paul Blart: Mall Cop (146.3 ล้านเหรียญ) และ Grown Ups (162 ล้านเหรียญ) และยังเป็นที่ชื่นชอบของชาวอเมริกัน ซึ่งเหตุผลที่กล่าวมานี้ก็น่าจะทำให้รายได้หนังตลกเรื่องนี้ปิดรายรับเกิน 150 ล้านเหรียญได้

Zookeeper

Zookeeper - $170 ล้านเหรียญ

10. Super 8
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     พาราเมาท์ พิคเจอร์ส
รายได้ในอเมริกาล่าสุด (นับถึง 12 มิถุนายน):     38 ล้านเหรียญ
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     165 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   ย้อนกลับไปในปี 2008 เจเจ อับรามส์ได้อำนวยการสร้างหนังแนวสัตว์ประหลาดบุกโลกเรื่อง Cloverfield ซึ่งปิดรายรับตลอดโปรแกรมฉายเอาไว้ที่ 80 ล้านเหรียญ กลับมาในปีนี้อับรามส์ขอมาเป็นผู้กำกับเอง โดยได้สตีเว่น สปีลเบิร์กมาอำนวยการสร้างให้ เพื่อเล่าเรื่องราวการปรากฏตัวของสัตว์ประหลาดในยุค 70 แม้ว่าจะได้ผู้อำนวยการสร้างชื่อดังมาเป็นชื่อขายด้วย แต่นี่ก็เป็นเพียงหนังใหญ่เรื่องที่ 3 ที่ผู้กำกับคนนี้แสดงฝีมือเท่านั้น โดย 2 เรื่องแรกคือ Mission: Impossible III (134 ล้านเหรียญ) และ Star Trek (257.7 ล้านเหรียญ)

Super 8

Super 8 - $165 ล้านเหรียญ

11. X-Men: First Class
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     ทเวนตี้ เซนจูรี่ ฟ๊อกซ์
รายได้ในอเมริกาล่าสุด (นับถึง 12 มิถุนายน):     98.9 ล้านเหรียญ
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     160 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   เป็นการกลับมาด้วยความสมบูรณ์ของเนื้อเรื่องในแบบที่หนังภาคก่อนๆละเลยไป แต่หลังจากเปิดตัวไปด้วยตัวเลขเพียง 55.1 ล้านเหรียญ ก็มองเห็นว่ารายได้ช่างสวนทางกับความสนุกของตัวหนังเสียนี่ แต่ถ้าคิดในทางกลับกัน หนังเรื่องนี้เหมือนเป็นดังปฐมบทที่จะนำไปสู่ความยอดเยี่ยมและรายได้ที่เพิ่มขึ้นในภาคต่อจากนี้ รายได้ปิดโปรแกรมของหนังเรื่องนี้ไม่ว่าจะมากน้อยเพียงใดก็ขอให้คิดว่าหนังได้เลือกทางเดินที่ถูกต้องแล้ว

X-Men: First Class

X-Men: First Class - $160 ล้านเหรียญ

11. Green Lantern
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     วอร์เนอร์ บราเธอร์ส
วันเปิดตัวฉายในอเมริกา:     17 มิถุนายน
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     160 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:     ด้วยความที่เทรเลอร์ที่เปิดตัวมายังเรียกความสนใจจากชาวอเมริกันได้ไม่มากนัก และตัวละครต่างๆก็ยังคลุมเครือไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายร้าย รายได้ที่หนังน่าจะทำได้จึงถูกนำไปเปรียบเทียบกับหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่อง Fantastic Four และ Fantastic Four: Rise of the Silver Surfer ที่แม้ว่าจะเป็นค่ายดังกว่าอย่างมาร์เวล แต่ก็ทำรายได้ปิดโปรแกรมไปได้แค่ 154.7 และ 131.9 ล้านเหรียญตามลำดับ ซึ่งก็คงไม่ต่างจากหนังเรื่องนี้มากนัก

Green Lantern

Green Lantern - $160 ล้านเหรียญ

13. Bridesmaids
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     ยูนิเวอร์แซล
รายได้ในอเมริกาล่าสุด (นับถึง 12 มิถุนายน):     123.9 ล้านเหรียญ
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     150 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   เปิดตัวมาตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม และได้ชื่อของผู้อำนวยการสร้างจัดด์ อปาโทวเป็นชื่อขาย จึงทำให้หนังฮิตเกินร้อยล้านแล้ว พิจารณาว่าหนังใช้ทุนสร้างไปแค่ 32.5 ล้านเหรียญเท่านั้น และหนังเองก็ทำรายรับตกลงในแต่ละสัปดาห์ที่ไม่มากเกินไป จึงน่าจะยืนระยะเก็บรายได้ไปแตะที่ระดับ 150 ล้านเหรียญได้

Bridesmaids

Bridesmaids - $150 ล้านเหรียญ

14. Rise of the Planet of the Apes
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     ทเวนตี้ เซนจูรี่ ฟ๊อกซ์
วันเปิดตัวฉายในอเมริกา:     5 สิงหาคม
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     130 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   แม้ว่าหนังต้นฉบับจะทำรายได้ในอเมริกาไปถึง 180 ล้านเหรียญ แต่กับการมาครั้งใหม่นี้หนังใช้ชื่อขายหลักเป็นเจมส์ ฟรังโก้ และได้ผู้กำกับหน้าใหม่อย่างรูเพิร์ต ไวแอ็ทที่เพิ่งผ่านงานกำกับหนังยาวมาแค่ 2 เรื่องก่อนหน้านี้ สู้อะไรไม่ได้กับหนังต้นฉบับที่ได้ผู้กำกับอย่างทิม เบอร์ตัน ดาราดังอย่างมาร์ค วอห์ลเบิร์ก และเฮเลน่า บอนแฮม คาร์เตอร์ แม้ว่าเรื่องใหม่นี้อาจจะขัดเกลาบทให้ดูดีขึ้นก็ตาม

Rise of the Planet of the Apes

Rise of the Planet of the Apes - $130 ล้านเหรียญ

14. The Smurfs
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     โซนี่ / โคลัมเบีย
วันเปิดตัวฉายในอเมริกา:     29 กรกฏาคม
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     130 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   หนังการ์ตูนสเมิร์ฟตัวฟ้าขึ้นจอที่คงทำรายได้ปิดโปรแกรมฉายได้ไม่มากอย่างที่หนังแนวๆเดียวกันเรื่อง Alvin and the Chipmunks ทำได้เท่าไร แต่ก็น่าจะได้รายได้จากการฉายในระบบ 3 มิติเป็นตัวช่วยได้บ้าง

The Smurfs

The Smurfs - $130 ล้านเหรียญ

16. Cowboys & Aliens
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     ยูนิเวอร์แซล
วันเปิดตัวฉายในอเมริกา:     29 กรกฏาคม
คาดการณ์รายได้ในอเมริกาจบโปรแกรม:     110 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   แม้จะได้อย่างผู้กำกับหนัง Iron Man มากำกับเรื่องนี้ ดาราดังอย่างแดเนียล เครก และแฮร์ริสัน ฟอร์ด หรือผู้อำนวยการสร้างพิเศษอย่างสตีเว่น สปีลเบิร์กมาเป็นจุดขาย แต่จากนัักเขียนในหลายสำนักในอเมริกากลับมองว่าหนังไม่น่าจะทำรายได้ในแบบที่สูงลิบลิ่ว เพราะตัวหนังเองที่ไม่รู้จะหันไปทางไหนกันแน่ ระหว่างอารมณ์ตะวันตกแบบคาวบอย หรืออารมณ์สยองในแบบเอเลี่ยน

Cowboys & Aliens

Cowboys & Aliens - $110 ล้านเหรียญ

.

สรุปท๊อป 10 หนังซัมเมอร์ปี 2011 ที่น่าจะทำรายได้สูงสุดในอเมริกา (ล้าน)

1. Transformers: Dark of the Moon $380
2. Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2  $350
3. Cars 2 $270
4. The Hangover Part II $265
5. Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides $250
6. Captain America: The First Avenger $200
7. Kung Fu Panda 2 $185
7. Thor $185
9. Zookeeper $170
10. Super 8 $165

จากข้อมูลคาดการณ์รายได้นอกอเมริกาของกองทัพหนังซัมเมอร์ปี 2011 จึงสามารถสรุปรายรับรวมทั่วโลกของหนังซัมเมอร์ในปี 2011 ได้ดังนี้

สรุปท๊อป 13 หนังซัมเมอร์ปี 2011 ที่น่าจะทำรายได้สูงสุดทั่วโลก (ในอเมริกา + นอกอเมริกา = ทั่วโลก) (ล้าน)

1. Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2 – $350 + $710 = $1,060
2. Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides – $250 + $750 = $1,000
3. Transformers: Dark of the Moon – $380 + $460= $840
4. Kung Fu Panda 2 – $185 + $590 = $775
5. Cars 2 – $270 + $390 = $660
6. The Hangover Part II – $265 + $250 = $515
7. Thor – $185 + $290 = $475
8. Captain America: The First Avenger – $200 + $270 = $470
9. Green Lantern – $160 + $225 = $385
10. X-Men: First Class – $160 + $210 = $370
10. Super 8 – $165 + $190 = $355
12. Rise of the Planet of the Apes – $130 + $205 = $335
13. Cowboys & Aliens – $110 + $140 = $250

.

ดัดแปลงเนื้อหามาจาก BoxOfficeMojo ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องได้ตามลิงค์

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s