ความเห็นหลังชม >> Vanishing on 7th Street << จุดมนุษย์หลับ

Posted: มีนาคม 26, 2011 in ความเห็นหลังชม @ Cinema, หนังสยอง
ป้ายกำกับ:, , , , , ,

เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ…

โปสเตอร์ Vanishing on 7th Street

Vanishing on 7th Street

ด้วยความที่ดูตัวอย่างหนังแล้วค่อนข้างน่าสนใจ ออกแนวตื่นเต้นวิ่งหนีผีอะไรประมาณนี้ ตัวเลือกที่จะไปดูด้วยกันมีอยู่ 3 เรื่องคือ Sucker Punch เรื่องต่อมาคือ The Resident และอีกเรื่องก็เรื่องนี้ แต่ด้วยความที่ดูเทรเลอร์หนังแล้วให้อารมณ์วังเวง เพราะตัวหนังกล่าวถึงการที่อยู่ๆ คนก็หายไปอย่างไร้เหตุผล ทำให้ผมเลือกดูเรื่องนี้รอบค่ำๆ พอหนังจบก็เป็นเวลาที่ห้างกำลังปิดพอดี ทำให้ได้ฟีลต่อยอดหลังดูหนังจบ แต่ด้วยความที่ทำงานมาหนักทั้งวัน เกิดอารมณ์ง่วงนอน แล้วหนังก็ไม่ได้สร้างความน่ากลัวในแบบสะดุ้งมากพอ เลยดูไปแบบง่วงๆ ใกล้หลับเต็มที แต่ก็ฝืนดูให้จบ เพราะเสียดายเงิน ถามว่าคุ้มเงินมั้ยสำหรับหนังเรื่องนี้ ตอบได้ว่าไม่ค่อยคุ้มเ่ท่าไร แถมตอนจบก็ยังจบให้เราไปคิดเอาเองอีก เฮ้อ! ง่วงโว้ย.. คิดไม่ออก!

ในระยะหลังๆ มานี้มีหนังหลายเรื่องที่กล่าวถึงฉากความอ้างวางของเมือง ไม่ว่าจะเป็นหนังซอมบี้ตระกูล Resident Evil ที่ตัวละครอลิซ (Alice: Milla Jovovich) ในเรื่องเคยเดินหาคนรอดชีวิตในเมืองแรคคูนซิตี้ หรือจะเป็นเรื่อง I Am Legend ที่ทั้งเรื่องเด่นแค่พี่วิล สมิธ (Will Smith) กับหมาอีกตัว เดินเตร่ในเมืองร้าง และอีกหลายเรื่องที่ยังนึกไม่ออก เรื่องนี้ก็อารมณ์ประมาณนั้น แต่ขณะที่เรื่องอื่นมีทั้งกลางคืนและกลางวัน แต่เรื่องนี้กลับเหมือน Silent Hill ตรงที่มีกลางคืนที่ยาวนาน แตกต่างกันตรงที่เรื่องนี้มีกลางวันที่จะสั้นลงเรื่อยๆ ในขณะที่ Silent Hill มืดมิดตลอดกาล แต่ความสนุกของเรื่องนี้เทียบกับความน่ากลัวในหนัง Silent Hill ไม่ติด หรือเทียบความสนุกอย่างในเรื่อง I Am Legend ได้ซักนิด

เป็นที่น่าเสียดายที่เฮย์เด้น คริสเตนเซ่น (Hayden Christensen) ดาราหนุ่มที่เคยโด่งดังมาจากหนังฟอร์มใหญ่อย่าง Star Wars ในช่วงหลังๆ มานี้ ไม่มีหนังเรื่องไหนที่จะทำให้เขาเป็นที่สนใจในวงกว้างได้เท่าเรื่องนั้นได้อีก แม้ว่าจะมีหนังอย่าง Jumper ออกฉายในปี 2008 แต่ก็ไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างเท่าไร และการที่เขาเลือกเล่นหนังเรื่อง Vanishing on 7th Street ก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิด เนื่องด้วยหนังไม่ได้สร้างกระแสใดๆ เลย แถมหลังจากที่เข้าฉายในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2011 เป็นต้นมา กับโรงฉายเปิดตัวที่มากถึง 1 โรงฉายในอเมริกา (แค่นี้จริงๆ) และเพิ่มโรงเป็น 6 โรงฉายในสัปดาห์ต่อมา แต่รายรับก็เก็บไปได้สัปดาห์ละไม่ถึงหมื่นเหรียญ รวมการฉายจนมาถึงวันที่ 17 มีนาคม (ที่ยังไม่รู้ว่าหนังเลิกฉายไปแล้ว หรือแค่รอจังหวะกลับเข้าโรงอีกรอบ) ได้ไปทั้งหมดเพียง 22,729 เหรียญ ทำให้กลายเป็นเครดิตรายได้หนังที่เฮย์เด้นได้น้อยที่สุดไปแล้ว สถิติเดิมของเขาย้อนกลับไปในปี 1998 กับหนังเรื่อง Strike! ที่ทำไป 907,996 เหรียญ ต่อจากนี้ำไปก็ขอให้เฮย์เด้นคิดให้ดีๆ ว่าจะรับเล่นเรื่องไหนก็แล้วกัน

เนื้อเรื่อง

เริ่มเรื่องมาด้วยการกล่าวถึงตัวละครพอล (Paul: John Leguizamo) ที่ทำหน้าที่เป็นคนฉายหนัง ที่อยู่ๆ ไฟก็เกิดดับลง โดยเหตุการณ์ก่อนไฟดับยังเป็นปกติดี คนดูเต็มโรงหนัง คนเดินพลุกพล่านหน้าโรงหนัง พอไฟดับลงคนกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือแต่พอลที่อยู่ในห้องฉายหนัง พอลเดินออกไปหาคนอื่นๆ แต่กลับพบแต่เสื้อผ้าที่กองอยู่กับพื้นมากมาย แต่ก็เดินไปพบกับพนักงานรักษาความปลอดภัย แต่หลังจากที่พนักงานคนนี้เดินไปสำรวจร้านเสื้อในห้างก็หายตัวไปอีกราย เหลือแต่พอลคนเดียวแล้วทีนี้

หนังตัดสลับมาที่อีกตัวละคร กล่าวถึงลุค (Luke: Hayden Christensen) ที่นอนอยู่ในคอนโดกลางเมือง ตื่นนอนลงมาและออกคอนโดไปก็พบกับเมืองที่ร้างผู้คน มีแต่เสื้อผ้าที่กองอยู่กับพื้น จนเหตุการณ์ผ่านไปสามวัน ทำให้ลุคปรับตัวได้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และพบว่าการที่จะอยู่รอดในสถานการณ์แบบนี้คือต้องอยู่ในแสงไฟเท่านั้น โดยกลางคืนก็เริ่มยาวนานขึ้นเรื่อยๆ และกลางวันก็สั้นลงเรื่อยๆ ทุกขณะ

ลุคพบกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในขณะที่ลุคกำลังหาแบตเตอรี่สำรองเพื่อนำมาใช้ในตอนกลางคืน ขาตระเวนไปทั่วเมืองจนมาเจอบาร์แห่งหนึ่งมุมถนนสาย 7 ที่เปิดไฟสว่างโร่ พร้อมด้วยเสียงดนตรีที่เปิดดัง เขาได้พบกับเจมส์ (James: Jacob Latimore) เด็กหนุ่มที่คอยแม่กลับมาจากการหาผู้รอดชีวิตในโบสถ์ และก็ได้พบกับโรสแมรี่ (Rosemary: Thandie Newton) ที่เปิดประตูเข้ามาในร้านเพื่อตามหาลูกที่หายไป และอีกไม่นานก็มีอีกสมาชิกที่ลุคไปช่วยให้มาอยู่ด้วยกันในบาร์ คนนั้นก็คือพอลที่รอดชีวิตหลังจากผ่านไป 3 วัน

พอลเล่าเรื่องราวในอดีตของอาณานิคมที่หายสาบสูญบนเกาะโรอาโนค (Roanoke Island) ที่อยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งนอร์ธแคโรไลน่า สหรัฐอเมริกา ในปี 1590 จอห์น ไวท์ (John White) ชาวอังกฤษ ได้กลับไปยังเกาะอาณานิคมและพบว่าคนหายตัวไป พบแต่เพียงคำสลักบนต้นไม้ว่า “โครอาโทน” (Croatoan) เท่านั้น ซึ่งทำให้ทั้งสี่คนงงว่ามันคืออะไร (โดยคำว่า “โครอาโทน” ในเรื่องจริงนั้นหมายถึงชื่อเกาะแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากเกาะโรอาโนคไป 50 ไมล์ โดยไม่มีร่องรอยการย้ายถิ่นฐานจากโรอาโนคไปโครอาโทนแม้แต่น้อย)

CROATOAN

จอห์น ไวท์และพรรคพวก พบคำสลัก “CROATOAN” บนต้นไม้

ทั้งสี่คนหาเหตุผลว่าทำไมต้องเป็นพวกเขาที่รอดชีวิต โดยที่ลุคเชื่อว่าเหตุผลที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้นเพราะว่าเขาคิดว่าเขายังมีตัวตนอยู่จริง และทำให้เขาพยายามหาทางออกจากเหตุการณ์นี้ไปให้ได้ ทั้งสี่คนวางแผนจะออกนอกเมือง โดยต้องใช้รถที่ลุคเคยพบในเมือง ซึ่งเป็นคันเดียวที่ยังใช้ได้ พวกเขาแบ่งออกเป็นสองทีม โดยลุคกับโรสแมรี่ต้องเป็นฝ่ายไปหารถในเมือง ในขณะที่พอลกับเจมส์รออยู่ที่บาร์

เหตุการณ์ในระหว่างนั้นทางด้านของพอลกับเจมส์ พอลโดนหลอกว่าเจมส์หายตัวไปแล้ว ทำให้เงามาเอาตัวพอลไป ส่วนโรสแมรี่ก็โดนหลอกว่าลูกของเธอยังอยู่จึงโดนเงาเอาตัวไปอีกคน ทำให้ลุคต้องเข็นรถคนเดียว และลุคเข็นรถมาจนถึงบาร์สำเร็จและต่อเข้ากับเครื่องปั่นไฟเพื่อสตาร์ทรถ

เจมส์กับลุคก็ขับรถหนีออกเมืองไป จนไปหยุดรถหน้าโบสถ์เพื่อปิดฝากระโปรงหน้ารถที่เปิดไว้ เจมส์วิ่งหนีเข้าไปในโบสถ์เพื่อไปหาแม่และหวังว่าแม่ยังไม่หายไป ลุคจึงขับรถออกเมืองไปคนเดียวแต่เมื่อขับมาได้ไม่นานก็พบกับคำสลักว่า “CROATOAN” จึงวกกลับจะไปรับเจมส์ที่โบสถ์ โดยขับชนประตูหน้าโบสถ์ให้ไฟรถส่องทางเข้าไป ระหว่างที่จะเดินไปหาเจมส์ไฟหน้ารถเริ่มดับ ลุคโดนเงากลืนหายไป เหลือแต่เจมส์คนเดียว เขานั่งอยู่หน้าแสงเทียนท่ามกลางความมืดมิด และระลึกอยู่เสมอว่าตัวเองยังมีอยู่จริง และหลับไปจนถึงเช้า

เจมส์พบกับบริอาน่า (Briana: Taylor Groothuis) เด็กหญิงตัวน้อยที่ลุคเคยพบ เธอหลบอยู่ในโบสถ์แห่งนี้ ทั้่งสองออกไปนอกโบสถ์ท่ามกลางแสงอาทิตย์ พบกับม้าตัวหนึ่งที่กินแอปเ้ปิ้ลที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น เจมส์และบริอาน่าอยู่บนหลังม้า และออกเดินทางต่อไปท่ามกลางดวงอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงแสงไฟฉายโซลาร์เซลส์ของบริอาน่าส่องทางในความมืดมิด

จุดด้อยของหนัง Vanishing on 7th Street

อารมณ์ในการเดินเรื่องของหนังยังไม่ถึงพอที่จะทำให้เกิดความตื่นเต้นแบบลุ้นสุดขีด หรือระทึกใจสุดๆ แต่เป็นเพียงการตื่นเต้นที่ยังไม่ทันจะเดือด แต่กลับลดต่ำลงไปแบบฮวบ เลยทำให้หนังออกมาแบบขาดๆ แม้โครงเรื่องที่กล่าวถึงการหายตัวของคนจะสร้างจุดสนใจให้เกิดขึ้น แต่การที่ไม่ใส่ใจในรายละเอียดที่ตามมา ทำ้ให้เนื้อเรื่องขาดความมันส์ที่ถ้าหนังมีก็จะดีกว่านี้ และการเอาตำนานโครอาโทนที่มีอยู่จริงมาปรับและใส่เข้าไปในเรื่อง ก็ไม่ได้เป็นประเด็นที่ทำให้บทดูแข็งขึ้น แต่กลับทำให้บทหนังดูด้อยลง เพราะยังงงๆ ว่า “แล้วมันเกี่ยวกันกับโครอาโทนยังไง?” รวมทั้งการจบไม่คลายปมของหนัง เลยไม่รู้ว่า แล้วคนมันหายตัวกันไปที่ไหน?  เค้าตายกันหรือเปล่า?  เลยต้องคิดเอาเองว่าคงตายมั้ง

ข้อคิดของหนัง Vanishing on 7th Street

ผมชอบประโยคนี้ที่ลุคในเรื่องกล่าวไว้   “I’m here because I will myself to exist.” เป็นความมั่นใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป และมั่นใจว่าวันข้างหน้ารอเราอยู่ นอกนั้นไม่มีอะไรให้เก็บมาคิด

ความคิดเห็นที่มีต่อหนัง Vanishing on 7th Street

ไม่ได้ตั้งความหวังกับเรื่องนี้ไว้มากนัก และเหตุผลในการไปดูเพราะอยากได้ฟีลน่ากลัวดูตอนกลางคืน แต่ก็ผิดหวังเล็กๆ อยู่เหมือนกัน เพราะหนังน่าจะตื่นเต้นกว่านี้ซักหน่อย แต่ผมก็ตื่นเต้นเหมือนกันตอนดูหนังจบแล้วออกจากโรง ห้างจะปิดแล้วคนหายไปกันหมด ผมยังเดินไปฝากเงินที่ตู้หน้าธนาคาร (ที่ปิดไปแล้ว) อยู่เลย แถมเดินหาห้องน้ำเข้าให้ทั่ว เพราะปิดไปหลายโซนแล้ว เดินอยู่หลายชั้น ได้เข้าจริงๆ ชั้นใต้ดิน แล้วรีบออกห้าง ตื่นเต้นมากกว่าตอนดูหนังอีก

เรื่องนี้ผมให้เกรด D
★1/2
คะแนน 4.6 เต็ม 10

.

ตัวอย่างหนังเรื่อง Vanishing on 7th Street

Advertisements
ความเห็น
  1. ch carbon พูดว่า:

    ผมก็ดูแล้ว ยังงงๆเลย แล้วตกลงคนที่หานไปตายหรือป่าว แล้วคนที่หายไปทำไมยังเป็นเงาอยู่ แล้วไอ้ตัวที่เอาตัวคนทั้งหมดไปมาจากไหน ใครเป็นคนปล่อยมันมา แล้วพอลที่โดนเงาพาไปทำไมยังกับมาได้ ทั้งๆที่เมื่อโดนพาตัวไปแล้วไม่สามารถเอาอะไรไปได้ แต่เมื่อไฟที่หัวของพอลติด เค้าก็มาอยู่ที่หน้ารถ ใครตอบทีครับ

  2. AArmer พูดว่า:

    ว่ากำลังจะไปดูเลย คิดหนักซะแล้ว (จะเหมือน The Fog หมอกมรณะไหมเนี่ย)

  3. Panda พูดว่า:

    หนังอาร์ตครับ ดูเฉยๆ ไม่เข้าใจหรอกครับ
    หนังเรื่องนี้ถ้าให้เดาแล้วเอาเหตุผลประกอบน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการประหยัดไฟครับ ในเรื่องจะค่อยๆ เฉลยออกมา เช่น ปิดไฟที่ไม่จำเป็น การประหยัดน้ำมัน การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ สุดท้ายคือ การเลิกใช้รถให้ใช้ม้าแทน ส่วนเรื่องความมืดที่จะกลืนกินมนุษย์ไปหากใครที่ไม่มีแสงอยู่ในมือก็คือ คนเราควรจะรู้จักการใช้พลังงานครับสังเกตว่าใครมีพลังงานอยู่ในมือ(คือแสงไฟ)ก็รอด และในเรื่องยังบอกอีกว่า อย่าเชื่อแสงจากที่อื่นถ้าไม่ใช่แสงในมือเรา เพราะไม่ควรหวังพึ่งจากคนอื่นก็เริ่มต้นที่ตัวเราครับ สุดท้ายนี้หนังทั้งเรื่องบอกให้เรารู้ว่ามนุษย์จะอยู่ไม่ได้หากไม่มีพลังงาน แต่สัตว์สามารถอยู่ได้ครับ

    • mckmarvel พูดว่า:

      ถ้าคิดอย่างที่คุณว่าก็ดีนะครับ เพราะปัจจุบันโลกร้อนมาก ถ้าช่วยกันปิดไฟก็คงจะดี แต่ถ้าหนังจะสื่อถึงการปิดไฟ น่าจะทำให้เคลียร์กว่านี้ เอาแบบโจ๋งครึ่มกันไปเลย จะได้ไม่ต้องมาคิดมากและพาลเครียด

  4. JD พูดว่า:

    เเต่คนที่หายไปจากเกาะ croatoan ยังไม่มีไฟฟ้าใช้เลยนี่ครับ? -_-

    • mckmarvel พูดว่า:

      ถามจากความเห็นบนๆที่พูดเรื่องการประหยัดไฟหรือเปล่าครับ?

      ถ้าใช่ ผมคิดว่าคุณ Panda น่าจะหมายถึงการประหยัดไฟในยุคปัจจุบัน แต่หนังเอาเรื่องในอดีตมาโยงด้วย

  5. ท่านมหาเมพท่าเรือเอฟซีชั่วทั้งคลองเตย พูดว่า:

    ตลกตรงที่บอกว่า หนังเรื่องนี้สอนให้ประหยัดไฟ

  6. k พูดว่า:

    คือ หนังเรื่องได้เเนวคิงจากเรื่องของโครอาโทนไงอ่าคับที่ว่าคนทั้งเกาะหายไปเเค่คืนเดียวนี้เป็นเรื่องจริงนะครับที่เกิดขึ้นในอดีต บนเกาะโรอาโนนเเล้คนสร้างก้จิตนาการเอาว่าคนบนเกาะอาจจะถูกเอาตัวไปโดยเงาลึกลับก็ได้เเล้วสร้างเป็นหนังออกมาไงครับเเค่นี้เองครับไม่มีไรมากหรอก มันก็เป็นเเค่หนังเองครับอย่าคิดมาก -*-

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s