ความเห็นหลังชม >> The King’s Speech << ราชาผู้ไม่เคยยอมแพ้โชคชะตา

Posted: มีนาคม 7, 2011 in ความเห็นหลังชม @ Cinema, หนังดราม่า
ป้ายกำกับ:, , , , , , ,

เปิดเผยเนื้อหาสำคัญเล็กน้อย…

วันนี้ผมได้โอกาสหาเวลาว่างไปสัมผัสกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปีล่าสุดของรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกภาพยนตร์อย่างออสการ์ ซึ่งในใจคิดสงสัยเล็กน้อยในการเป็นผู้ชนะเหนือคู่แข่งหินๆ หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งที่สูสีกันมากที่สุดอย่างเรื่อง The Social Network หรือเรื่องที่ส่งให้ดาราสาว Natalie Portman คว้านำหญิงอย่าง Black Swan และหนังที่เป็นอีกหนึ่งงานมาสเตอร์พีชของผู้กำกับแบทแมนอย่าง Inception โดยในเปอร์เซ็นต์การเป็นผู้ชนะผมคิดถึง 4 เรื่องที่กล่าวมาเท่านั้น (ก่อนรางวัลประกาศก็ดูได้แค่ 3 เรื่องเอง พอประกาศไปแล้วก็ดูเพิ่มเรื่องนี้อีกเรื่องเดียว) ซึ่งใจของผมเอนเอียงไปให้ทางด้านของ The Social Network อยู่มากกว่าเรื่องอื่นนิดหน่อย เนื่องด้วยเป็นการจับเรื่องราวที่ซับซ้อนมานำเสนอเป็นหนังยาวไม่เกิน 3 ชั่วโมงได้อย่างน่าสนใจ รวมถึงบทสนทนาที่มีการเตรียมพร้อมมาอย่างดี แต่เมื่อได้มาสัมผัสอารมณ์ที่หนัง The King’s Speech นำเสนอ ก็ไม่แปลกใจที่กรรมการเห็นว่าเรื่องนี้เหมาะสมในการครองรางวัลสูงสุดอย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมากกว่าเรื่องอื่น

โปสเตอร์ The King's Speech

The King’s Speech

เหตุผลที่ผมคิดไว้ว่าเรื่องนี้เหมาะในการได้รางวัล คือ

  1. เป็นการเล่าเรื่องที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ให้ออกมาดูมีพลัง ซึ่งบทภาพยนตร์ของ David Seidler เป็นบทดั้งเดิมที่รักษาเนื้อหาความจริงไว้อย่างดีเยี่ยม และทำให้เขาได้รับรางวัลออสการ์ในการเขียนบทภาพยนตร์ดั้งเดิมครั้งนี้ ถ้าเปรียบกับอีก 3 เรื่องที่เหลือ มีเรื่อง Inception ที่เข้าชิงบทดั้งเดิมเหมือนกัน แม้บทของ Inception จะสุดยอดเหมือนกัน แต่การเขียนบทที่เกิดขึ้นจากเรื่องจริง แถมเรื่องนั้นเป็นเรื่องจากเบื้องสูงอย่างราชวงศ์อังกฤษ ทำให้บทดั้งเดิมของ The King’s Speech ดูมีภาษีกว่า ซึ่งเข้าตากรรมการออสการ์มากกว่า เพราะเห็นความสามารถในการกล้านำเรื่องจริงมาตีแผ่ ส่วนบทดัดแปลงของ The Social Network สมแล้วกับการเป็นผู้ชนะ เพราะอย่างที่บอก หนังนำเรื่องจริงมาปรุงแต่งได้อย่างมีสีสัน ทำให้หนังน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ ในขณะที่บทหนัง Black Swan ไม่ได้เข้าชิงบททั้งสองประเภท แต่ก็เป็นบทที่เอื้อให้ดารานำหญิงของเรื่องแสดงพลังจนคว้ารางวัลไปครองได้ในที่สุด
  2. ตัวละครในเรื่องเป็นตัวละครที่มีตัวตนจริง ซึ่งเป็นแนวที่ออสการ์ชอบมอบรางวัลให้ ถ้านับถึง 4 เรื่องที่ผมพูดถึง จะมี 2 เรื่องที่เข้าข่าย นั่นคือ ตัวละคร Mark Zuckerberg ในหนัง The Social Network กับตัวละครพระเจ้าจอร์จที่ 6 ในหนัง The King’s Speech แต่ก็อย่างที่บอกไปในข้อที่แล้ว บทที่สูงกว่าดูมีภาษีดีกว่า เพราะหนังที่กล้านำเรื่องของเบื้องบนมาเล่น ก็ต้องเพียบพร้อมในเกือบทุกองค์ประกอบ เมื่อเล่นออกมาได้ดี องค์ประกอบแต่ละส่วนในหนังดูอลังการณ์หรือดูมีพลัง ก็สมควรที่จะเป็นผู้ชนะไป ในขณะที่หนังเฟซบุ๊คก็มีองค์ประกอบทุกอย่างลงตัวแต่ขาดพลังในส่วนของตัวละคร และกลายเป็นพลาดรางวัลไป ซึ่งถ้าหนังไม่มาชนกันเองในปีเดียวกัน ก็ต้องได้ทั้งสองเรื่องล่ะครับ

ขอกล่าวถึงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมด้วยที่ Tom Hooper คว้าไป ซึ่งเป็นการได้รางวัลจากการเข้าชิงแค่ครั้งแรกเท่านั้น ในขณะที่ผู้กำกับ The Social Network อย่าง David Fincher เคยเข้าชิงมาก่อนจากหนังปี 2008 เรื่อง The Curious Case of Benjamin Button และก็พลาดรางวัลไปทั้ง 2 ครั้ง แม้ว่าลุงฟินเชอร์จะกำกับเรื่อง The Social Network ได้อย่างดีที่สุดแล้วก็ตาม ซึ่งในความคิดของผมการที่มอบรางวัลผู้กำกับแก่พี่ฮูเปอร์ ออสการ์อาจมอบเพื่อให้เป็นกำลังใจในการสร้างหนังเยี่ยมๆ เรื่องต่อๆ ไปของเขาก็เป็นได้ เพราะก่อนหน้าที่พี่ฮูเปอร์จะมากำกับ The King’s Speech แกกำกับมาแค่ 2 เรื่องเองที่เป็นหนังฉายจอใหญ่ แถมไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงเท่าไร พอพี่มากำกับเรื่องนี้ อยู่ๆ ก็กำกับได้สุดยอดซะงั้น ออสการ์ตกใจเลยมอบรางวัลให้เลย ส่วนที่ไม่มอบให้กับลุงฟินเชอร์ก็เพราะคิดว่าลุงแกยังกำกับหนังเรื่องเยี่ยมๆ ได้มากกว่านี้อีกหลายเรื่อง ซึ่งลุงยิ่งแก่ยิ่งออกลายความเก๋าประสบการณ์ ออสการ์เลยจะตบรางวัลให้เลยตอนนั้นทีเดียว คงมอบทีเดียว 5 รางวัลใหญ่รวด บทภาพยนตร์-ผู้กำกับ-นำชาย-นำหญิง-ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สำหรับหนังของลุงเรื่องนั้นก็อาจเป็นได้

เมื่อกล่าวถึง 3 รางวัลไปแล้ว อีกรางวัลที่ไม่กล่าวไม่ได้ ได้แก่ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม Colin Firth ซึ่งทั้งเรื่องก็เห็นหน้าเขาผู้นี้กันตลอดเวลาเลยทีเดียว  คุณลุงเฟิร์ทที่อายุแก่กว่าผู้กำกับของเรื่อง (ลุงเฟิร์ทจะ 51 กันยายนนี้ ส่วนพี่ฮูเปอร์เพิ่ง 39 และลุงเฟิร์ทก็แก่กว่าลุงฟินเชอร์ 2 ปี) เล่นได้สุดยอดการแสดงของจริง ลุงแกเคยเข้าชิงมาก่อนหน้านี้จากเรื่อง A Single Man หนังเมื่อปีก่อนหน้านั่นเองแพ้ลุง Jeff Bridges ที่คว้าไปจากเรื่อง Crazy Heart สำหรับการแสดงในเรื่อง The King’s Speech บอกได้เลยว่าลุงสามารถทำให้คนดูอย่างผมลุ้นสุดๆ ในฉากที่ต้องมีการพูดต่อหน้าสาธารณะชนแต่ละัครั้ง ลุ้นมากๆ ลุงเล่นให้คนเชื่อได้ว่าลุงพูดติดอ่าง ทั้งที่ตัวจริงไม่ได้เป็น นี่พอผมดูหนังจบแล้วแทบพูดไม่ออกเลย กลายจะเป็นคนติดอ่างไปด้วยแล้วเนี่ย

เนื้อเรื่องคร่าวๆ

เนื้อเรื่องกล่าวถึงราชวงศ์อังกฤษสมัยพระเจ้าจอร์จ 5 (แสดงโดย Michael Gambon) มีลูกชายที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปอยู่ 2 พระองค์คือ Edward Albert Christian George Andrew Patrick David หรือ Duke of Windsor (แสดงโดย Guy Pearce) ผู้พี่ (ซึ่งต่อมากลายเป็นกษัตริย์หลังจากพระบิดาสวรรคต ในพระนามว่า “พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8”) และ Albert Frederick Arthur George หรือ Duke of York (แสดงโดย Colin Firth) ผู้น้องที่ต่อมากลายเป็นกษัตริย์หลังจากที่ผู้พี่สละพระราชบัลลังก์ เพราะจะไปแต่งงานกับหญิงสาวที่เคยอย่ามาถึง 2 ครั้งอย่าง Wallis Simpson โดยเนื้อเรื่องทั้งหมดกล่าวถึงผู้น้องทั้งเรื่อง (ผู้น้องขึ้นเป็นกษัตริย์ในพระนามว่า “พระเจ้าจอร์จที่ 6”)

ผู้น้องมีปัญหาในการพูดติดอ่าง เป็นตั้งแต่อายุเด็กๆ เริ่มเรื่องมาก็มีฉากที่ต้องพูดต่อหน้าสารธาณชน ทำให้เป็นที่เรื่องลือกันถึงการพูดติดอ่างของพระองค์นี้ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับดยุคแห่งยอร์กเป็นอย่างมาก จน Elizabeth Angela Marguerite Bowes-Lyon หรือ Duchess of York (แสดงโดย Helena Bonham Carter) ภรรยาของดยุค (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น Queen Elizabeth I) ได้ตระเวนไปหาทางรักษา พบหมอคนแล้วคนเล่าก็ยังไม่หาย จนมาพบหมอ Lionel Logue (แสดงโดย Geoffrey Rush) ซึ่งภายหลังมีการสืบประวัติจนทราบว่าไม่ได้เป็นหมอจริง แต่เป็นนักแสดงที่สามา่รถรักษาการพูดได้

จากครั้งแรกที่ดยุคไปพบหมอโล้ก (Logue) และหมอชี้ทางให้เห็นว่าดยุคพูดได้อย่างปกติโดยการพูดที่ไม่ได้ยินเสียงตัวเอง เนื่องด้วยสวมหูฟังที่มีเสียงเพลงกลบเสียงพูด แต่ดยุคไม่รู้ว่าตัวเองพูดได้เป็นปกติ แต่กลับเห็นว่าการทำอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ จึงกลับไปพร้อมกับแ่ผ่นเสียงที่หมออัดไว้ขณะดยุคพูด หลังจากที่ดยุคได้เอาแผ่นเสียงแผ่นนั้นมาเปิดฟัง ดยุคจึงมีการไปพบกับหมออีกหลายครั้ง และกลายเป็นเพื่อนกันในที่สุด โดยในการพูดต่อหน้าสาธารณะชนแต่ละครั้ง จะต้องมีหมอโล้กประกบด้วยตลอดเพื่อสร้างความมั่นใจ แม้หลังจากที่ดยุคได้ขึ้นเป็นพระเจ้าจอร์จที่ 6 แล้วก็มีหมอโล้กที่คอยช่วยเหลือทุกครั้ง แม้จะมีบางครั้งที่มีเรื่องทะเลาะกัน แต่ก็เป็นที่ดยุคที่มาง้อก่อน จนมาถึงการพูดต่อหน้าสาธารณะชนตอนจบของเรื่องที่ดยุคในฐานะพระเจ้าจอร์จที่ 6 พูดออกอากาศได้อย่างน่าชื่นชม โดยมีการเว้นช่วงเพื่อเืพื่อกลบการตะกุกตะกัก และทำให้ดูเคร่งขรึมจากคำแนะนำของหมอโล้ก

การแสดงในหนัง The King’s Speech

การแสดงแต่ละคนเด่นมาก โดยเฉพาะบทนำของลุงเฟิร์ทดีสุดๆ นอกเหนือจากนั้นการประกบบทของ Geoffrey Rush กับลุงเฟิร์ทก็ดีมากๆ ทางด้านของป้า Helena Bonham Carter แม้จะมีบทที่ออกไม่เยอะแต่ป้าก็น่ารักเหมือนเคย ชุดที่ป้าใส่ดูดีกว่าที่ป้าใส่ในชีวิตจริงอีกนะ ใครคิดที่จะมาดูการแสดงละก็ จะต้องเอาใจช่วยการพูดติดอ่างของตัวนำเป็นแน่ ดีที่สุดในการแสดงของลุงเฟิร์ทแล้วในที่นี้

ข้อคิดในหนัง The King’s Speech

การไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ในเมื่อเราไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่ใครหลายคนเป็น แต่เราก็สามารถทำให้คนอีกหลายคนได้รู้ว่า เราก็ทำได้อย่างที่ท่านทำได้เหมือนกัน

ความคิดเห็นที่มีต่อหนัง The King’s Speech

เรื่องนี้เป็นหนังที่มีพลังในตัวเอง สร้างอารมณ์ร่วมลุ้นการเอาชนะอุปสรรคของตัวละครเอก ดูไปแล้วก็สร้างกำลังใจในการดำเนินชีวิต เนื้อเรื่องไม่ได้ซับซ้อนเหมือนเรื่องอื่นๆ แต่การเล่าเรื่องที่มีความง่ายให้น่าสนใจเป็นสิ่งที่ผู้กำกับอย่าง Tom Hooper ทำ และก็เป็นผลซะด้วย เรื่องนี้ได้เรท R ตอนฉายที่อเมริกา เนื่องด้วยมีภาษาหยาบคายที่ชัดเจนในบางตอนของเรื่อง และได้เรท 15+ เมื่อเข้าฉายเมืองไทย อยากให้ใครหลายคนที่กำลังท้อแท้ ลองมาดูเรื่องนี้ซักครั้ง คุณอาจได้ข้อคิดที่แตกต่างจากผม และเห็นข้อคิดที่ผมมองไม่เห็นก็เป็นได้ครับ

เรื่องนี้ผมให้เกรด B+
★★★★1/4
คะแนน 8.1 เต็ม 10

.

ตัวอย่างภาพยนตร์ The King’s Speech


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s