เข้ามาสู่เดือนที่สองของเทศกาลฉายซัมเมอร์ในอเมริกาแล้ว แม้ว่าปีนี้จะไม่มีหนังเรื่องใดสร้างสถิติรายรับแบบกระชากบ๊อกซ์ออฟฟิศให้กระจุยได้เท่ากับปีที่แล้ว แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าปี 2011 นี้ชนะขาดในเรื่องของโปรเจคภาคต่อที่เข้าฉายมากที่สุดนับตั้งแต่มีการนับสถิติกันเลยทีเดียว โดยถ้าว่ากันถึงรายได้หลักของหนังแต่ละเรื่อง รายได้ในอเมริกาดูจะเป็นตัวบ่งชี้ในเรื่องความเจ๊งหรือไม่เจ๊ง แต่เข้าสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์แล้วอย่างนี้ บอกได้เลยว่าแค่รายได้ในอเมริกาอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไปในการวัดว่าหนังเรื่องหนึ่งเรื่องใดจะประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ เพราะถ้าสังเกตดีๆ มีหนังอยู่หลายเรื่องเหมือนกันที่ทำรายได้ในอเมริกาได้แบบต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่พอไปฉายนอกอเมริกากลับฮิตระเบิดระเบ้อ ขอยกตัวอย่างหนังเข้าฉายเมื่อปีที่ผ่านมาอย่างเรื่อง Prince of Persia: The Sands of Time ที่ลงทุนไปมากถึง 200 ล้านเหรียญ แต่ได้รายได้ในอเมริกาไปเพียง 90.8 ล้านเหรียญเท่านั้น ถ้าไม่ได้รายได้นอกอเมริกา 244.4 ล้านเหรียญมาช่วยไว้ หนังต้องเจ๊งวายวอดทั่วโลกเป็นแน่แท้

สิ่งที่ทำให้เห็นว่าในยุคนี้รายได้นอกอเมริกาก็มีความสำคัญเหมือนกัน เห็นได้จากรายได้นอกอเมริกาที่เพิ่มขึ้น จากปี 2009 ทำรายได้ไป 18.8 พันล้านเหรียญ แต่ในปี 2010 ทำไปได้ถึง 21.2 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นถึง 13% ด้วยกัน โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งก็มาจากการฉายหนังใหม่ๆในระบบ 3 มิติ ซึ่งในปัจจุบันโรงฉายระบบ 3 มิติก็กำลังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศแถบละตินอเมริกาและประเทศจีน สำหรับระบบ 3 มิติค่อนข้างจะถึงจุดสูงสุดในอเมริกาแล้ว เพราะโรงฉายในอเมริกามีโรงฉายที่เป็นระบบ 3 มิติอยู่ประมาณ 19% ในขณะที่นอกอเมริกามีเพียงแค่ 12% เท่านั้น

ในช่วง 5 ปีมานี้หนังภาคต่อส่วนใหญ่จะทำรายได้ในอเมริกาน้อยลงกว่าภาคแรกๆประมาณ 6% และส่วนใหญ่จะทำรายได้เกิน 100 ล้านเหรียญในอเมริกาเป็นจำนวนที่น้อยลง แต่ทำรายได้รวมนอกอเมริกาเพิ่มขึ้นประมาณ 10% นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมสตูดิโอใหญ่ทั้งหลายถึงให้ความสำคัญกับหนังภาคต่อ และซัมเมอร์นี้ก็ยิ่งใหญ่กว่าซัมเมอร์ไหนๆ ด้วยหนังภาคต่อหรือจุดเริ่มต้นของภาคต่อเรื่องใหม่ถึง 11 เรื่อง ตัวอย่างเช่น Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides, Cars 2, Transformers: Dark of the Moon และโปรแกรมยักษ์ใหญ่แห่งปีอย่าง Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2

สำหรับหนังที่เข้าฉายในเทศกาลซัมเมอร์ที่เปิดตัวไปแล้ว และกวาดรายได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหนังใหญ่ๆ ที่วางโปรแกรมเข้าฉายในอีก 2 เดือนที่เหลือ รายได้นอกอเมริกาคาดการณ์ตลอดโปรแกรมฉายจะไปสิ้นสุดที่ตัวเลขไหน ไปติดตามกันต่อได้เลยครับ

1. Thor   (3D & IMAX)
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     พาราเมาท์ พิคเจอร์ส
รายได้นอกอเมริกาล่าสุด (นับถึง 5 มิถุนายน):     258 ล้านเหรียญ
คาดการณ์รายได้นอกอเมริกาจบโปรแกรม:     290 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   แม้ัว่าจะเปิดตัวไปเกือบทั่วโลกแล้วก็ตาม แต่ตลาดใหญ่อย่างญี่ปุ่นยังไม่เปิดตัวฉาย และคงทำรายได้ให้กับหนังได้อีก

Thor

Thor - $290 ล้าน

2. Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides   (3D & IMAX)
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     บัวนาวิสต้า (ดิสนีย์)
รายได้นอกอเมริกาล่าสุด (นับถึง 12 มิถุนายน):     678 ล้านเหรียญ
คาดการณ์รายได้นอกอเมริกาจบโปรแกรม:     750 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   ออกจะผิดคาดอยู่เหมือนกันที่หนังทำรายได้มากขนาดนี้ เพราะตัวละครหลักในภาคเดิมๆก็หายหน้าหายตาไป แต่กระแสหนังก็ยังแรงไม่มีตก และก็ทำรายได้นอกอเมริกาชนะหนังทุกภาคในแฟรนไชส์แล้ว รายได้ปิดโปรแกรมอาจจะมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็เป็นได้

Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides

Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides - $750 ล้าน

3. The Hangover Part II
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     วอร์เนอร์ บราเธอร์ส
รายได้นอกอเมริกาล่าสุด (นับถึง 12 มิถุนายน):     214.8 ล้านเหรียญ
คาดการณ์รายได้นอกอเมริกาจบโปรแกรม:     250 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   ภาคแรกทำรายได้นอกอเมริกาปิดโปรแกรมไป 190.2 ล้านเหรียญ ภาคนี้ที่ใช้โลเกชั่นหลักในกรุงเทพฯ ซึ่งกระตุ้นรายได้จากตลาดแถบเอเชียได้เป็นอย่างดี ทำรายได้มากกว่าภาคแรกไปแล้ว แต่จะได้ในระดับไหนยังไม่มีใครรู้

The Hangover Part II

The Hangover Part II - $250 ล้าน

4. Kung Fu Panda 2   (3D & IMAX)
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     พาราเมาท์ พิคเจอร์ส
รายได้นอกอเมริกาล่าสุด (นับถึง 12 มิถุนายน):     205 ล้านเหรียญ
คาดการณ์รายได้นอกอเมริกาจบโปรแกรม:     590 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   ภาคแรกโกยรายได้นอกอเมริกาไปถึง 416.3 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นรายได้ที่มโหฬารมากสำหรับหนังการ์ตูนที่ไม่ได้มาจากค่ายใหญ่อย่างพิกซาร์สตูดิโอ เป็นอีกเรื่องที่ดรีมเวิร์ก อนิเมชั่นสร้างออกมาโกยรายได้ หลังจากการ์ตูนอย่าง Shrek 2 และ Madagascar: Escape 2 Africa ทำรายได้นอกอเมริกามากกว่าภาคต้นฉบับถึง 79% ซึ่งถ้า Kung Fu Panda 2 ทำรายได้เพิ่มขึ้น 79% อย่างที่ 2 เรื่องนั้นทำได้ จะทำให้รายรับสุดท้ายมากถึง 745 ล้านเหรียญ และกลายเป็นรายได้รวมนอกอเมริกาที่สูงที่สุดตลอดกาลของหนังการ์ตูนทันที ซึ่งก็มีโอกาสทำได้เหมือนกัน เพราะว่าหนังเพิ่งเปิดตัวในไม่กี่ประเทศก็ทำไปเำกิน 200 ล้านเหรียญแล้ว

Kung Fu Panda 2

Kung Fu Panda 2 - $590 ล้าน

5. X-Men: First Class
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     ทเวนตี้ เซนจูรี่ ฟ๊อกซ์
รายได้นอกอเมริกาล่าสุด (นับถึง 12 มิถุนายน):     124.2 ล้านเหรียญ
คาดการณ์รายได้นอกอเมริกาจบโปรแกรม:     210 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   หนังภาคใหม่แต่ละภาคของแฟรนไชส์เอ็กซ์เม็นจะทำรายได้เพิ่มขึ้นในแต่ละเรื่อง จนมาถึงในภาคล่าสุดอย่าง X-Men Origins: Wolverine ทำไป 193.2 ล้านเหรียญ ลดลงจากภาคที่ฉายก่อนอย่าง X-Men: The Last Stand ที่สร้างสถิติสูงสุดไว้ที่ 225 ล้านเหรียญ สำหรับหนังเรื่องใหม่นี้ที่ขาดคาแร็กเตอร์อย่างวูฟเวอรีนไป ก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นเรื่องราวใหม่ได้ดี เพราะคาแร็กเตอร์วูฟเวอรีนคงอยู่ในช่วงขาลงแล้ว โดยเรื่องใหม่นี้นำเสนอตัวละครที่มีเสน่ห์เพิ่มอีกหลายตัว

X-Men: First Class

X-Men: First Class - $210 ล้าน

6. Super 8
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     พาราเมาท์ พิคเจอร์ส
รายได้นอกอเมริกาล่าสุด (นับถึง 12 มิถุนายน):     6.7 ล้านเหรียญ
คาดการณ์รายได้นอกอเมริกาจบโปรแกรม:     190 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   แม้ว่าหนังจะไม่ได้มีดาราดังๆมาเล่น แต่มีชื่อของผู้กำกับชื่อดังอย่างเจเจ อับรามส์ และผู้อำนวยการสร้างอย่างสปีลเบิร์ก ก็น่าจะเรียกความสนใจจากผู้ชมได้ โดยพาราเมาท์คาดหวังกระแสปากต่อปากจากคนดูในยุโรปช่วงเดือนสิงหาคมต่อจากนี้เป็นตัวเรียกรายได้หลัก

Super 8

Super 8 - $190 ล้าน

7. Green Lantern   (3D)
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     วอร์เนอร์ บราเธอร์ส
วันเปิดตัวฉายนอกอเมริกา:     16 มิถุนายนในยุโรปและเอเชียบางส่วน (รวมประเทศไทย) / 17 มิถุนายนในแคนาดา, อินเดีย, โปแลนด์ และอังกฤษ (พร้อมอเมริกา) / และประเทศที่เหลือในช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม
คาดการณ์รายได้นอกอเมริกาจบโปรแกรม:     225 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   แม้ว่าในตลาดนอกอเมริกาจะไม่ค่อยรู้จักชื่อซูเปอร์ฮีโร่คนนี้เท่าไร แต่ในระยะหลังๆมานี้ หนังซูเปอร์ฮีโร่ส่วนใหญ่มักทำรายได้ดีนอกอเมริกา และหนังคงจะไม่ทำรายได้ไปถึง 266.7 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นรายได้ของหนัง Iron Man ที่ผู้ชมนอกอเมริกาส่วนใหญ่เพิ่งรู้จักในปี 2008 แต่รายได้รวมน่าจะมากกว่าหนัง Fantastic Four ที่ทำไว้ 175 ล้านเหรียญ

Green Lantern

Green Lantern - $225 ล้าน

8. Cars 2   (3D & IMAX)
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     บัวนาวิสต้า (ดิสนีย์)
วันเปิดตัวฉายนอกอเมริกา:     22 มิถุนายนในอิตาลี / 23 มิถุนายนในหลายประเทศ รวมถึงรัสเซีย, บราซิล และออสเตรเลีย / 24 มิถุนายนในแคนาดา, เม็กซิโก และโคลัมเบีย (พร้อมอเมริกา) / หลังจากนั้นจะเข้าฉายในตลาดหลักๆช่วงเดือนกรกฏาคมและสิงหาคม
คาดการณ์รายได้นอกอเมริกาจบโปรแกรม:     390 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   หนัง Cars ภาคแรกเป็นหนึ่งในหนังการ์ตูนของพิกซาร์ที่ประสบความสำเร็จน้อยที่สุดในตลาดนอกอเมริกา จึงทำให้เกิดการแก้ไขข้อผิดพลาดในหนังภาคใหม่นี้ ซึ่งรวมถึงการกระตุ้นรายได้ด้วยการฉายในระบบสามมิติและโรงไอแมกซ์ และน่าจะทำให้ภาคใหม่นี้ทำรายได้ข้าม 217.9 ล้านเหรียญของภาคแรกไปได้

Cars 2

Cars 2 - $390 ล้าน

9. Transformers: Dark of the Moon   (3D & IMAX)
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     พาราเมาท์ พิคเจอร์ส
วันเปิดตัวฉายนอกอเมริกา:     29 มิถุนายนในยุโรปและเอเชียบางส่วน / 30 มิถุนายนในยุโรปและเอเชีย (รวมประเทศไทย) / 1 กรกฏาคม เกือบทุกประเทศ (พร้อมอเมริกา) / สัปดาห์ต่อมาในประเทศจีน / ปิดท้ายในประเทศญี่ปุ่นวันที่ 29 กรกฏาคม
คาดการณ์รายได้นอกอเมริกาจบโปรแกรม:     460 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   ภาคหลังสุด Revenge of the Fallen ทำรายได้ไป 434 ล้านเหรียญ และจากสถิติที่ผ่านมาที่หนังภาค 3 ส่วนใหญ่มักทำรายได้นอกอเมริกาน้อยกว่าหนังภาค 2 ตัวอย่างเช่นเรื่อง Ocean’s Thirteen หรือ Little Fockers แต่ด้วยหนังเรื่องนี้โชว์เอฟเฟกต์ยิ่งใหญ่ตระการตาในเทรเลอร์ของหนังเอง จึงน่าจะทำให้ภาคใหม่นี้ทำรายได้เหนือภาคก่อนหน้า

Transformers: Dark of the Moon

Transformers: Dark of the Moon - $460 ล้าน

10. Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2   (3D & IMAX)
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     วอร์เนอร์ บราเธอร์ส
วันเปิดตัวฉายนอกอเมริกา:     13 กรกฏาคมในยุโรปตะวันตก / 14 กรกฏาคมในยุโรปส่วนที่เหลือและในเอเชีย (รวมประเทศไทย) / 15 กรกฏาคม เกือบทุกประเทศ (พร้อมอเมริกา)
คาดการณ์รายได้นอกอเมริกาจบโปรแกรม:     710 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   ภาคต่อแต่ละภาคของแฮร์รี่จะทำรายได้นอกอเมริกาเพิ่มขึ้นจากภาคก่อนหน้าประมาณ 31% และถ้าสูตรนี้ได้ผลนั่นหมายความว่า Deathly Hallows Part 2 จะทำรายได้สูงสุดไปถึง 850 ล้านเหรียญเลยทีเดียว ซึ่งก็อาจจะสามารถเกิดขึ้นจริงได้ เพราะนี่จะเป็นการปิดฉากแฟรนไชส์ที่สร้างรายได้ให้บ๊อกซ์ออฟฟิศอย่างมหาศาลมาเกือบทศวรรษเต็มๆ

Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2

Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2 - $710 ล้าน

11. Captain America: The First Avenger   (3D)
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     พาราเมาท์ พิคเจอร์ส
วันเปิดตัวฉายนอกอเมริกา:     21 กรกฏาคมในอาร์เจนติน่า, เยอรมนี และมาเลเซีย / 22 กรกฏาคมในแคนาดาและโปแลนด์ (พร้อมอเมริกา) / หลังจากนั้นจะเข้าฉายเรื่อยๆจนถึงเดือนสิงหาคม (ประเทศไทยเข้าฉาย 28 กรกฏาคม)
คาดการณ์รายได้นอกอเมริกาจบโปรแกรม:     270 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   ในตลาดนอกอเมริกาจะรู้จักหนังเรื่องนี้ในชื่อ The First Avenger และชื่อนี้ก็เป็นตัวเรียกรายได้ที่ดี โดยหนังที่มีเนื้อหาสงครามโลกเหมือนกันอย่าง Inglourious Basterds และ Saving Private Ryan ต่างก็เก็บรายได้นอกอเมริกาไปถึง 201 และ 265 ล้านเหรียญตามลำดับ ซึ่งเรื่องนี้ก็คงไม่ต่างกัน และจะได้มากกว่านั้นเพราะความดังของซีรีย์ Avengers เองด้วย

Captain America: The First Avenger

Captain America: The First Avenger - $270 ล้าน

12. Rise of the Planet of the Apes
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     ทเวนตี้ เซนจูรี่ ฟ๊อกซ์
วันเปิดตัวฉายนอกอเมริกา:     4 สิงหาคมในยุโรปและเอเชียบางส่วน (รวมประเทศไทย) / 5 สิงหาคมในแคนาดา, ลิธัวเนีย และตุรกี (พร้อมอเมริกา) / หลังจากนั้นจะทยอยเข้าฉายไปจนถึงเดือนธันวาคม
คาดการณ์รายได้นอกอเมริกาจบโปรแกรม:     205 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   หนังเรื่องก่อนหน้า Planet of the Apes เข้าฉายเมื่อ 10 ปีก่อนและทำรายได้นอกอเมริกาไป 182.2 ล้านเหรียญ ซึ่งการกลับมาใหม่ในครั้งนี้น่าจะทำได้ดีกว่าเดิม ทั้งในเรื่องของเอฟเฟกต์ที่ทันสมัยกว่า และเนื้อเรื่องที่ขัดเกลาให้สนุกขึ้น

Rise of the Planet of the Apes

Rise of the Planet of the Apes - $205 ล้าน

13. Cowboys & Aliens
สตูดิโอจัดจำหน่าย:     พาราเมาท์ พิคเจอร์ส / ยูนิเวอร์แซล
วันเปิดตัวฉายนอกอเมริกา:     29 กรกฏาคมในแคนาดาและอินเดีย (พร้อมอเมริกา) / หลังจากนั้นจะทยอยเข้าฉายในเดือนสิงหาคมไปจนถึงกันยายน (ประเทศไทยเข้าฉาย 11 สิงหาคม)
คาดการณ์รายได้นอกอเมริกาจบโปรแกรม:     140 ล้านเหรียญ
วิเคราะห์:   น่าจะเป็นอีกเรื่องที่ทำรายได้ดีในตลาดนอกอเมริกาเพราะแค่ชื่อหนังก็สร้างความสนใจได้แล้ว อีกทั้งหนังยังได้ดาราดังอย่างแดเนียล เครกและแฮร์ริสัน ฟอร์ด ซึ่งชื่อของพวกเขาเรียกผู้ชมได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้วในหนังอย่าง Rango ที่คงไม่ทำรายได้นอกอเมริกาเกิน 120 ล้านไปได้ถ้าไม่ได้ชื่อของจอห์นนี่ เดปป์เป็นตัวเรียกความสนใจ

Cowboys & Aliens

Cowboys & Aliens - $140 ล้าน

ท๊อป 10 หนังซัมเมอร์ปี 2011 ที่น่าจะทำรายได้สูงสุดนอกอเมริกา (ล้าน)

  1. Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides – $750
  2. Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2 $710
  3. Kung Fu Panda 2 – $590
  4. Transformers: Dark of the Moon – $460
  5. Cars 2 – $390
  6. Thor – $290
  7. Captain America: The First Avenger – $270
  8. The Hangover Part II – $250
  9. Green Lantern – $225
  10. X-Men: First Class – $210

.

ดัดแปลงเนื้อหามาจาก BoxOfficeMojo ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องได้ตามลิงค์

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s